การเปลี่ยนตัวผู้สมัครชิง ปธน.สหรัฐฯ แทนไบเดน อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
- Author, คริสตัล เฮย์ส, ฮอลลี ฮอนเดริช, ราเชล ลุกเกอร์
- Role, บีบีซีนิวส์
กระแสต่อต้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน เริ่มแสดงออกมาอย่างชัดเจน หลังการประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งแรก สิ้นสุดลงด้วยการที่ไบเดนทำได้ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน
แหล่งข่าวภายในพรรคเดโมแครตบอกกับบีบีซีว่า บรรดาสมาชิกพรรคต่างตื่นตระหนกและสับสนกับความปราชัยที่เกิดขึ้น ทั้งยังมีกระแสการปรึกษาหารือกันภายในพรรคว่า ประธานาธิบดีไบเดนซึ่งล่วงวัยชราแล้วถึง 81 ปี ควรจะสละตำแหน่งผู้นำและการเป็นตัวแทนลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่
กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจและสัญญาณชีพของขุมอำนาจฝ่ายเสรีนิยมในสหรัฐฯ บอกว่าไบเดนในปัจจุบันนั้นเป็นเพียง “เงา” ของตัวตนในอดีต และเขาควรจะวางมือทางการเมืองได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม นี่คือคำถามที่ผู้คนสงสัยกันอย่างมากว่า ไบเดนจะสามารถถอนตัวลงจากเวทีการเมืองในขณะนี้ได้หรือไม่ หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง สถานการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯจะเป็นอย่างไรต่อไป และใครคือนักการเมืองผู้จะมาแทนที่ไบเดนในฐานะตัวแทนพรรคเดโมแครตได้
บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากไบเดนไม่ยินยอมที่จะสละการเป็นตัวแทนพรรคลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เสียเองแล้ว ก็ยากที่การเปลี่ยนตัวผู้สมัครของพรรคเดโมแครตจะเป็นไปได้ และถ้าต้องมีการบีบบังคับจากฝ่ายที่ต่อต้านไบเดน สถานการณ์คงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแก่งแย่งที่ไม่น่าดูนัก
ไบเดนจะถอนตัวในตอนนี้ได้หรือไม่
อันที่จริงแล้ว ประธานาธิบดีไบเดนยังคงสามารถตัดสินใจวางมือทางการเมืองได้ในขณะนี้ ซึ่งในกรณีดังกล่าว การสรรหาตัวแทนพรรคคนใหม่เพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ก็จะเป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ซับซ้อนอะไรเลย โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อใหม่จะได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ ในการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครต (DNC) ที่นครชิคาโก ระหว่างวันที่ 19-22 ก.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม แผนการปัจจุบันของพรรคเดโมแครตยังคงเป็นการเสนอชื่อประธานาธิบดีไบเดน และรองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส ในฐานะคู่หูลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกครั้งในปีนี้ โดยเป็นการเสนอชื่อไปก่อนเพื่อให้ทันกับเส้นตายการรับรองผลเลือกตั้งขั้นต้นในรัฐโอไฮโอ
ส่วนในการประชุมใหญ่ระดับชาตินั้น ผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรคจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนข้างมาก จากบรรดาผู้แทนออกเสียงเลือกตั้ง (delegates) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พรรคผู้คัดเลือกตัวแทนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านั้นจะมีการจัดสรรจำนวนผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครแต่ละคน ตามสัดส่วนที่ได้จากผลการเลือกตั้งขั้นต้นในแต่ละรัฐ ซึ่งในปีนี้ประธานาธิบดีไบเดนชนะไปด้วยคะแนนเสียงเกือบ 99% จากเหล่าผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งเกือบ 4,000 คน

ที่มาของภาพ, getty images
ตามกฎดั้งเดิมในการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครต คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งขั้นต้นดังกล่าวมีค่าเท่ากับว่า บรรดาผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งเหล่านั้นได้ให้คำมั่นสัญญาจะสนับสนุนไบเดนต่อไป ซึ่งหากไบเดนตัดสินใจจะถอนตัวกลางคัน คะแนนเสียงจำนวนมหาศาลดังกล่าวอาจจะตกเป็นของใครก็ได้ในทันที เพราะคณะผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งจะมีอิสระในการเลือกผู้สมัครคนใหม่ได้ตามใจชอบ
