ภูเขาน้ำแข็งใหญ่ที่สุดในโลก เกยตื้นใกล้เกาะ "เซาท์จอร์เจีย" หวั่นกระทบแหล่งอาหารเพนกวินนับล้านตัว

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จอร์จินา แรนนาร์ด และ เออร์แวน ริวอลต์
- Role, ผู้สื่อข่าวภูมิอากาศและผู้สื่อข่าวเชิงข้อมูล
ภูเขาน้ำแข็ง A23a ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีพื้นที่กว้างกว่ากรุงเทพมหานครถึง 2 เท่า ได้เคลื่อนตัวเข้าไปติดอยู่ในเขตน้ำตื้นนอกชายฝั่งเกาะเซาท์จอร์เจีย (South Georgia Island) ดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ซึ่งเป็นบ้านของเพนกวินและแมวน้ำหลายล้านตัว
ภูเขาน้ำแข็ง A23a ได้เข้าไปเกยตื้นบริเวณไหล่ทวีป ห่างจากชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ 80 กิโลเมตร ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า มันจะเริ่มละลายและแตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตรงจุดดังกล่าวในไม่ช้า
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาเกยตื้นของภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมา ทำให้เหล่าชาวประมงของเกาะเซาท์จอร์เจียเกรงว่า มันจะปิดกั้นเส้นทางเดินเรือหาปลา และกระทบต่อแหล่งอาหารของเพนกวินสายพันธุ์มะกะโรนี (macaroni penguin) ในน่านน้ำบริเวณนั้น
แต่นักวิทยาศาสตร์ซึ่งประจำการอยู่ที่สถานีวิจัยในทวีปแอนตาร์กติกากลับมองว่า การละลายตัวของภูเขาน้ำแข็งตรงจุดดังกล่าว จะปลดปล่อยสารอาหารปริมาณมหาศาลออกมา ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ในมหาสมุทรได้

"มันเหมือนกับหย่อนระเบิดสารอาหารลงไป ตรงกลางทะเลทรายที่รกร้างว่างเปล่า" ศาสตราจารย์นาดีน จอห์นสตัน จากองค์กรสำรวจแอนตาร์กติกของอังกฤษ (BAS) กล่าว
ด้านมาร์ก เบลเชียร์ นักนิเวศวิทยาผู้ให้คำแนะนำแก่องค์การปกครองเกาะเซาท์จอร์เจีย แสดงความเห็นว่า "หากภูเขาน้ำแข็งยักษ์นี้แตกตัวออก ภูเขาน้ำแข็งขนาดย่อมที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มจะเป็นอันตรายต่อเรือที่สัญจรผ่านไปมา เพราะก้อนน้ำแข็งที่แตกออกจะเคลื่อนตัวไปตามกระแสน้ำท้องถิ่น และอาจขัดขวางไม่ให้เรือประมงเข้าถึงแหล่งจับปลาดั้งเดิมในบริเวณนั้นได้"
เหตุการณ์เกยตื้นนอกชายฝั่งเกาะเซาท์จอร์เจีย ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของภูเขาน้ำแข็ง A23a ซึ่งใช้เวลาเดินทางยาวนานถึงเกือบ 40 ปี จากทวีปแอนตาร์กติกา โดยภูเขาน้ำแข็งยักษ์นี้แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็ง Filchner–Ronne ในปี 1986 ก่อนจะใช้เวลาหลายสิบปีเคลื่อนตัวขึ้นมาทางทิศเหนือ และเข้าไปติดอยู่ในวังน้ำวนนานถึง 8 เดือนเมื่อปีที่แล้ว
นักวิทยาศาสตร์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ติดตามความเคลื่อนไหวของ A23a อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนธ.ค. 2024 ซึ่งในตอนนั้นภูเขาน้ำแข็งยักษ์เพิ่งหลุดออกจากวังน้ำวน และเคลื่อนตัวขึ้นเหนือต่อไปจนเข้าสู่น่านน้ำที่เรียกว่า "ตรอกภูเขาน้ำแข็ง" (iceberg alley)
