ลักษณะนิสัยร่วมที่เหมือนกันของฝาแฝดอย่างน่าประหลาด มาจากธรรมชาติหรือการเลี้ยงดู ?

ที่มาของภาพ, Jim Craigmyle/Getty Images
ดูเหมือนว่าการเกิดมาเป็นฝาแฝดมักจะเป็นเรื่องที่น่าหลงใหลเสมอ และผู้ที่มีฝาแฝดคนเคยชินกับคำถามเหล่านี้เสียแล้ว
"คุณมีพลังจิตไหม"
"คุณรู้สึกถึงความเจ็บปวดของอีกคนได้หรือเปล่า"
"คุณเคยสลับตัวกันไหม"
ความน่าตื่นตาตื่นใจของการมีบุคคลสองคน ซึ่งแตกต่างกัน แต่ก็คล้ายกันอย่างน่าเหลือเชื่อ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทั้งเรื่องลึกลับโบราณ ไปจนถึงเพลง ภาพยนตร์ และวรรณกรรม
ทว่าแวดวงวิทยาศาสตร์เองก็ให้ความสนใจกับฝาแฝดไม่น้อยเช่นเดียวกัน ทำให้เหล่าฝาแฝดได้มอบโอกาสในการการศึกษาว่า พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของมนุษย์เราอย่างไร

ฝาแฝดมีอยู่สองประเภท ได้แก่ ฝาแฝดต่างไข่ หรือที่เรียกว่าฝาแฝดเทียม เกิดจากไข่สองใบที่ตกพร้อมกัน และได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิคนละตัวกัน พวกเขามีพันธุกรรมร่วมกันโดยเฉลี่ยประมาณครึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับพี่น้องทั่วไป
ส่วนฝาแฝดแท้ เกิดจากไข่ใบเดียวที่ได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิตัวเดียว แล้วแยกตัวกลายเป็นตัวอ่อนสองตัว นั่นหมายความว่าพวกเขามีพันธุกรรมเหมือนกันเกือบทั้งหมด และมักจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมาก ฝาแฝดประเภทนี้พบได้น้อยมาก โดยเกิดขึ้นเพียงประมาณ 3 ครั้ง ในทุกการเกิด 1,000 ครั้ง
ศ.แนนซี เซเกิล ซึ่งตัวเธอเองเป็นฝาแฝดเทียม ได้อุทิศทั้งชีวิตการทำงานให้กับการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ เธอเป็นนักพันธุศาสตร์เชิงพฤติกรรมและนักจิตวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตฟูลเลอร์ตัน ในสหรัฐอเมริกา และเธอยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฝาแฝดของที่นั่นด้วย
"ฝาแฝดช่วยให้เราศึกษาอิทธิพลทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อคุณลักษณะต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ความเร็วในการวิ่ง บุคลิกภาพ หรือแม้แต่ส่วนสูงและน้ำหนัก" ศ.เซเกิลกล่าว
โดยทั่วไปงานวิจัยเกี่ยวกับฝาแฝดจะเปรียบเทียบฝาแฝดแท้ที่มีพันธุกรรมเหมือนกันกับฝาแฝดเทียม หากพบว่าฝาแฝดแท้มีความคล้ายคลึงกันในลักษณะบางอย่างมากกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่าพันธุกรรมมีบทบาทบางส่วนต่อการพัฒนาลักษณะนั้น ๆ
ไม่น่าแปลกใจที่พันธุกรรมจะมีส่วนในการกำหนดส่วนสูง น้ำหนัก หรือแม้กระทั่งสติปัญญาของเรา แต่การศึกษาฝาแฝดยังเผยให้เห็นด้วยว่า พันธุกรรมมีอิทธิพลต่อคุณลักษณะและพฤติกรรมที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเราหลายอย่างเช่นกัน
"ฝาแฝดถูกใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนา ทัศนคติทางสังคม ความเชื่อต่อโทษประหารชีวิต การใช้สารเสพติด หรือแม้แต่การลงทุนทางการเงิน" ศ.เซเกิลกล่าว