ดังนั้นการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครตที่จะมีขึ้น จะกลายเป็นการลงคะแนนเสียงแบบเปิดเสรีหลังมีการเสนอชื่อตัวแทนพรรคคนใหม่แทนไบเดน จากนั้นที่ประชุมก็จะดำเนินการลงคะแนนเสียงต่อไป จนกว่าจะได้ผู้ชนะที่ได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากคณะผู้แทนออกเสียงเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังที่ว่านี้จะจุดชนวนการแก่งแย่งแข่งขันที่รุนแรง ในบรรดาผู้ที่มีความทะเยอทะยานจะเป็นตัวแทนลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งจนถึงขณะนี้ทางไบเดนยังไม่เคยส่งสัญญาณแม้แต่น้อยเลยว่า กำลังพิจารณาจะวางมือทางการเมืองและถอนตัวจากศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ
ลีห์ ไรต์ ริเกอร์ นักประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ แสดงความเห็นกับบีบีซีว่า “หากไบเดนถอนตัวจากการเลือกตั้งครั้งนี้ นั่นจะก่อปัญหายุ่งยากลำบากใจในประเด็นใหม่ขึ้นมาทันที”
“ฉันมองว่าถ้ามีการเปลี่ยนตัวโดยเอาไบเดนออกไปจริง ๆ เงื่อนไขในการเจรจาส่วนหนึ่งคงระบุว่า เขาจะต้องเป็นคนตัดสินใจในขั้นสุดท้าย เพื่อเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ด้วยตนเอง” ริเกอร์กล่าว
ไบเดนจะถูกบีบบังคับให้ถอนตัวได้หรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การที่ไบเดนจะถูกสมาชิกพรรคเดโมแครตบีบบังคับให้ถอนตัวไปทั้งที่ไม่เต็มใจนั้น เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งกว่าการถอนตัวโดยสมัครใจเอง เนื่องจากในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ของสหรัฐฯนั้น พรรคการเมืองหลักของประเทศยังไม่เคยพยายามจะล้ม หรือถอดถอนผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของตนเลยสักครั้ง ทั้งยังไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่าพรรคใดเคยมีแผนการที่จริงจังในประเด็นดังกล่าว แม้กระทั่งในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ที่กำกับควบคุมการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครตก็มีช่องโหว่อยู่บ้าง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วสามารถจะอาศัยจุดอ่อนตรงนี้ ผลักดันให้ไบเดนต้องก้าวถอยลงจากเวทีการเมืองไปได้
กฎเกณฑ์ดังกล่าวระบุว่า “ด้วยมโนธรรมที่มีอยู่ ผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งสามารถจะกระทำการใด ๆ ที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ลงคะแนนเลือกพวกเขาเข้ามา” ซึ่งก็หมายความว่า คณะผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งสามารถจะลงคะแนนให้กับผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใหม่แทนที่ไบเดนได้
ริเกอร์กล่าวเสริมว่า สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแก่งแย่งอย่างดุเดือดเช่นนี้ “คงจะไม่น่าดูและน่าเกลียดน่าชังอย่างเหลือเชื่อ”
แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายจะบอกกับบีบีซีว่า ไม่น่าจะมีการก่อกบฏหรือการต่อต้านขัดขืนในหมู่ผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งของพรรคเดโมแครต แต่การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของพรรคนั้นอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ โดยริเกอร์อ้างถึงเหตุการณ์ในปี 1968 ที่ประธานาธิบดีลินดอน บี.จอห์นสัน ตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกสมัย
พรรคเดโมแครตในตอนนั้น ได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในการประชุมใหญ่ระดับชาติ จากการลงคะแนนแบบเปิดเสรีที่ผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งมีสิทธิจะเลือกใครก็ได้ มาเป็นการลงคะแนนแบบผูกโยงกับผลการเลือกตั้งขั้นต้น ซึ่งผู้แทนออกเสียงเลือกตั้งจะต้องลงคะแนนให้กับผู้สมัครที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น
“คณะกรรมการของพรรคสามารถเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนเสียงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกผู้แทนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เสมอ ไม่มีสิ่งใดอยู่นอกเหนือความเป็นไปได้” ริเกอร์กล่าวสรุป