น่าอัศจรรย์ที่ A23a ไม่ได้ละลายตัวเพิ่มเลยแม้แต่น้อย แต่หมุนวนอยู่ในตรอกภูเขาน้ำแข็งนาน 2-3 วัน ก่อนจะเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนืออีกครั้งในช่วงกลางเดือนก.พ. โดยคราวนี้ได้เร่งความเร็วขึ้นจนสามารถเคลื่อนตัวได้ราว 30 กิโลเมตรต่อวัน

ศาสตราจารย์ฮิว กริฟฟิธส์ นักวิทยาศาสตร์ซึ่งประจำการอยู่บนเรือวิจัยขั้วโลก "เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ" (Sir David Attenborough) ซึ่งปัจจุบันจอดเทียบที่ทวีปแอนตาร์กติกา บอกกับบีบีซีว่า "ชะตากรรมในอนาคตของภูเขาน้ำแข็งทุกลูกนั้น แน่นอนว่ามันจะต้องตายโดยละลายหมดไปในที่สุด จึงน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่เราได้เห็นว่า A23a อยู่ยั้งยืนยงมาได้นานถึงขนาดนี้ โดยสูญเสียพื้นที่ไปเพียง 1 ใน 4 ของขนาดดั้งเดิมเท่านั้น"
ภูเขาน้ำแข็งยักษ์ A23a ที่มีความสูงถึง 300 เมตร ได้เข้าไปเกยตื้นตรงจุดที่มันติดอยู่ในปัจจุบัน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าจะติดแน่นอยู่กับไหล่ทวีปในเขตน้ำตื้นไปอีกนานเลยทีเดียว "มันอาจจะติดอยู่ตรงนั้นไปอีกสักพัก จนกว่าจะมีก้อนน้ำแข็งบางส่วนแยกตัวออกมา" ศาสตราจารย์แอนดรูว์ เมเจอร์ จากองค์กรสำรวจแอนตาร์กติกของอังกฤษกล่าว
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาน่าห่วงว่า บริเวณที่ภูเขาน้ำแข็งเข้ามาชนและเกยตื้นอยู่กับไหล่ทวีป เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ทะเลจำนวนมาก ทั้งปะการัง,ฟองน้ำ, และหอยทากทะเล "จักรวาลทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ถูกภูเขาน้ำแข็งที่เหมือนกับรถตักดิน ไถทำลายจนพื้นทะเลราบเป็นหน้ากลอง" ศ.กริฟฟิธส์กล่าวอธิบาย
แม้จะฟังดูเป็นหายนะที่ใหญ่หลวง แต่ศ.กริฟฟิธส์กลับมองว่า นี่เป็นเพียงความเสียหายในระยะสั้นเท่านั้น โดยเหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตตามธรรมชาติในมหาสมุทรใกล้ทวีปแอนตาร์กติกา "เมื่อระบบนิเวศในบริเวณหนึ่งถูกทำลายไป มันจะช่วยเพิ่มแหล่งอาหารและเติมสารอาหารให้กับพื้นที่บริเวณอื่น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้หลายฝ่ายยังหวั่นเกรงกันว่า ภูเขาน้ำแข็งยักษ์อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าบนบก อย่างเช่นเพนกวินและแมวน้ำ ดังในกรณีที่เคยมีภูเขาน้ำแข็งชนเข้ากับเกาะแห่งหนึ่งในทะเลรอสส์ (Ross Sea) เมื่อปี 2004 จนเกิดอุปสรรคขัดขวางการผสมพันธุ์ของเพนกวิน จนพวกมันมีอัตราการตายพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามเหล่าผู้เชี่ยวชาญมองว่า เหตุการณ์ภูเขาน้ำแข็งยักษ์เกยตื้นใกล้เกาะเซาท์จอร์เจียในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อนกและสัตว์อื่น ๆ บนเกาะเท่าใดนัก แต่ฝูงเพนกวินมะกะโรนีบางส่วนซึ่งหากินในน่านน้ำตรงที่ภูเขาน้ำแข็งเกยตื้นอยู่ อาจได้รับผลกระทบในเรื่องของแหล่งอาหารได้
