ภารกิจพาคนไทยกลับจากอิสราเอล ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเป็น 28 คน

แรงงานไทยสวมกอดบุตรชายด้วยความดีใจ 15 ต.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แรงงานไทยสวมกอดบุตรชายด้วยความดีใจ 15 ต.ค.

สงครามการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสยืดเยื้อเป็นวันที่ 9 แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 3,600 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 28 คน ตามการเปิดเผยของทางการไทย ซึ่งเพิ่มจากเดิม 4 คน นอกจากนี้ยังมีแรงงานไทยถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มเติมด้วย รวมแล้ว 17 คน

แม้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ร้องขอผ่านเอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทยในระหว่างพบกันเมื่อวันศุกร์ (13 ต.ค.) ให้ช่วยเหลือเรื่องการปล่อยตัวประกันไทย โดยย้ำว่า “ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เป็นเพียงผู้บริสุทธ์ที่เดือดร้อน” แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

บ่ายวันนี้ (15 ต.ค.) นายเศรษฐาเป็นประธานการประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล (Rapid Response Center – RRC) เพื่อติดตามสถานการณ์ในอิสราเอล และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย

จากนั้นนายเศรษฐาแถลงว่า ใช้ 4 ช่องทางพยายามติดต่อนำตัวประกันกลับมาให้ได้อย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด ได้แก่ ช่องทางทางการทูต หน่วยข่าวกรอง การทหาร และภาคประชาสังคมหรือเอ็นจีโอที่มีเครือข่ายอยู่ในประเทศต่าง ๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการประสานช่องทางการทูตกับอิสราเอล ตัวประกันทั้ง 17 คนยังปลอดภัยใช่หรือไม่ นายเศรษฐาตอบว่า “ณ วันนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่”

เมื่อถามย้ำว่า ยังไม่ได้รับคำตอบว่าตัวประกันจะได้ปล่อยตัวเมื่อไหร่ใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ใช่ครับ แต่มีการคุยกันโดยตลอด” โดยวันนี้นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ จะคุยกับบางประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าตัวประกันจะปลอดภัย

“เราเห็นใจ เรายังติดต่อไม่ได้จริง ๆ เราใช้ทุกช่องทางอยู่แล้ว การที่ยังติดต่อไม่ได้ และยังไม่มีข่าวร้ายออกมา ก็ถือว่าเรายังมีความหวัง เราทำเต็มที่ไม่ได้สิ้นหวัง” นายเศรษฐาตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าจะให้ความมั่นใจกับครอบครัวตัวประกันได้อย่างไร

นายกฯ หารือกับ รมว.ต่างประเทศ ระหว่างการประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ที่กระทรวงการต่างประเทศ 15 ต.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นายกฯ หารือกับ รมว.ต่างประเทศ ระหว่างการประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ที่กระทรวงการต่างประเทศ 15 ต.ค.

เผย 4 สายการบินเอกชนรับ 5,700 คนไทย ตลอดเดือน ต.ค.

นายกฯ เศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการลำเลียงคนไทยที่มีความประสงค์จะเดินทางออกจากประเทศอิสราเอลให้ได้เร็วที่สุด ภายในสิ้นเดือน ต.ค. จะมีสายการบินทั้งนกแอร์ แอร์เอเชีย การบินไทย และสไปซ์เจ็ททั้งหมด 32 เที่ยวบิน รับคนไทยรวม 5,700 คนกลับประเทศ แต่ยังไม่เพียงพอเพราะมีผู้ลงทะเบียนขอกลับประเทศกว่า 7,000 คน และคาดว่าตัวเลขจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงกังวลเรื่องการลำเลียงคนออกมา เพราะการต่อสู้ยังไม่จบ