และแม้ไบเดนจะถอนตัวกลางคันจากศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้ไปจริง ๆ กลุ่มอนุรักษ์นิยมในพรรคเดโมแครตก็ได้ประกาศขู่จะยื่นฟ้องต่อศาล โดยอ้างว่าการเปลี่ยนตัวผู้แทนพรรคนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้แทนคนใหม่ดังกล่าวอาจไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, getty images
กมลา แฮร์ริส จะแทนที่ไบเดนได้ไหม
ในกรณีที่ไบเดนลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างกะทันหัน แน่นอนว่ารองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส จะก้าวขึ้นมารักษาการในตำแหน่งผู้นำประเทศทันที จนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่งของไบเดน
แต่อย่างไรก็ตาม กลไกการแทนที่อย่างอัตโนมัติเช่นนี้ไม่มีอยู่และจะไม่เกิดขึ้น หากไบเดนถอนตัวจากศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ซึ่งจะมาถึงในเดือนพ.ย.นี้ ทั้งยังไม่มีกลไกใด ๆ ที่จะให้สิทธิพิเศษกับรองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน หากเธอได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับคัดเลือกเป็นผู้แทนพรรคคนใหม่ ในการประชุมระดับชาติที่ลงคะแนนแบบเปิดเสรีอีกด้วย โดยเธอจะต้องพยายามเอาชนะด้วยเสียงข้างมากจากคณะผู้ออกเสียงเลือกตั้ง เหมือนกับผู้ได้รับการเสนอชื่อทั่วไป
ในฐานะที่เธอเป็นผู้แทนพรรคเดโมแครต ซึ่งจะลงชิงชัยในตำแหน่งรองประธานาธิบดีอยู่แล้ว แฮร์ริสย่อมจะมีแต้มต่อหากเธอตัดสินใจลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนไบเดนเข้าจริง ๆ แต่ปัจจุบันคะแนนนิยมในตัวเธอกำลังตกต่ำในสายตาของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อการแข่งขันครั้งนี้ โดยผลสำรวจของเว็บไซต์ FiveThirtyEight.com ชี้ว่าคะแนนนิยมของแฮร์ริสนั้นต่ำกว่าไบเดนและทรัมป์เสียอีก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ใครอีกที่สามารถจะมาแทนไบเดนได้
มีคนจำนวนไม่น้อยในพรรคเดโมแครตที่แสดงการท้าทายต่อไบเดนในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงดีน ฟิลลิปส์ สส.จากรัฐมินนิโซตา และนักเขียนคนดัง มารีแอนน์ วิลเลียมสัน แต่ทั้งสองยังคงมีบารมีและอิทธิพลในพรรคไม่มากพอ จนถือว่ายังห่างไกลจากโอกาสที่จะขึ้นมาเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อรอบสุดท้ายได้
มีเสียงเรียกร้องจากสมาชิกพรรคบางส่วน ให้สนับสนุนเกวิน นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือไม่ก็เกรตเชน วิตเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน รวมทั้งจอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ให้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนพรรคแทนไบเดนและกอบกู้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ของเดโมแครตในศึกเลือกตั้งปี 2024
แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครในสามคนดังกล่าวออกมาประกาศว่า ต้องการเป็นผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำประเทศแทนที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, getty images
บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 25
ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 25 ของสหรัฐฯ อนุญาตให้รองประธานาธิบดีและเสียงส่วนใหญ่ในคณะรัฐมนตรี ประกาศให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้นำประเทศได้
หากมีการนำบทบัญญัตินี้มาใช้ อำนาจของฝ่ายบริหารทั้งหมดจะถูกโอนถ่ายมายังรองประธานาธิบดี ซึ่งจะขึ้นรักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ได้ แต่สิ่งนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ
แต่หลังจากที่การประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรกระหว่างทรัมป์และไบเดนสิ้นสุดลง มีเสียงเรียกร้องจากบรรดา ส.ส.อาวุโส ของพรรครีพับลิกัน ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาใช้บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 25 ในทันที
ก่อนหน้านี้พรรคเดโมแครตซึ่งครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาคองเกรส ได้ผ่านข้อมติเมื่อปี 2021 หลังเกิดเหตุจลาจลที่รัฐสภาสหรัฐฯ ให้อดีตรองประธานาธิบดี ไมก์ เพนซ์ ใช้บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพื่อถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ











