แคทลีน โฟลบิกก์ : วิทยาศาสตร์ช่วยล้างมลทิน “หญิงที่ถูกกล่าวหาเป็นแม่ใจยักษ์” ฆ่าลูก 4 คน อย่างไร

ที่มาของภาพ, Fairfax Media
คุณจะรู้สึกอย่างไรหากถูกกล่าวหาว่าจงใจทำให้ลูกน้อยขาดอากาศหายใจจนตาย และถูกตัดสินจำคุก 30 ปีในความผิดร้ายแรงที่คุณไม่ได้ก่อ
แคทลีน โฟลบิกก์ คือชื่อของหญิงที่ถูกตีตราว่า “ฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่เลวร้ายที่สุดในออสเตรเลีย” จากข้อกล่าวหาว่า เธอฆาตกรรมลูกน้อย 4 คนของเธอเอง
แต่ล่าสุด วันที่ 5 มิ.ย. 2023 ทางการออสเตรเลียได้อภัยโทษแก่นางโฟลบิกก์ และปล่อยเธอออกจากเรือนจำในทันที หลังหลักฐานใหม่ทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า เธอไม่ได้ฆาตกรรมลูกของเธอเอง
แคทลีน โฟลบิกก์ ถูกจำคุกเมื่อปี 2003 หลังคณะลูกขุนลงมติว่า เธอสังหาร เคเล็บ, แพทริก, ซาราห์ และ ลอรา ลูก ๆ ของเธอ ตลอดช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา
แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชุดล่าสุดที่เสนอต่อศาล แสดงให้เห็นว่า ลูก ๆ ของโฟลบิกก์ อาจเสียชีวิตด้วยสาเหตุทางธรรมชาติ
ตอนนี้ การตัดสินคดีคุณแม่วัย 55 ปี ถูกวิจารณ์ว่าเป็น ความผิดพลาดครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมออสเตรเลีย
นางโฟลบิกก์ ยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์มาโดยตลอด แต่ท้ายสุด เธอถูกศาลตัดสินจำคุกอย่างน้อย 25 ปี ฐานฆาตกรรมลูก 4 คนของเธอ ซึ่งแต่ละคนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย น้อยสุด 19 วัน และมากสุด 19 เดือน ในช่วงปี 1989-1999

ที่มาของภาพ, EPA
การยื่นอุทธรณ์ครั้งก่อน ๆ รวมถึงการพิจารณาคดีแยกออกมาอีกครั้งในปี 2019 ศาลไม่พบหลักฐานที่เป็นมูลให้เกิด ข้อสงสัยที่สมเหตุสมผล
แต่การพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง นั่งบัลลังก์ผู้พิพากษาโดย ทอม แบเธิร์ส ผู้พิพากษาที่เกษียณแล้ว ฝ่ายอัยการยอมรับว่า งายวิจัยถึงการกลายพันธุ์ของยีน ได้เปลี่ยนความเข้าใจถึงการเสียชีวิตของเด็กเหล่านี้ไป
อัยการสูงสุดรัฐนิวเซาท์เวลส์ ไมเคิล ดาลีย์ ประกาศว่า ผู้พิพากษาแบเธิร์ส ได้พิจารณาแล้วพบว่า มีข้อสงสัยที่สมเหตุสมผล ถึงการตัดสินความผิดนางโฟลบิกก์ในแต่ละข้อกล่าวหา
ด้วยเหตุนี้ ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์ จึงได้ลงนามอภัยโทษ และสั่งให้ปล่อยตัวนางโฟลบิกก์จากเรือนจำทันที
“มันเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 20 ปีของนางโฟลบิกก์... ผมขอให้เธอได้พบกับความสงบสุขเสียที” ดาลีย์ กล่าว พร้อมส่งความเห็นใจไปถึง เครก โฟลบิกก์ บิดาของเด็ก ๆ ที่เสียชีวิตด้วย
กระนั้น การอภัยโทษไม่ได้ทำให้คดีที่ติดตัวนางโฟลบิกก์หายไป เพราะนั่นจะเป็นกระบวนการของศาลอุทธรณ์คดีอาญา หากมีการส่งต่อคดีไปพิจารณา