“ขณะนี้อิสราเอลยังเลื่อนการโจมตีทางบกไปอีก 1-2 วัน เป็นที่คาดว่าหากมีการโจมตีทางบก การต่อสู้ก็จะรุนแรงขึ้น ตรงนี้ต้องระมัดระวัง เรื่องการลำเลียงคนทางบก หรือทางเรือ เรียกว่าประตูปิดแล้ว เพราะท่าเรือที่อิสราเอลตอนนี้ปิดไปแล้วไม่สามารถออกมาได้ จึงต้องพึ่งทางอากาศอย่างเดียว ตอนนี้ทางสถานทูตไทยในสถานทูตอิสราเอลทำงานอย่างเต็มที่ สามารถนำคนมาอยู่ในศูนย์พักพิงได้วันละประมาณ 400 คน ฉะนั้นถือเป็นตัวเลขที่ดี แต่ถึงอย่างไรเรายังมีเครื่องบินไม่พอ เป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงอยู่” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ในการลำเลียงคนไทยด้วยเครื่องบิน นายเศรษฐาระบุว่ามี 2 ช่องทางคือ บินตรงจากอิสราเอล-กรุงเทพฯ กับไปพักที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, จอร์แดน, ไซปรัส แล้วนำเครื่องบินไปรับอีกช่วงหนึ่งเพื่อเร่งนำคนออกจากอิสราเอลให้ได้โดยเร็ว

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมายในการก่อเหตุ และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีใด ๆ ไทยเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง จะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง แต่เป็นที่น่าเสียใจที่เกิดความสูญเสียอันดับต้น ๆ เพราะมีแรงงานอยู่ในประเทศนั้นเยอะ แต่เชื่อว่าทางฮามาสคงไม่ได้เจาะจงที่แรงงานไทยโดยเฉพาะ

ยอดคนไทยเสียชีวิตเพิ่มเป็น 28 ราย

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ ณ 15 ต.ค. ระบุตรงกัน เกี่ยวกับสถานะคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ดังนี้

  • เสียชีวิต 28 ราย (เพิ่มขึ้น 4 ราย รอยืนยันจากทางการอิสราเอล)
  • บาดเจ็บ 16 ราย
  • ถูกจับเป็นตัวประกัน 17 ราย (เพิ่มขึ้น 1 ราย)
กต. รายงานสถานการณ์คนไทยในอิสราเอลต่อนายกฯ เมื่อ 15 ต.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, กต. รายงานสถานการณ์คนไทยในอิสราเอลต่อนายกฯ เมื่อ 15 ต.ค.

คนไทยในอิสราเอลกลับประเทศแล้ว 187 ราย

เช้าวันเดียวกัน (15 ต.ค.) แรงงานไทยในอิสราเอลจำนวน 90 คนเดินทางกลับถึงแผ่นดินเกิด ที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง ก่อนได้พบปะกับญาติมิตรที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม กทม. ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่น

นี่ถือเป็นคนไทยชุดที่ 3 ที่ได้เดินทางกลับประเทศ และถือเป็นล็อตใหญ่ที่สุด

ถ้ารวมยอดทั้ง 3 ชุด มีคนไทยในอิสราเอลได้กลับประเทศแล้ว 187 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงาน 161 ราย จากผู้แจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับไทยทั้งสิ้นราว 7,540 คน (ข้อมูล ณ 15 ต.ค.)

ชุดแรก แรงงานจำนวน 15 คน มาถึงไทย 12 ต.ค. ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ 2 เที่ยวบิน (เที่ยวบินแรก 5 คน และเที่ยวบินที่สอง 10 คน) นอกจากนี้ยังมีคนไทยอีก 26 คนซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางมาเองในวันเดียวกันด้วย

ชุดที่สอง แรงงานจำนวน 56 คน มาถึงไทย 13 ต.ค. ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า มีผู้บาดเจ็บจากการถูกยิง 2 คน เป็นชายที่มีภูมิลำเนาใน จ.นครพนม 1 คน และ จ.ขอนแก่น 1 คน

ชุดที่สาม แรงงานจำนวน 90 คน มาถึงไทย 15 ต.ค. ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่ง สธ. เปิดเผยว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นสะเก็ดบาดแผล 1 คน และปวดบวมมือเล็กน้อย 1 คน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน พร้อมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ร่วมต้อนรับแรงงานไทยที่โรงแรมเอสซีปาร์ค โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า “พวกเราจะสามารถพาแรงงานไทยที่เหลือทั้งหมดกลับมาได้อย่างปลอดภัย”

