SLAPPs: เหตุใด กลุ่มวิพากษ์สังคมและธุรกิจตกเป็นเป้าฟ้องปิดปากมากขึ้น

กลุ่มผู้ที่ถูกฟ้องคดีเข้าข่าย SLAPPs

ที่มาของภาพ, BBC Thai/FACEBOOK

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การฟ้องปิดปาก หรือ การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านการมีส่วนร่วมสาธารณะ (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPPs) ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

ที่ผ่านมาผู้ฟ้องมักจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจ ที่ต้องการจัดการกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง ทว่าปัจจุบัน กลุ่มนายทุนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้มีอำนาจก็ใช้รูปแบบเดียวกันในการปิดปากบุคคลที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

อย่างกรณีของนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทยเป็นกรณีล่าสุด ที่เขาได้รับหมายศาลอาญากรุงเทพใต้คดีอาญาและแพ่ง จากที่บริษัท กัลฟ์ เจพีเอ็นเอส จำกัด ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจพลังงาน เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท พร้อมกับนายรณกาจ ชินสำราญ และพรรคไทยสร้างไทย เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.

มูลเหตุหลัก ๆ ของการถูกฟ้องดำเนินคดีในครั้งนี้มาจากพวกเขาจัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2565 ในหัวข้อ “ชำแหละยุทธการตบตาประชาชน ที่ค่าไฟแพง เพราะราคาแก๊สขึ้น หรือเพราะเอื้อนายทุน ภาค 2” พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าแพง และพาดพิงถึงสัญญาสัมปทานการซื้อไฟฟ้าของรัฐและเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนพลังงานกลุ่มใดหรือไม่

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส (ซ้าย) รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทยได้รับหมายศาลอาญากรุงเทพใต้คดีอาญาและแพ่ง จากที่บริษัท กัลฟ์ เจพีเอ็นเอส จำกัด ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท พร้อมกับนายรณกาจ ชินสำราญ และพรรคไทยสร้างไทย เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/พรรคไทยสร้างไทย

คำบรรยายภาพ, นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส (ซ้าย) รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย และนายรณกาจ ชินสำราญ
ข้าม X โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด X โพสต์

3 ปี ทุนใหญ่ฟ้องผู้วิจารณ์รวมมูลค่า 650 ล้านบาท

คดีของนายตรีรัตน์ถือเป็นคดีที่ 7 ในรอบ 3 ปี ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในข้อหา "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา" กับนักการเมือง นักวิชาการ และเจ้าของสำนักพิมพ์ โดยแต่ละรายถูกฟ้องร้องด้วยมูลค่าสูงถึง 50-100 ล้านบาท

ย้อนหลังไป 4 เม.ย. 2564 น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส. พรรคก้าวไกลถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท หลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2564 กล่าวถึงนโยบายพลังงานของรัฐบาลว่าเอื้อต่อกลุ่มบริษัทกัลฟ์ จนทำให้กลายเป็นกลุ่มทุนพลังงานอันดับหนึ่ง

ต่อมา 21 ธ.ค. 2564 นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท โดยเป็นทั้งคดีแพ่งและอาญา คดีแรกจากการแชร์ข้อความการอภิปรายไม่ไว้วางใจของนายรังสิมันต์ โรม และคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2566 ในข้อหาเดียวกันพร้อมเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท จากกรณีที่เขาแชร์บทการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.พรรคก้าวไกล โดยการอภิปรายของ ส.ส. พรรคก้าวไกลทั้งคู่ มีการพาดพิงถึงกลุ่มบริษัทกัลฟ์

น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส. พรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/น.ส.เบญจา แสงจันทร์

คำบรรยายภาพ, น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส. พรรคก้าวไกล

1 ส.ค. 2565 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งและอาญา เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท จากกรณีที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 โดยตั้งคำถามว่า รมว. ดีอีเอส ใช้ตำแหน่งเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท กัลฟ์ฯ หรือไม่

15 ก.ย. 2565 นพ.วรงค์ เดชวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ถูกฟ้องคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท จากการไลฟ์ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2564 มีเนื้อหาว่า บริษัท กัลฟ์ฯ กำลังจะเข้ามาผูกขาดกิจการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต หลังประกาศรับซื้อหุ้นและถือหุ้นส่วนใหญ่ของ บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ และ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส รวมทั้งจะเข้าประมูลสัมปทานดาวเทียม

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/รังสิมันต์ โรม

คำบรรยายภาพ, นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล

นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล็อคสเปกให้ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานดังกล่าวด้วย