ตัวอย่างเช่น งานวิจัยในสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย พบว่าฝาแฝดแท้มีแนวโน้มที่จะมีทัศนคติทางศาสนาที่คล้ายคลึงกันมากกว่าฝาแฝดเทียม โดยเฉพาะในช่วงวัยผู้ใหญ่ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าพันธุกรรมมีบทบาทต่อความเชื่อทางศาสนา
ศ.เซเกิลอธิบายว่า ไม่ใช่ว่าพันธุกรรมทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเชื่อในพระเจ้าโดยตรง แต่เป็นเพราะมันมีอิทธิพลต่อการผสมผสานที่ซับซ้อนของคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น สติปัญญาหรือความอ่อนไหวทางอารมณ์ ซึ่งอาจทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเชื่อในศาสนามากขึ้น

ที่มาของภาพ, Leonard Ortiz/Digital First Media/Orange County Register via Getty Images
ฝาแฝดที่เติบโตแยกกัน
ผลการวิจัยที่น่าทึ่งที่สุดจากงานของ ศ.เซเกิล มาจากการศึกษากรณีหายากของฝาแฝดแท้ที่ไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน
"สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือบุคลิกภาพ ซึ่งน่าสนใจมาก โดยเฉพาะด้านความก้าวร้าว และความเป็นคนหัวโบราณ… ฝาแฝดแท้ที่เติบโตแยกจากกันกลับมีลักษณะคล้ายกันพอ ๆ กับฝาแฝดที่โตมาด้วยกัน นั่นบอกเราว่า สำหรับญาติที่อยู่ร่วมกัน ความคล้ายคลึงกันนั้นเกิดจากอิทธิพลทางพันธุกรรม ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่ใช้ร่วมกัน"
หนึ่งในกรณีศึกษาที่โด่งดังที่สุดของ ศ.เซเกิลคือการศึกษาแอน ฮันต์ และเอลิซาเบธ ฮาเมล ซึ่งเป็นฝาแฝดแท้แต่ถูกแยกจากกันตั้งแต่เกิด
ทั้งสองถือสถิติโลกกินเนสส์ว่าเป็นฝาแฝดที่พลัดพรากจากกันนานที่สุดในโลก ถึง 78 ปี ก่อนจะที่ทั้งคู่จะกลับมาพบกันอีกครั้งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ที่เอลิซาเบธใช้ชีวิตอยู่ ขณะที่แอนเกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่ในสหราชอาณาจักร ก่อนจะเริ่มออกตามหาแฝดของตน
ผลการศึกษาพบว่า แอนและเอลิซาเบธมีลักษณะบุคลิกภาพหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน และที่น่าทึ่งคือ ทั้งสองยังแต่งงานกับชายที่ชื่อ "จิม" เหมือนกันอีกด้วย
ผลการวิจัยจากกรณีอื่น ๆ ยิ่งพบความเหมือนที่แปลกประหลาดยิ่งกว่า
"แม้แต่พฤติกรรมหรือความเคยชินแปลก ๆ ก็ยังเกิดขึ้นเหมือนกัน เช่น ฝาแฝดแท้คู่หนึ่งต่างก็ใช้ยาสีฟันจากแบรนด์สัญชาติสวีเดนยี่ห้อเดียวกัน ส่วนฝาแฝดอีกคู่หนึ่งที่ถูกเลี้ยงแยกจากกัน เมื่อมาพบกันที่สนามบินในมินนิโซตา ก็พบว่าทั้งคู่ใส่แหวนเจ็ดวง กำไลสามเส้น และนาฬิกาหนึ่งเรือนเหมือนกันเป๊ะ"
แต่พฤติกรรมที่คล้ายกันไม่ได้หยุดแค่นั้น
"ฝาแฝดแท้คู่หนึ่งมีนิสัยชอบรัดหนังยางไว้ที่ข้อมือ และล้างมือก่อนและหลังเข้าห้องน้ำ บางทีพวกเขาอาจจะไวต่อเชื้อโรคมาก และให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็นพิเศษ" ศ.เซเกิลอธิบาย