ที่มาของภาพ, EPA
การอภัยโทษนี้ เกิดขึ้นหลังความพยายามผลักดันให้ปล่อยตัวนางโฟลบิกก์นานหลายปี หลังทีมนักภูมิคุ้มกันวิทยา พบว่าลูกสาวของนางโฟลบิกก์ มีการกลายพันธุ์ของยีนแบบเดียวกันที่อาจนำไปสู่อาการหัวใจหยุดเต้น จนเสียชีวิต
หลักฐานยังพบว่า บุตรชายของนางโฟลบิกก์ มีการกลายพันธุ์อีกแบบหนึ่งในยีน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงอาการลมชักเฉียบพลันในหนูด้วย
ฟ้องกลับรัฐบาล
หากศาลอุทธรณ์ยกฟ้องนางโฟลบิกก์ นั่นหมายความว่า เธอสามารถฟ้องกลับรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อเรียกเงินชดเชยหลายล้านดอลลาร์สหรัฐได้ โดยกระบวนการอาจใช้เวลา 1-2 ปี
หรือเธออาจยอมไกล่เกลี่ย คล้ายกับกรณีที่เคยเกิดขึ้น คือ กรณีของลินดี แชมเบอร์เลน ที่รัฐบาลมอบเงินชดเชยให้ 30 ล้านบาทเมื่อปี 1992 ต่อการตัดสินคดีผิด กรณีการเสียชีวิตบุตรสาวของนางแชมเบอร์เลน ทำให้เธอต้องถูกจำคุก 3 ปี
อย่างไรก็ดี ผู้สนับสนุนนางโฟลบิกก์ ชี้ว่า กรณีของนางโฟลบิกก์ร้ายแรงกว่าแชมเบอร์เลนมาก เพราะถูกจำคุกนานถึง 20 ปี
“เป็นไปไม่ได้เลยที่จะประเมินความเสียหายที่แคทลีน โฟลบิกก์ ได้รับ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียลูก ๆ แล้วยังถูกกักขังในเรือนจำความปลอดภัยสูงสุดถึง 2 ทศวรรษ ต่ออาชญากรรมที่วิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่เคยเกิดขึ้น” ทนายความของนางโฟลบิกกส์ กล่าว

ที่มาของภาพ, EPA
วิทยาศาสตร์มีบทบาทอย่างไร
ย้อนไปเมื่อปี 2021 คณะนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และกลุ่มผู้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์จำนวน 90 คน ได้ร่วมลงนามในคำร้องที่ยื่นต่อมุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่อขอการอภัยโทษให้แก่นางโฟลบิกก์ และขอให้ปล่อยตัวเธอในทันที
กลุ่มผู้ร่วมลงนามในคำร้องครั้งนี้รวมถึงนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล 2 คน บุคคลเจ้าของรางวัลชาวออสเตรเลียแห่งปี 2 คน อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย 1 คน และศาสตราจารย์จอห์น ไชน์ ประธานสภาวิทยาศาสตร์แห่งออสเตรเลีย ที่ระบุว่า "เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ของคดีนี้ที่เพิ่งจะมีในปัจจุบัน ทำให้การลงนามในคำร้องครั้งนี้เป็นสิ่งถูกต้องที่จะทำ"
นักวิทยาศาสตร์พบว่า นางโฟลบิกก์และลูกสาว 2 คนของเธอมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสารพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า การกลายพันธุ์ในระดับยีน (genetic mutation) ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กหญิงทั้งสองเสียชีวิต
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบการกลายพันธุ์ในระดับยีนในลูกชายอีก 2 คนของเธอด้วย แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าจะต้องทำการศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดยศาสตราจารย์คาโรลา วีนเวซา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบภูมิคุ้มกันและจีโนมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ค้นพบครั้งแรกในปี 2019 ว่าเด็กหญิงทั้งสองคนมียีนกลายพันธุ์ที่เรียกว่า CALM2 G114R
ศาสตราจารย์วีนเวซา ซึ่งเป็นแกนนำผลักดันให้มีการยื่นคำร้องในคดีนี้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวบีบีซีว่า "เราตรวจพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อนในหนูน้อยซาราห์และลอรา ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากแคทลีน"
"การกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นในยีนที่เรียกว่า CALM2 ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้"
ในเดือน พ.ย.ปี 2020 คณะนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา และสหรัฐฯ ได้รายงานผลการศึกษาเพิ่มเติมในวารสาร Europace ซึ่งตีพิมพ์โดยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งยุโรป
ศาสตราจารย์มิกาเอล ทอฟต์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอลบอร์ยในเดนมาร์กที่ศึกษาเรื่องนี้ระบุว่า การกลายพันธุ์ที่พบอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตอย่างฉับพลัน ซึ่งรวมถึงในเด็กเล็กขณะที่กำลังนอนหลับ
ทีมนักวิจัยระบุว่า "เราคิดว่าการกลายพันธุ์นี้น่าจะทำให้เด็กหญิงทั้งสองเสียชีวิตอย่างฉับพลันตามธรรมชาติ"
แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์หลายครั้ง และมีการไต่สวนคำตัดสินคดีของนางโฟลบิกก์ในปี 2019 แต่คณะผู้พิพากษาออสเตรเลียต่างปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะใช้ "หลักการพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยตามสมควร" (reasonable doubt) ซึ่งจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โดยศาลให้น้ำหนักในการพิจารณาคดีของเธอไปที่หลักฐานแวดล้อมเป็นหลัก รวมทั้งข้อความเนื้อหากำกวมจากสมุดบันทึกของเธอ
เรจินัลด์ บลันช์ อดีตผู้พิพากษาที่นำการไต่สวนระบุว่า ข้อสรุปเดียวที่ได้คือการที่ใครบางคนจงใจทำอันตรายต่อเด็ก ๆ และการทำให้ขาดอากาศหายใจก็เป็นวิธีการที่ชัดเจนในคดีนี้ "หลักฐานบ่งชี้ไปที่นางโฟลบิกก์โดยไม่มีใครอื่น"











