หลักฐานอะไรพิสูจน์ได้ว่า จุดเริ่มต้นของ 'การจูบ' ย้อนกลับไปได้ถึง 21 ล้านปีก่อน

The image shows two monkeys kissing with their eyes closed.

ที่มาของภาพ, Getty

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์นิยามคำว่า "การจูบ" หมายถึง การสัมผัสกันแบบปากต่อปากและมีการเคลื่อนไหวของริมฝีปากและส่วนต่าง ๆ ของปาก โดยปราศจากการส่งต่ออาหารกัน
    • Author, วิกตอเรีย กิลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์

มนุษย์จูบกัน ลิงก็จูบเป็น แม้แต่หมีขั้วโลกก็จูบกันเช่นกัน

ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ย้อนประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นแห่งวิวัฒนาการของการจูบ

งานศึกษาของพวกเขาบ่งชี้ว่าการจูบแบบปากต่อปากนั้นเริ่มพัฒนามานานกว่า 21 ล้านปีแล้ว และยังเป็นพฤติกรรมที่บรรพบุรุษร่วมของมนุษย์และกลุ่มลิงใหญ่ (great apes) ที่ดูเหมือนว่าพวกมันจะหลงใหลไปกับการจูบด้วย

งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ยังได้ข้อสรุปออกมาว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอาจจะจูบเป็นเช่นเดียวกัน และมากไปกว่านั้นคือ มนุษย์ และมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอาจแลกเปลี่ยนการจูบซึ่งกันและกันด้วย

นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการจูบ เพราะมันเป็นเหมือนปริศนาทางวิวัฒนาการ การจูบไม่ได้มีประโยชน์ที่ชัดเจนต่อการอยู่รอดหรือการสืบพันธุ์ แต่กลับเป็นพฤติกรรมที่พบได้ในสายพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วอาณาจักรสัตว์ ไม่ใช่แค่ในหลายสังคมของมนุษย์เท่านั้น

The image is a composite of several different species kissing. Clockwise from top left: two monkeys kissing; two lemurs with their faces touching; two cheetahs appearing to kiss each other on the mouth; an orangutan kissing another on the cheek; two monkeys kissing with their eyes closed and two giraffes appearing to kiss each other on the lips

ที่มาของภาพ, Getty

คำบรรยายภาพ, นักวิจัยพบหลักฐานของการจูบในสัตว์หลายสายพันธุ์

จากการค้นพบหลักฐานการจูบของสัตว์สายพันธุ์อื่น ๆ นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสร้าง "ผังลำดับญาติของวิวัฒนาการ" หรือสาแหรก ที่ตอบคำถามว่าวิวัฒนาการการจูบนี้เริ่มต้นเมื่อใด

เพื่อทำให้มั่นใจว่านักวิทยศาสตร์จะสามารถเปรียบเทียบพฤติกรรมนี้ระหว่างสัตว์แต่ละสายพันธุ์ได้ นักวิจัยจึงต้องกำหนดนิยาม "การจูบ" ที่เฉพาะเจาจงขึ้นมา แทนที่คำบรรยายแบบโรแมนติก

ในงานศึกษาของพวกเขา ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Evolution and Human Behaviour [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า พฤติกรรมมนุษย์และวิวัฒนาการ] พวกเขานิยมการจูบว่าคือ พฤติกรรมที่มีการสัมผัสกันระหว่างปากต่อปากอย่างไม่รุนแรง "ที่มีการเคลื่อนไหวของริมฝีปากและส่วนของปาก โดยปราศจากการส่งต่ออาหาร"

"มนุษย์ ชิมแปนซี และลิงโบโนโบ (Bonobo) [หรือลิงชิมแปนซีแคระ] ต่างก็จูบกันทั้งนั้น" ดร.มาทิลดา บรินเดิล นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัย อธิบาย

จากข้อมูลนี้ เธอสรุปว่า "มีความเป็นไปได้สูงที่บรรพบุรุษร่วมรุ่นล่าสุดของพวกมันก็มีพฤติกรรมการจูบเช่นกัน"

"เราเชื่อว่าพฤติกรรมการจูบ น่าจะวิวัฒนาการขึ้นเมื่อราว 21.5 ล้านปีก่อน ในกลุ่มลิงใหญ่เหล่านี้"

ในการศึกษานี้ นักวิทยาศาสตร์พบพฤติกรรมที่ตรงกับนิยามทางวิทยาศาสตร์ของการจูบของพวกเขา ในสัตว์อย่างสุนัขจิ้งจอก แพรรีด็อก (Prairie dog) หรือกระรอกดิน หมีขั้วโลก (ซึ่งค่อนข้างเลอะเทอะรุงรังและใช้ลิ้นเยอะมาก) หรือแม้แต่ในนกอัลบาทรอส

พวกเขาศึกษาลงลึกในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะในกลุ่มลิง[ที่ไม่มีหาง] เพื่อที่จะสร้างภาพต้นกำเนิดวิวัฒนาการของการจูบในมนุษย์

งานศึกษาชิ้นนี้ยังสรุปว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งบรรพบุรุษโบราณที่ใกล้ชิดกับมนุษย์เราที่สุดและสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน ก็มีพฤติกรรมการจูบเช่นเดียวกัน

งานศึกษาวิจัยสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของนีแอนเดอร์ทัล ชิ้นก่อน ยังแสดงว่ามนุษย์ยุคใหม่และนีแอนเดอร์ทัลมีแบคทีเรียในช่องปากร่วมกัน นี่เป็นแบคทีเรียที่พบในน้ำลาย

"นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องเคยแลกเปลี่ยนน้ำลายกันเป็นเวลาหลายแสนปี หลังจากที่ทั้งสองสายพันธุ์แยกจากกัน" ดร.บรินเดิล อธิบาย

Two monkeys kissing each other on the mouth

ที่มาของภาพ, Getty

คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์บอกว่า นี่ยังเป็นพฤติกรรมที่ "เราใช้ร่วมกับญาติต่างสายพันธุ์ของเรา"

แม้งานศึกษานี้จะสามารถระบุเวลาได้ว่าการจูบเริ่มวิวัฒนาการขึ้นเมื่อใด แต่มันก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าทำไม

มีทฤษฎีมากมายที่ถูกสร้างขึ้นมาตอบคำถามนี้ อาทิ สิ่งนี้อาจมีต้นกำเนิดจากพฤติกรรมการทำความสะอาดขนในบรรพบุรุษลิงใหญ่ของเรา หรืออาจเป็นวิธีใกล้ชิดที่ช่วยประเมินสุขภาพ หรือแม้แต่การประเมินว่าคู่ของมันเข้ากันได้หรือไม่

ดร.บรินเดิลหวังว่า งานวิจัยนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการตอบคำถามนั้น

"เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องเข้าใจว่า พฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์มีร่วมกับญาติที่ไม่ใช่มนุษย์ของเรา" เธอกล่าว

"เราควรศึกษาพฤติกรรมนี้ ไม่ใช่มองข้ามหรือมองว่ามันไร้สาระเพียงเพราะมันเชื่อมโยงกับเรื่องโรแมนติกในมนุษย์"