พล.อ. ประยุทธ์ น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขอบคุณประชาชนให้กำลังใจ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความเคารพต่อศาลรัฐธรรมนูญ และของคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า พล.อ. ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ครบ 8 ปี

พล.อ. ประยุทธ์ โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เพียงไม่นานหลังศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นการอ่านคำวินิจฉัย ที่มีใจความว่า พล.อ. ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี

"ผมขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคน สำหรับกำลังใจและความปรารถนาดี ที่มอบให้ผมมาโดยตลอด"

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตลอดช่วง 1 เดือนที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เป็นโอกาสให้ได้พิจารณาและตระหนักมากขึ้นว่า ต้องใช้เวลาอันมีค่าที่มีอยู่อย่างจำกัดของรัฐบาล ในการติดตามและผลักดันโครงการสำคัญต่าง ๆ มากมายที่ได้ริเริ่มไว้

"เรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ตามกลยุทธ์ 3 แกน ก็คือการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ๆ ของประเทศให้เสร็จสมบูรณ์"

ก่อนปิดท้ายว่า "วันนี้ เราเดินหน้ามาไกลและถูกทิศทางแล้วครับ เราต้องช่วยกันทำให้เสร็จครับ"

เวลา 15.04 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย โดยสรุปใจความสำคัญได้ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ต้องเริ่มนับตั้งแต่ 6 เม.ย. 2560 อันเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560

“ผู้ถูกร้อง (พล.อ. ประยุทธ์) จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามความในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ 2560 นับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยตอนหนึ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง และมาตรา 158 วรรคสี่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาถือเป็นการยุติข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในหมู่นักกฎหมายและนักการเมือง ซึ่งตีความเอาไว้ 3 แนวทาง นั่นทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ วัย 68 ปี ยังมีอายุทางการเมืองเหลืออยู่อีกเกือบ 3 ปี

ความเห็นฝ่ายกฎหมายประยุทธ์

พล.ต. วิระ โรจนวาศ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ พล.อ. ประยุทธ์ ระบุว่า จากนี้จะไปเรียนให้ นายกฯ รับทราบทางวาจาอีกครั้ง ถึงผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ "หลังจากนี้จะสามารถเรียกพลเอกประยุทธ์ ว่านายกฯ ได้ทันที และกลับมาเริ่มทำงานพรุ่งนี้เช้าได้เลย โดยในวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ พลเอกประยุทธ์ จะเดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล" เมื่อถามว่า เป็นห่วงกับกระแสบ้านเมืองหรือไม่ ที่อาจมองเห็นตรงข้ามกับผลคำวินิจฉัยครั้งนี้ พล.ต. วิระ กล่าวว่า ไม่เป็นห่วงอะไร เพราะทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายความเห็น และพิจารณาแล้วว่าเป็นอย่างไร ทุกคนก็ควรรับฟังและเคารพในคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร เมื่อถามว่า หากนับวาระของ พล.อ. ประยุทธ์ ตั้งแต่ 6 เม.ย. 2560 ถ้าจะลงเลือกตั้งสมัยหน้า และเป็นนายกฯ ต่อ ก็จะครบในปี 68 ใช่หรือไม่ พลตรีวิระ กล่าวว่า ก็ต้องเป็นแบบนั้น เพราะศาลได้บอกว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ในปี 2560 ก็ต้องนับไป 8 ปี และช่วงที่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ชั่วคราว ก็คงจะไม่นับรวม ส่วนจะมีผลต่อการเลือกตั้งรอบหน้าของ พลเอกประยุทธ์หรือไม่นั้น พลตรี วิระ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เมื่อถามว่า ทีมกฎหมายพอใจกับคำชี้แจงที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ จนผลออกมาเป็นแบบนี้หรือไม่ พลตรีวิระ กล่าวว่า พอใจหรือไม่พอใจ ตอบไม่ได้ เป็นดุลยพินิจของศาล เราพยายามทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่ไหนก็แล้วแต่ศาลจะพิจารณา เราต้องเคารพในคำวินิจฉัยของศาล ถือว่าทุกอย่างควรสิ้นสุดลง

ส่วนภารกิจของ พล.อ. ประยุทธ์ ในวันนี้นั้น ช่วงเช้าได้เดินทางเข้าทำงานภายในกระทรวงกลาโหม ในช่วงเช้าวันนี้ (30 ก.ย.) เพื่อร่วมพิธีอำลาตำแหน่งและรับ-ส่งหน้าที่ ของปลัดกระทรวงกลาโหม ท่ามกลางการเกาะติดสถานการณ์ของสื่อมวลชนหลายสำนักในวันชี้ชะตาทางการเมืองของนายกฯ คนที่ 29

จากนั้นคาดว่า พล.อ. ประยุทธ์กลับเข้าบ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) เพื่อลุ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ด้าน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้น ๆ ถึงการให้กำลังใจ พล.อ. ประยุทธ์ว่า “ให้กำลังใจทุกวัน แต่ล่าสุดยังไม่ได้คุย”

นักวิชาการและนักรัฐศาสตร์ออกมาแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยส่วนใหญ่มองว่า "ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้"

ดร. เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการพิเศษของ เดอะ สแตนดาร์ด ว่า "ศาลก็มีสิทธิวางแผนวินิจฉัยของศาลเอง" แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลงลึกถึงบันทึกการประชุม กมธ. ครั้งที่ 500 มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. นายสุพจน์ ไข่มุกต์ รองประธาน กรธ. และกรรมการคนอื่น ๆ รวม 30 คนเข้าร่วม