ปีเตอร์ เฟร็ตเวลล์ นักวิทยาศาสตร์จากองค์กรสำรวจแอนตาร์กติกของอังกฤษ อธิบายว่าเมื่อภูเขาน้ำแข็งเริ่มละลายตัว จะเหมือนกับการเติมน้ำจืดลงไปในน้ำเค็มตรงท้องทะเลบริเวณนั้น ทำให้อาหารของเพนกวินอย่างเช่นคริลล์ (krill) สัตว์น้ำมีเปลือกแข็งคล้ายกุ้งตัวจิ๋วลดจำนวนลง ส่วนนกทะเลนั้นแม้จะสามารถบินไปหาอาหารตรงแถบชายฝั่งด้านอื่นได้ แต่ก็ต้องแข่งขันกับสัตว์ชนิดอื่นที่หากินในถิ่นนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว
ด้านอุตสาหกรรมประมงในน่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้และแอนตาร์กติก ก็หวั่นเกรงเช่นกันว่าภูเขาน้ำแข็งยักษ์จะกีดขวางเรือประมงไม่ให้เข้าถึงแหล่งหาปลา เมื่อฤดูกาลจับปลาเริ่มขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
แอนดรูว์ นิวแมน ตัวแทนของบริษัทประมง Argos Froyanes บอกว่า "มันจะเป็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่สุด เท่าที่พวกเราเคยต้องเผชิญมา แต่เรามีการหาข้อมูลล่วงหน้าและเตรียมพร้อมรับมือไว้เป็นอย่างดี"
แต่ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าภูเขาน้ำแข็งยักษ์ก้อนต่าง ๆ มีคุณประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรอย่างคาดไม่ถึง โดยทีมวิจัยของศ.กริฟฟิธส์ และศ.จอห์นสตัน ซึ่งประจำการบนเรือวิจัยขั้วโลก "เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ" สามารถรวบรวมหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อที่ว่า มีกระแสการไหลเวียนของสารอาหารปริมาณมาก ออกจากภูเขาน้ำแข็งยักษ์แถบทวีปแอนตาร์กติกา โดยกระแสของสารอาหารนี้ได้แพร่กระจายตัวไปทั่วโลก
ก่อนหน้านั้นอนุภาคของแร่ธาตุและสารอาหารจากทั่วโลก ถูกกักเก็บเอาไว้ในก้อนน้ำแข็งยักษ์ของแอนตาร์กติกา หลังจากนั้นการละลายตัวจะค่อย ๆ ปลดปล่อยแร่ธาตุและสารอาหารดังกล่าว กลับคืนสู่มหาสมุทรในส่วนต่าง ๆ ของโลก
"หากไม่มีภูเขาน้ำแข็ง เราก็ไม่อาจจะมีระบบนิเวศนี้ได้ ซึ่งมันเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่ให้ผลผลิตสูงสุดของโลก เกื้อหนุนสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดพันธุ์ ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ตัวใหญ่ที่สุดในโลกอย่างวาฬสีน้ำเงินด้วย" ศ.กริฟฟิธส์กล่าว
สัญญาณที่จะบ่งบอกว่ามีสารอาหารปริมาณมากถูกปลดปล่อยจาก A23a คือการเกิดปรากฏการณ์สะพรั่งของแพลงก์ตอนพืช หรือไฟโตแพลงก์ตอนบลูม (phytoplankton bloom) ซึ่งจะเห็นเป็นแถบสีเขียวกระจายออกไปโดยรอบภูเขาน้ำแข็ง และจะสังเกตการณ์ได้ด้วยภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนต่อจากนี้
แม้วงจรชีวิตของภูเขาน้ำแข็งจะเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จะทำให้มีภูเขาน้ำแข็งยักษ์แตกตัวออกมาเพิ่มขึ้นจากทวีปแอนตาร์กติกาที่กำลังมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังอาจทำให้ภูเขาน้ำแข็งยักษ์ที่แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็งของทวีป ละลายตัวเร็วขึ้นและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตรวมทั้งการประมงในบริเวณนั้นได้