แรงงาน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

แรงงาน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ตัวเลขแรงงานที่อยู่ในการดูแลของ สธ. ตั้งแต่เริ่มมีจำนวน 161 ราย เป็นผู้ชาย 158 ราย ผู้หญิง 3 ราย โดย สธ. ได้ดูแลทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย โดยตรวจพบผู้มีบาดแผล 7 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการส่งตัวไปรักษาต่อ 3 ราย โดย 2 รายสามารถเดินทางกลับบ้านได้แล้ว เหลือผู้บาดเจ็บเพียง 1 รายที่ยังต้องทำการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลตาก ส่วนผู้ป่วยที่ต้องคัดกรองเรื่องสุขภาพจิต พบว่า มีความเครียด 5 ราย นอนไม่หลับ 7 ราย ตื่นตัวหรือตื่นเต้นมากเกินไป 5 ราย มีความจำเป็นต้องส่งพบจิตแพทย์ 3 ราย

ส่วนในวันที่ 16 ต.ค. คนไทยอีก 130 คนจะเดินทางถึงบ้านเกิดด้วยเครื่องบิน A340-500 ของกองทัพอากาศไทย (ทอ.) ที่ออกเดินทางจากจากไทยไปตั้งแต่ 0.30 น. ของวันที่ 14 ต.ค. ภายหลังได้รับอนุญาตให้บินผ่านน่านฟ้าของประเทศต่าง ๆ รวม 10 ประเทศ

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. เปิดเผยว่า ทอ. วางแผนการบินต่อเนื่องรวม 6 เที่ยวบิน จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มขีดความสามารถต่อไป

“อิสราเอลเผชิญกับสงครามรูปแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน”

ก่อนหน้านี้เมื่อ 13 ต.ค. ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายเศรษฐา ที่ทำเนียบรัฐบาล

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปผลการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นด้วยความกังวล หวังว่าสถานการณ์จะกลับเป็นปกติในเร็ววัน และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

“ไทยขอคัดค้านความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกรูปแบบโดยทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ รวมถึงคนไทย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอ้างคำพูดของนายเศรษฐา

ด้านเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ กล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนไทยและผู้บริสุทธิ์ทุกคน และจะดูแลทุกคนที่อยู่ในประเทศอิสราเอลเหมือนเป็นพลเมืองของตนเอง แต่ขอให้เข้าใจว่า “อิสราเอลเผชิญกับสงครามรูปแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน” อย่างไรก็ดี ยินดีให้ความช่วยเหลือร่วมมือกับรัฐบาลไทยท่ามกลางสถานการณ์และความท้าทายที่เกิดขึ้นนี้อย่างดีที่สุด ซึ่งขณะนี้ได้อพยพคนที่อยู่ในพื้นที่อันตรายออกมา 4 กิโลเมตรแล้ว

นายกรัฐมนตรีหารือกับ ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล 13 ต.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีหารือกับ ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล 13 ต.ค.

เศรษฐาร้องขอ 4 ข้อผ่านทูตอิสราเอล

ต่อมา นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่าได้ขอให้อิสราเอลช่วยเหลือไทยใน 4 เรื่อง สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. กรณีแรงงานไทยเสียชีวิต ขอให้นำส่งประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ทางอิสราเอลจะช่วยอย่างเต็มที่ แต่ขอความเห็นใจว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นพันศพ ต้องมีการชันสูตร พิสูจน์ทราบ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญ ถ้าเกิดเสียชีวิต จะได้เงินเยียวยาแก่บุตรธิดาตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นต้องทำให้ถูกต้องก่อนนำศพกลับมา ขอร้องว่าขอให้ใจเย็น ๆ นิดนึง

2. กรณีแรงงานงานไทยแสดงเจตจำนงกลับประเทศเกือบ 6,000 คน (ข้อมูล ณ 13 ต.ค.) ซึ่งข้อมูลการลำเลียงคนไปอยู่จุดปลอดภัยยังสับสนอยู่ แต่ที่แน่ ๆ ได้ประมาณวันละ 200 คน แต่ทางทูตยืนยันว่ามีเครื่องบินมาเมื่อไหร่ก็พร้อมจะออกมาทันที และให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลอิสราเอลจะให้ความสำคัญสูงสุดในการลำเลียงคนออกจากจุดต่าง ๆ มายังจุดปลอดภัย แล้วก็พร้อมส่งกลับ

3. กรณีมีคลิปวิดีโอระบุว่าแรงงานไทยยังถูกบังคับให้ทำงาน ทางทูตรับทราบอยู่แล้ว และพยายามแสวงหาข้อเท็จจริง และเห็นด้วย 100% ว่า ยังไงก็บังคับไม่ได้ ไม่ควรจะต้องทำอย่างนี้ เป็นช่วงเวลาที่ต้องลืมเรื่องผลประโยชน์ไปก่อน ความปลอดภัยของประชาชนคนไทยสำคัญที่สุด

"ผมต้องขอร้องและวิงวอนท่าน จริง ๆ แล้วคือกดดัน คนของเราไม่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทของใครทั้งนั้น เราเป็นชาติที่สูญเสียมากเป็นอันดับ 2 ไม่นับอิสราเอล สหรัฐฯ สูญเสียมากกว่า เรา 21 คนก็ถือว่าสูญเสียมาก แล้วยังไม่แน่ใจว่าจำนวนเหล่านี้จะจบหรือยัง” นายเศรษฐากล่าว

4. กรณีคนไทย 16 คนถูกจับเป็นตัวประกัน (ข้อมูล ณ 13 ต.ค.) พยายามเจรจาเอาออกมาให้ได้ เพราะตัวประกันทุกชาติก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความข้อพิพาท เป็นผู้บริสุทธิ์ จะดูตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

คำบอกเล่าจากแรงงานชุดแรกวันกลับแผ่นดินเกิด 12 ต.ค.

.

ที่มาของภาพ, กระทรวงการต่างประเทศ

คำบรรยายภาพ, ภาพแรงงานไทยชุดแรก กำลังเดินทางออกจากอิสราเอล 11 ต.ค. ก่อนถึงไทย 12 ต.ค.

แรงงานชาวไทยในอิสราเอลชุดแรก 15 คนเดินทางกลับถึงแผ่นดินเกิดเมื่อ 12 ต.ค. โดยเดินทางด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ของของสายการบิน El Al Israel Airlines เที่ยวบินที่ LY083 จำนวน 5 คน และเที่ยวบินที่สอง LY083 จำนวน 10

หนึ่งในแรงงานไทยที่ถูกกลุ่มฮามาสยิงเข้าที่หัวเข่า เล่าประสบการณ์ หลังเดินทางมาถึงไทยว่า "ระหว่างทางกลับที่พัก มีเสียงปืนยิงมาจากอีกฟากถนน ผมหันไปดูว่าเสียงอะไร แล้วผมก็โดนยิงที่หัวเข่า"

ส่วนอีกราย ระบุว่า ศพผู้เสียชีวิตของชาวต่างชาติรวมถึงชาวไทย ทางการอิสราเอล "เขาจะใส่ถุงแล้วมัดห่อรวมกันแยกจากคนบ้านเขาในห้องเย็น ไม่มีการเคลื่อนย้าย รอการพิสูจน์ เพราะวันที่เกิดเหตุ ไม่ได้พกเอกสารติดตัวไว้เลย"

ขณะเดียวกันมีความพยายามที่จะหาช่องทางอื่นในการช่วยอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ ซึ่งทางเรือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่เส้นทางทางเรือต้องผ่านกาซา ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่อันตรายจึงไม่สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ ส่วนอีกเส้นทางอาจเป็นทางรถยนต์ และผ่านทางจอร์แดนแทน

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แรงงานไทยโอบกอดบุพการีที่มารับที่สนามบินสุวรรณภูมิ 12 ต.ค.
"เขาจะใส่ถุงแล้วมัดห่อรวมกันแยกจากคนบ้านเขาในห้องเย็น" แรงงานไทยที่กลับมา เล่า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "เขาจะใส่ถุงแล้วมัดห่อรวมกันแยกจากคนบ้านเขาในห้องเย็น" แรงงานไทยที่กลับมา เล่า
.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แรงงานชาวไทยที่ถูกยิงที่ขา