คดีที่ 6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2566 โดยผู้ถูกบริษัท กัลฟ์ฯ ฟ้องคือ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงินการลงทุนและนักเขียน ซึ่งบริษัทอ้างว่า เธอเขียนบทความกล่าวหาว่าบริษัท กัลฟ์ฯ ผูกขาดกิจการโรงไฟฟ้า ในบทความ "มหากาพย์ ‘กินรวบ’ โรงไฟฟ้า" บนเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2566 ซึ่งบทความดังกล่าวเผยแพร่บนเว็บไซต์ เดอะ โมเมนตัม ในปี 2559 ครั้งนี้เธอถูกเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 100 ล้านบาท

ล่าสุดคดีที่ 7 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ได้รับหมายศาลจากศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งในคดีอาญาและแพ่ง จากที่บริษัท กัลฟ์ เจพีเอ็นเอส จำกัด ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท พร้อมกับนายรณกาจ ชินสำราญ และพรรคไทยสร้างไทย

คดี SLAPPs ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และไร้กฎหมายปกป้อง

ข้อมูลจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ปัจจุบันการฟ้องปิดปากมีเพิ่มมากขึ้น โดยเป็นรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ดำเนินคดี อย่างเช่น ในช่วงโควิด ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลบริหารประเทศได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐยุบสภา ให้นายกฯ ลาออก รวมทั้งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกดำเนินคดีโดยใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เพิ่มมากขึ้น

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ผู้อำนวยการสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างให้บีบีซีไทยฟังว่า เมื่อมีการชุมนุมมากขึ้น รัฐบาลจึงออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ โดยอ้างว่าเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 แต่การบังคับใช้จะใช้กับผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล แต่ฝ่ายที่ออกมาสนับสนุนรัฐบาลไม่ถูกดำเนินคดี โดยฝ่ายรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ

ภาพการประท้วง

ที่มาของภาพ, Getty Images

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของภาคธุรกิจ บริษัทใหญ่ก็มีการใช้การฟ้องปิดปากเป็นเครื่องมือเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เช่น กรณีบริษัทธรรมเกษตร ที่ออกมาฟ้องแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน นักปกป้องสิทธิ และนักข่าว ที่ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานในฟาร์มธรรมเกษตร เป็นจำนวนสูงถึง 39 คดี

"ล่าสุด บริษัทกัลฟ์ฯ ก็ฟ้องนักวิชาการ ส.ส. และประชาชนทั่วไปที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีค่าไฟฟ้าแพงอีกหลายคดี โดยฟ้องทั้งคดีอาญาและแพ่ง เรียกค่าเสียหายนับร้อยล้าน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่มีบทลงโทษใด อีกทั้งบริษัทเหล่านี้มีทรัพยากรมาก ทำให้สามารถฟ้องคดีได้โดยไม่เดือดร้อน และรัฐบาลไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการกับบริษัทที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปากประชาชน" นางณัฐาศิริ กล่าว

ลักษณะการฟ้องคดี SLAPPs มีอะไรบ้าง

ที่ผ่านมา ยังไม่มีหน่วยงานใดที่รวบรวมการดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวมาก่อน แต่ที่ปรากฏในบันทึกต่าง ๆ ทำให้ทราบได้ว่าคดีที่เข้าข่าย SLAPPs มีมานานแล้วในไทย

การจัดเก็บข้อมูลภายใต้ข้อจำกัดนับตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปี 2562 โดยสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในฐานข้อมูลที่บ่งชี้ว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 การฟ้องคดีปิดปากมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งโดยจากรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ และองค์กรภาคธุรกิจ ทั้งนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อของการฟ้องปิดปากส่วนใหญ่ คือนักเคลื่อนไหวที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยหรือเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นางณัฐาศิริ ยกตัวอย่างกรณีที่มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช.เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง รวมถึงกรณีรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่ในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปี 2562 ก็ยังพบเห็นการใช้กฎหมายต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองในระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงกรณีการใช้มาตรการทางกฎหมายกับองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร ประชาชนทั่วไปที่คัดค้านโครงการสัมปทานของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงนักข่าวที่รายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศ

ส่วนคดีที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือส่วนใหญ่เป็นคดีอาญา มาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) มาตรา 116 (ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น) รวมทั้ง ข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ม.326, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328, หมิ่นประมาททางแพ่ง มาตรา 420 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ความพยายามปกป้องการถูกฟ้องคดี SLAPPs ในไทย

ที่ผ่านมา หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ มีความพยายามที่จะนำเสนอชุดความคิดเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการฟ้องหมิ่นประมาทอยู่หลายครั้ง

อย่างเช่นในเดือน เม.ย. 2561 ศาลยุติธรรมเคยออกมาเสนอเเก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อป้องกันการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาโดยมีเจตนาไม่สุจริต แต่ต่อมาถูก ครม. ในขณะนั้นสั่งชะลอไปก่อน

ต่อมาในเดือน ก.พ. 2564 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอีกครั้ง หลังจากกรณีบริษัท ทุ่งคำ ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองแร่ใน จ.เลย ฟ้องนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ฐานหมิ่นประมาทจากการรายงานข่าวที่มีเนื้อหาสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการเหมืองแร่ทองคำ รวมทั้งกรณีเจ้าของโรงน้ำตาลฟ้องชาวบ้านกลุ่มรักษ์น้ำอูน จ.สกลนคร หลังจากยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ อบต.ให้ระงับการบุกเบิกพื้นที่โครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล

คนปิดปากปิดหู

ที่มาของภาพ, Getty Images

แม้ว่าทั้งสองกรณี ผู้ฟ้องยอมถอนฟ้อง แต่ในขณะนั้น ส.ส. พรรคก้าวไกลได้เสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนจำนวนห้าฉบับเข้าสู่สภา แต่ยังไม่มีความคืบหน้า จนในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา หนึ่งใน 300 นโยบายของพรรคดังกล่าวก็ถูกนำเสนอกลับมาอีกครั้ง

ผอ.สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน อธิบายว่า ข้อด้อยของกฎหมายต่อต้านการฟ้องหมิ่นประมาทในประเทศไทยคือ ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการฟ้องปิดปากไว้โดยตรง แต่เป็นการไปกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 และ 165/1 แม้ได้มีการยื่นคำขอแล้วแต่ศาลก็ไม่วินิจฉัยให้ ดังนั้นในการต่อสู้คดีปัจจุบันจึงยังต้องใช้กฎหมายเดิม เช่นในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาต้องอ้างว่าทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ภาระทางคดีตกอยู่ที่จำเลยฝ่ายเดียว แม้ไม่พบความผิด

นางณัฐาศิริระบุว่า แม้ศาลจะพิพากษาว่าไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาเพราะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอันเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่จำเลยจะไม่ได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหาย หรือค่าทนายความที่เสียไป ดังนั้นจึงควรออกกฎหมายใหม่คุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการฟ้องปิดปาก โดยกำหนดวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน คุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่สั่งไปโดยสุจริต มีกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการฟ้องปิดปาก และมีการลงโทษองค์กรรัฐ หรือบริษัทใหญ่ที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

นางณัฐาศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 และ 165/2 ซึ่งรัฐอ้างว่าออกมาเพื่อคัดกรองการฟ้องปิดปากทำให้คดียุติไปจากศาลได้โดยเร็ว แต่แม้กฎหมายจะกำหนดให้ศาลสามารถยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ แต่ในทางปฏิบัติศาลก็ไม่กล้ายกฟ้องเพราะไม่แน่ใจว่าเป็นคดีที่ฟ้องโดยมีเจตนาไม่สุจริตหรือไม่ ต้องไต่สวนมูลฟ้องไปก่อนอยู่ดี จึงไม่ช่วยกลั่นกรองคดีหรือทำให้คดีจบไปโดยเร็วแต่อย่างไร

กราฟิก นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ผู้อำนวยการสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Natalie Bergman

คำบรรยายภาพ, นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ผู้อำนวยการสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

"ถ้าจะมีการออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก ตัวอย่างที่ดีคือกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกฟ้องสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาว่าเป็นการฟ้องกลั่นแกล้งฟ้องปิดปากได้ และหากศาลยกฟ้องคดีนั้นเพราะเป็นการฟ้องกลั่นแกล้งจำเลยก็จะได้รับค่าชดเชยค่าใช่จ่าย ค่าทนายความจากฝั่งโจทก์ได้ด้วย" เธอเสนอแนะ

อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนรายนี้ให้ความเห็นว่า คดีหมิ่นประมาทไม่ควรเป็นความผิดทางอาญา เนื่องจากว่า ผู้ที่อ้างว่าได้รับความเสียหายจากข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทนั้น สามารถเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงินได้อยู่แล้ว โดยพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าได้รับความเสียหายอย่างไร

"แต่ปัจจุบันนี้ การแสดงความคิดเห็น แสดงข้อเท็จจริง การตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ ที่เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกนั้น นอกจากจะมีโทษทางอาญาแล้วยังมีโทษปรับและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกด้วย ซึ่งไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้น" เธอทิ้งท้าย