You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว” ชีวิตใกล้ความตายในฉนวนกาซา จากการถล่มของอิสราเอล
“จะให้เราไปที่ไหน มีที่ไหนปลอดภัยเหลืออีกในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งเคยเงียบสงบและสวยงาม” ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ ในเขตไรมัลของฉนวนกาซา ถามกลับเชิงเสียดสี
รุชดิ อะบู อะลูฟ ผู้สื่อข่าวบีบีซียอมรับว่า เขาเพิ่งผ่าน 7 ชั่วโมงอันเลวร้ายที่สุดที่เขาเคยเจอในฉนวนกาซา หลังเครื่องบินรบอิสราเอลดำเนินการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ เพื่อ “ล้างแค้น” กลุ่มติดอาวุธจากปาเลสไตน์ ที่ก่อเหตุโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอล เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ต.ค.
การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล สร้างความเสียหายมหาศาลต่ออาคารที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งกาซา
เสียงระเบิดดังตลอดคืนวันจันทร์ (9 ต.ค.) คลอไปกับเสียงเด็ก ๆ ที่กรีดร้อง เรียกได้ว่า ไม่มีใครในกาซาที่ได้หลับพักผ่อน และมันเป็นคืนที่ประชาชนในเขตไรมัล ซึ่งเป็นย่านที่ร่ำรวยที่สุดของฉนวนกาซา จะไม่มีวันลืมไปอีกนาน
เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันอังคารที่ 10 ต.ค. การโจมตีเริ่มทุเลาลง ผู้คนจึงเริ่มตระหนักถึงขอบเขตการทำลายล้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายหนัก และถนนส่วนใหญ่ที่มุ่งสู่เขตไรมัลถูกตัดขาด
อะลูฟ ขับรถไปรอบ ๆ เขารู้สึกว่าเหมือนเพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่นี่ ตรงหน้าเต็มไปด้วยภาพซากปรักหักพัง กระจกแตกเป็นเสี่ยง สายไฟระโยงระยาง ความเสียหายรุนแรงจนเขาจำอาคารที่เขาเคยผ่านไปมาบ่อย ๆ ไม่ได้อีกต่อไป
“ผมสูญเสียทุกอย่าง อพาร์ทเมนท์ของผม ที่ลูก ๆ 5 คนของผมอาศัยอยู่ ร้านขายของชำใต้อาคารก็ถูกทำลาย” โมฮัมเหม็ด อะบู อัล-คาส บอกกับบีบีซี ขณะเดินอยู่ข้างถนนพร้อมอุ้มลูกสาวที่ชื่อ ชาฮิด
“จะให้เราไปที่ไหน เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ไม่มีที่พักพิงสำหรับเรา ไม่มีงานให้ทำอีกแล้ว”
“อยากถามอิสราเอลว่า บ้านของผม ร้านของผม เป็นเป้าหมายทางทหารหรือ” เขาเสริม พร้อมกล่าวหากองทัพอิสราเอลว่า โกหกหลอกลวง หลังก่อนหน้านี้กองทัพอิสราเอลอ้างว่าไม่ได้พุ่งเป้าโจมตีพลเรือน
กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า เมื่อวันจันทร์ (9 ต.ค.) วันเดียว มีผู้เสียชีวิตมากถึง 300 คนในฉนวนกาซา ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 เป็นพลเรือน ถือเป็นวันนองเลือดที่สุดในรอบหลายปี
แม้กระทั่งค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองกาซาซิตี ที่มีประชากรอยู่แน่นหนา ก็ถูกโจมตีในช่วงบ่าย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย
กองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขาพุ่งเป้าโจมตีไปยังบ้านแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่กบดานของผู้บัญชาการของกลุ่มฮามาส แต่กลับกลายเป็นว่าประชาชนในตลาดหรือบ้านใกล้เคียงเป็นผู้เสียชีวิตไปด้วย
วิกฤตมนุษยธรรม
กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซา นับแต่วันเสาร์ (7 ต.ค.) อยู่ที่ 900 ราย ณ วันที่ 11 ต.ค. ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 260 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 4,500 คน
วิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรงอยู่แล้วในฉนวนกาซา มาวันนี้เลวร้ายลงไปอีก
ประชาชนกว่า 2.2 ล้านคนกำลังขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง ไฟฟ้า และน้ำ หลังรัฐบาลอิสราเอลสั่ง “ปิดล้อมอย่างสมบูรณ์” และตัดการส่งเสบียงไปยังกาซา เพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาส
ส่วนฝั่งอิสราเอลนั้น การโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวของกลุ่มฮามาสเมื่อวันเสาร์ (7 ต.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1,000 ราย และมีคนถูกกลุ่มติดอาวุธจับเป็นตัวประกัน และพาเข้าไปยังฝั่งฉนวนกาซาราว 150 คน
“คุณลองจินตนาการว่า ต้องอยู่โดยไม่มีไฟฟ้าและน้ำในศตวรรษที่ 21 ลูกเล็กของผมไม่เหลือผ้าอ้อม เหลือนมไม่ถึงครึ่งขวด” วาอัด อัล-มักห์ราบี กล่าว พร้อมมองไปที่อาคารที่ถูกทำลาย ถัดจากบ้านของเธอในเขตไรมัล
“ลูกฉันไปโจมตีอิสราเอลหรือ” เธอถามกลับ
บริเวณด้านนอกซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่สุดของกาซา ซึ่งเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังเหตุโจมตีเมื่อวันเสาร์ มาวันนี้ ประชาชนหลายสิบคนกำลังต่อแถวอยู่หน้าประตูทางเข้าด้านหลัง พวกเขาหวังจะซื้ออาหารและน้ำเท่าที่ยังมีเหลือ เพื่อกักตุนไว้ เพราะกลัวว่าการต่อสู้ครั้งนี้ จะยืดยาวไปอีกนาน
ผักและผลไม้สดส่วนใหญ่ของกาซา ปลูกอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา แต่ปัญหาการขาดแคลนพลังงานและน้ำมัน หมายความว่าการขนส่งผักผลไม้ไปยังพื้นที่ทางเหนือ เป็นไปได้ยากมากขึ้น
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการขนส่งอาหารหรือสินค้าจำเป็นมาจากอียิปต์ ซึ่งเป็นประเทศที่ร่วมกับอิสราเอลในการโอบล้อมฉนวนกาซาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง นับแต่กลุ่มฮามาสเข้าปกครองพื้นที่แห่งนี้ในปี 2007
ผู้คนไม่สามารถหนีออกจากกาซาผ่านด่านพรมแดนราฟาห์ที่เชื่อมกับอียิปต์ได้ ปกติแล้วด่านพรมแดนที่ติดกับอียิปต์แห่งนี้อนุญาตให้ประชาชนเดินทางเข้าออกได้วันละ 400 คน แต่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พังทางเข้าด่านในฝั่งปาเลสไตน์ ทำให้การข้ามแดนต้องยุติลง
การโจมตีของอิสราเอลใส่ฉนวนกาซา ทำให้ประชาชนกว่า 200,000 คน ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน และต้องไปหลบภัยอยู่ตามโรงเรียนที่สหประชาชาติดูแล บางคนเล่าว่า ต้องหนีตายด้วยความกลัว และต้องทนเห็นบ้านของตัวเองถูกถล่มราบเป็นหน้ากลอง
ประชาชนในกาซาบางส่วนเลือกที่จะหลบภัยอยู่ในชั้นใต้ดิน แม้จะเสี่ยงชีวิตจากการต้องติดอยู่ภายในหากอาคารพังถล่มลงมา ทั้งนี้ ในคืนวันจันทร์ (9 ต.ค.) ที่ผ่านมา มีราว 30 ครอบครัวที่ติดอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่ง
“ในสงครามครั้งก่อน ๆ พื้นที่เมืองส่วนนี้ เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้พรมแดนติดกับอิสราเอล” โมฮัมเหม็ด อัล-มักห์ราบี กล่าว
แต่การโจมตีของอิสราเอลในคืนวันจันทร์ พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้วในฉนวนกาซา