เนื้อหาที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือบทสนทนาระหว่างประธานและรองประธานนั่นเอง

  • มีชัย : ผู้ที่เป็นนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ สามารถนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ดังกล่าวเข้ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
  • สุพจน์ : หากนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ เมื่อประเทศไทยยังคงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมเข้ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย
  • มีชัย : (หยิบยกบทเฉพาะกาลในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง มาอ้างถึง) ก่อนชี้ว่า การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ก็สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าวรวมกับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ซึ่งเมื่อนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี

"ศาลข้ามข้อเท็จจริงตรงนี้ไปเลย บอกว่านี่เป็นการตีความที่ไม่เป็นทางการ มันมีข้อเท็จจริงบางจุด ที่ศาลควรวินิจฉัยให้ลึกกว่านี้ แต่ศาลไม่อธิบายว่า มีน้ำหนักขนาดไหน" ดร. เข็มทอง กล่าว

ด้าน รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาได้มีประสิทธิภาพ และอธิบายคำถามที่ฝ่ายค้านและสังคมถกถามได้ค่อนข้างครบถ้วน

"ทุกประเด็นของท่านมีการย้อนกลับไปพูดถึงรัฐธรรมนูญแต่ละมาตราอย่างชัดเจน เป็นหลักการอธิบายของศาลรัฐธรรมนูญตามหลักสากล"

"สังคมไม่น่าจะเดือดดาลมาก ถ้าไม่มีอุบัติทางการเมือง ไม่เกิน 7 พ.ค. ก็จะมีการเลือกตั้ง วันนี้ก็มีการชุมนุม เพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย" รศ.ดร. สิริพรรณ กล่าว

ความปลอดภัยเข้มงวดที่ศาลรัฐธรรมนูญ

นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ลงนามประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง อาณาบริเวณหรือพื้นที่ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย

เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า “หน่วยงานความมั่นคงได้แจ้งต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีสถานการณ์ที่มีสิ่งบอกเหตุ หรือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าอาจจะมีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยและความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น” เพื่อให้กระบวนการพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงออกประกาศซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

  • กำหนดให้อาณาบริเวณหรือพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ตามแนวเขตแผนที่ท้ายประกาศนี้ เป็นพื้นที่ชั้นนอกในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย บุคคลและยานพาหนะที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่หน่วยงาน
  • กำหนดให้พื้นที่ภายในที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญและพื้นที่ศาลรัฐธรรมนูญตามแนวเขตท้ายประกาศนี้เป็นพื้นที่ควบคุม ห้ามผู้ใดเข้ามาในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติงาน หรือมาติดต่อราชการ และต้องผ่านการตรวจตัวบุคคลและสิ่งของที่นำมาตามวิธีการของหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย

ประกาศฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. เวลา 19.00 น. ถึง 3 ต.ค. เวลา 06.00 น.

ทหาร-ตำรวจเผยการข่าวไร้สิ่งผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจ และทหาร ต่างระบุตรงกันว่าการข่าวยังไม่พบสิ่งปกติ

กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จัดเตรียมกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น. 2) เอาไว้ 2 กองร้อย เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ พล.ต.ต. รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.น. คาดว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 50-100 คน โดยได้จัดสถานที่ไว้รองรับแล้วเพื่อไม่ให้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในเขตพื้นที่ของศาล

รอง ผบช.น. กล่าวด้วยว่า ยังไม่มีการข่าวว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด ยืนยันตำรวจจะดูแลจุดต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน

เช่นเดียวกับ พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในด้านความมั่นคง และ กอ.รมน. ยังไม่ได้มีภารกิจอะไร ทุกหน่วยงานติดตามอยู่แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่หลักยังทำหน้าที่ปกติ

นักกิจกรรมการเมืองเกาะติดวันชี้ชะตา พล.อ. ประยุทธ์

ด้านความเคลื่อนไหวของนักกิจกรรมการเมืองและประชาชนฝ่ายต่อต้าน พล.อ. ประยุทธ์ ได้นัดหมายเกาะติดการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและจัดกิจกรรม ดังนี้

  • กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร” และ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” นัดรวมพลที่สกายวอล์ค แยกปทุมวัน เวลา 14.00 น. เพื่อฟังผลชี้ชะตา พล.อ. ประยุทธ์ไปพร้อม ๆ กัน พร้อมระบุว่า “ถ้าประยุทธรอด หลังคำวินิจฉัยออกแล้วเจอกัน” ในเวลา 16.00 น.
  • กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “คณะหลอมรวมประชาชน” นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิติธร ล้ำเหลือ นัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เวลา 17.00 น. ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลจะออกมาเช่นใด โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “หยุด 3 ป. หยุดรัฐประหาร นับหนึ่งประเทศไทย”
  • กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “รวมพลคนเสื้อแดงต่อต้านเผด็จการ” นำโดยนายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ หรือ “ไก่ บิ๊กแมน” และนางสุดสงวน สุธีสร อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีกระแสข่าวว่าจะจัดกิจกรรมในวันนี้ ได้แจ้งแนวร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้ติดตามฟังคำวินิจฉัยของศาลอยู่ที่บ้านใครบ้านมัน โดยไม่ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และนัดหมายจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน ในวันที่ 2 ต.ค.