"จุดความร้อน" และไฟป่าที่กำลังเพิ่มทำไทยเผชิญปัญหา PM 2.5 อีกระยะ

ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครหลังจากนี้ไปมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงน่าวิตก เนื่องจากยังพบว่า มีจุดความร้อน จำนวนมากเกิดขึ้นในพื้นป่าอนุรักษ์

ข้อมูลกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ วันที่ 9 มี.ค. ระบุว่า ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2565 พบจุดความร้อน (hotspot) สะสมทั้งประเทศ 76,377 จุด โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ

ขณะที่จุดความร้อน (จุดที่ดาวเทียมตรวจพบว่า เป็นพื้นที่ที่มีค่าความร้อนสูงผิดปกติ) ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงเช้าที่ผ่านมามีอย่างน้อย 424 จุด พื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามแนวโน้มที่ผ่านมาคือ เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยภาคที่พบจุดความร้อนมากที่สุด คือ ภาคเหนือ 133 จุด รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 54 จุด และภาคกลางและภาคตะวันตกรวมกัน 34 จุด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา จุดความร้อนและไฟป่าได้สร้างผลกระทบต่อพื้นป่าไปแล้วเป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งส่งกระทบต่อบรรดาสัตว์ต้องหนีตายและอพยพ อย่างเช่น เมื่อวันที่ 3 มี.ค. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค และชุดปฏิบัติการพิเศษกาญจนบุรี ได้รายงานว่าพบ ช้างป่าออกจากพื้นที่ป่าเนื่องจากอาจจะได้รับผลกระทบจากไฟป่า เป็นต้น

ไฟป่าเกือบทั้งหมดเกิดจากฝีมือมนุษย์

สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เผยกับบีบีซีไทยว่า จากข้อมูลและสถิติ hotspot ที่ทางกรมฯ รวบรวมมากว่า 30 ปี มีหลักฐานบ่งชี้ว่าไฟป่าส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น เป็นฝีมือมนุษย์กว่า 99% โดยมีเพียง 1% เท่านั้น ที่เกิดจากฝีมือธรรมชาติ

สาเหตุที่เกิดไฟป่าส่วนใหญ่ มาจากการที่มีคนเข้าไปล่าสัตว์หรือหาของป่า แล้วมีการจุดไฟ รวมถึงการจุดไฟเผาปรับหน้าดินในพื้นที่ไร่ของชาวบ้านที่มีเขตแดนติดกับบริเวณป่า

ส่วนตัวเลขจุดความร้อนสะสมในปีนี้ที่สูงถึง 76,377 จุด ทางกรมยังถือว่ายังเป็นตัวเลขที่รับได้ ถึงแม้ว่าจะสูงกว่าตัวเลขสะสมในปี 2565 ที่ 54,900 จุดก็ตาม

“ช่วงปี 2565 เป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา ฝนตกเกินค่าเฉลี่ย ทำให้จำนวน hotspot น้อยลง แต่มันก็ทำให้มีการสะสมของใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นป่า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสะสมมาสำหรับฤดูกาลไฟป่าปีนี้”

“เราคาดการณ์กันไว้ตั้งแต่ ต.ค. ปีที่แล้ว ว่าจำนวน hotspot ในปีนี้จะสูง และตัวเลขปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้”

สำหรับแนวทางป้องกันทางกรมได้ตระเตรียมการไว้ โดยปัจจุบันมีกำลังพล 6,570 นาย คอยดูแลในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เกิดไฟป่า

ส่วนจุดความร้อนที่พบในประเทศเพื่อนบ้าน ทางกรมฯ เผยว่าในส่วนของแต่ละพื้นที่ก็จะมีการประสานงานกันแล้วเพื่อร้องขอคนในพื้นที่ใกล้เคียงให้งดหรือลดการเผาที่เกิดมลพิษลง

ชุดข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการรายงานของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ที่อ้างถึงข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ก็พบจุดความร้อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เช่นกัน นอกจากจุดความร้อนที่พบในประะเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับผลกระทบที่ตามมาที่ต้องเฝ้าระวังจากเหตุการณ์ไฟป่าและจุดความร้อนทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านคือ ปัญหา PM 2.5 ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้านกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ประเมินว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในวันพรุ่งนี้ (10 มี.ค.) อาจจะสูงขึ้นในบางพื้นที่ แต่หลังจากวันที่ 11 มี.ค. จะมีแนวโน้มคลี่คลายลง

ทว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือกลับมีแนวโน้มฝุ่นละอองขึ้นสูงในพื้นที่ภาคเหนือทั้งตอนบนและล่างระหว่างวันที่ 10-14 มี.ค. นี้

อย่างไรก็ตาม สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชคาดการณ์ว่าแนวโน้มจุดความร้อนจะลดลงก่อนที่จะหมดไปในช่วงหน้าฝน

ประวิตร กำชับให้แต่ละจังหวัดออกประกาศห้ามเผาในทุกพื้นที่

ความเคลื่อนไหวด้านรัฐบาลล่าสุด พล.อ.คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้ กระทรวงทรัพยากรฯ ประสานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนเฉพาะกิจ ด้วยการสื่อสารเชิงรุก รวมทั้งยกระดับปฏิบัติการและสร้างการมีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหาเร่งด่วนใน 3 พื้นที่ ทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ใน 7 มาตรการ

โดยให้เร่งการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการวาระแห่งชาติ และการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ส่วนหน้าภาคเหนือ การสร้างเครือข่ายชุมชนปลอดคนเผาในพื้นที่เสี่ยง การบริหารจัดการเชื้อเพลิงครบวงจร ชิงเก็บลดเผาในพื้นที่โล่ง

นอกจากนี้ โฆษกของ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวว่า รองนายกฯ ยังได้กำชับ ในพื้นที่เมือง ให้กำหนดมาตรการนำรถเก่าออกจากระบบ ทดแทนด้วยรถใหม่มลพิษต่ำ พื้นที่เกษตร ให้เข้มงวดพื้นที่เพาะปลูก อ้อย ข้าวและข้าวโพด และพื้นที่ป่า ให้ติดตามและจุดความร้อน โดยได้ย้ำสั่งการเข้มและขอความร่วมมือ มท. กำชับ จว.ออกประกาศห้ามเผาในทุกพื้นที่ และใช้กลไกระดับพื้นที่ลงกำกับเข้มทำความเข้าใจกับเกษตรกร และบูรณาการการทำงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สธ. เผย 3 เดือนแรก ฝุ่นพิษทำให้มีผู้ป่วย 1.32 ล้านราย

ผลกระทบจากวิกฤตฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 6-8 มี.ค. มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยวานนี้ (8 มี.ค.) ว่าฝุ่น PM 2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ติดต่อกันเกิน 3 วันแล้ว โดยใน 15 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือ อาทิ น่าน, เชียงใหม่, เชียงราย, แพร่, พะเยา, ลำพูน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน เป็นต้น

"ค่าฝุ่น PM 2.5 ปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปี 2564 และ 2565 เป็นช่วงที่มีสถานการณ์โควิด 19 การเดินทางน้อย ทำให้มีค่าฝุ่นน้อย อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ วันที่ 9-14 มี.ค.โดยกรมควบคุมมลพิษ พื้นที่ กทม.และปริมณฑลมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากมีลมทางใต้ช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ ส่วนภาคเหนือตอนบนและตอนล่างยังมีแนวโน้มสูงขึ้น" นพ.โอภาสกล่าว

จากการเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 5 มี.ค. พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศรวม 1,325,838 ราย โดยสัปดาห์นี้พบผู้ป่วย 196,311 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมาที่พบ 161,839 ราย

กลุ่มโรคที่เจ็บป่วยสูงสุด ประกอบด้วย

  • กลุ่มโรคทางเดินหายใจ 583,238 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 85,910 ราย
  • กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ 267,161 ราย เพิ่มขึ้น 35,878 ราย
  • กลุ่มโรคตาอักเสบ 242,805 ราย เพิ่มขึ้น 36,537 ราย
  • โรคหัวใจ หลอดเลือดและสมอง 208,880 ราย เพิ่มขึ้น 33,413 ราย