ฝาแฝดแท้ชาวสก็อตคู่หนึ่งที่เติบโตแยกจากกันต่างก็หั่นขนมปังปิ้งออกเป็นสี่ชิ้น และกินแค่สามชิ้นเหมือนกัน ซึ่งอาจบ่งบอกถึงนิสัยระวังเรื่องการกิน หรือความรู้สึกไม่อยากกินให้หมดจาน เธอกล่าวเสริม
"เรื่องแบบนี้บ่งชี้ว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องของความบังเอิญ ทุกคนล้วนมีนิสัยหรือความเคยชินแปลก ๆ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มันสะท้อนถึงตัวตนของเราบางอย่าง" ศ.เซเกิลสรุป

ที่มาของภาพ, japatino via Getty Images
เรื่องราวของฝาแฝดจิม
หนึ่งในกรณีของความสอดประสานกลมกลืนแบบสุดขั้วของฝาแฝดคือเรื่องของฝาแฝดจิม (Jim Twins) จากรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ทั้งคู่ชื่อจิม และถูกแยกจากกันตั้งแต่แรกเกิด ก่อนจะกลับมาพบกันอีกครั้งในวัย 39 ปี และพบว่าชีวิตของพวกเขาคล้ายกันอย่างน่าทึ่ง
ทั้งสองเคยแต่งงานกับผู้หญิงชื่อลินดา และต่อมาแต่งงานใหม่กับผู้หญิงชื่อเบ็ตตี ทั้งคู่เลี้ยงสุนัขชื่อ ทอย และมีลูกชายชื่อเจมส์ อลัน พวกเขายังมีนิสัยกัดเล็บ และไปเที่ยวชายหาดเดียวกันอีกด้วย
ฝาแฝดคู่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่นำโดย ดร.โธมัส บูชาร์ด แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ซึ่งพบว่าทั้งสองมีคะแนนในแบบทดสอบบุคลิกภาพที่คล้ายคลึงกันมาก แม้ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อนเลยก็ตาม
กรณีเช่นนี้จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า มนุษย์เรามีเสรีภาพในการเลือกและกำหนดพฤติกรรมของตัวเองจริงหรือไม่
ศ.เซเกิลให้ความเห็นว่า "เพียงเพราะบางสิ่งมีผลกระทบทางพันธุกรรม ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ"
เธอยกตัวอย่างการหย่าร้างว่าเป็นตัวอย่างของเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากพันธุกรรม แต่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมทั้งหมด
แล้วยีนมีบทบาทอย่างไรในเรื่องนี้โดยเฉพาะหรือไม่ ?
"พันธุกรรมอาจมีผลต่อบุคลิกที่ยากจะปรับตัว หรือความดื้อรั้น แต่ยีนของคุณไม่ได้เขียนคำว่า 'หย่า' คุณเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะหย่าหรือไม่ ดังนั้นฉันไม่คิดว่าเจตจำนงเสรีของเราจะถูกลดทอนลงเพราะเรื่องนี้"
สิ่งสำคัญคือ เราไม่ควรคิดแบบสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง สำหรับบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยของเรา ไม่มีแหล่งที่มาที่แน่ชัดที่หล่อหลอมเราให้เป็นอย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน ศ.เซเกิลกล่าว
"คนมักจะคิดว่าสิ่งแวดล้อมคือปัจจัยทั้งหมดที่หล่อหลอมตัวเรา แต่ฉันคิดว่านั่นเป็นความเข้าใจผิด" เธออธิบาย
เรื่องราวนี้มาจากตอนหนึ่งของรายการวิทยุ CrowdScience* ทางบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส











