รัฐบาลเผยเหตุปะทะชายแดน คนไทยเสียชีวิต 12 ราย ด้านกัมพูชาขอยูเอ็นเรียกประชุมคณะมนตรีความมั่นคงด่วน

กองทัพบกยังไม่สามารถประเมินได้ว่าปฏิบัติการที่ชายแดนไทย-กัมพูชาต้องใช้เวลากี่วัน หลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหาร 2 ฝ่ายในช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) โดยอ้างว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนที่ปราสาทตาเมือนธม ก่อนที่เหตุปะทะจะลุกลามไปหลายจุดตามแนวชายแดน รวม 4 จังหวัด และกองทัพไทยได้ "ใช้กำลังทางอากาศ โจมตีเป้าภาคพื้นดินหมายตามแผน"

ข้อมูลของทางการไทยเกี่ยวกับผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ยังไม่ตรงกัน โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในช่วงเย็นว่า มีผู้เสียชีวิต 11 ราย เป็นพลเรือน 10 ราย และทหาร 1 นาย และมีผู้บาดเจ็บ 28 ราย เป็นพลเรือน 24 ราย เป็นทหาร 4 นาย

ขณะที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข แถลงว่า มีคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ชายแดนรวม 12 ราย แบ่งเป็น ประชาชน 11 ราย และทหาร 1 นาย บาดเจ็บอย่างน้อย 30 ราย

รมว.สาธารณสุข เปิดเผยด้วยว่า กระทรวงได้สั่งให้โรงพยาบาลชายแดน 5 แห่งใน จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ อพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์โดยด่วน

เหตุปะทะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ก่อนขยายวงไปอีกหลายจุด

นอกเหนือจากการปะทะของทหารทั้ง 2 ฝ่าย ความรุนแรงยังขยายวงมาในพื้นที่พลเรือนของฝั่งไทย โดยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอีสานตอนล่างติดชายแดนกัมพูชาอย่างน้อย 4 จังหวัดใน 5 อำเภอ ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ (อ.กันทรลักษ์), จ.สุรินทร์ (อ.กาบเชิง, อ.พนมดงรัก), จ.บุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด) และ จ.อุบลราชธานี (อ.น้ำยืน) ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

พื้นที่ของพลเรือนในฝั่งไทยที่ถูกอาวุธโจมตี ได้แก่ บ้านเรือนประชาชน สถานีบริการน้ำมัน รวมไปถึงโรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยกองทัพภาคที่ 2 แสดงถึงความเสียหายร้านสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งจุดนี้เหตุโจมตีส่งผลให้มีประชาชนชาวไทยเสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย

ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายรายใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โพสต์ภาพและวิดีโอความเสียหายของบ้านเรือนที่ถูกจรวดตกใส่เสียหายทั้งหลัง

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) เปิดเผยว่า กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 และกำลังสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ยังคงยึดหลักปฏิบัติการตอบโต้ในลักษณะจำกัดวง ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก เคร่งครัดในกฎกติกา ตามหลักสากล เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเลือกเดินในทางตรงกันข้ามใช้อาวุธโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างไร้ความปราณี

โฆษก ทบ. ระบุว่าการกระทำของกัมพูชายังถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจนจากการใช้อาวุธหนักโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือน และสถานที่ทางประวัติศาสตร์

"การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สินพี่น้องประชาชนที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร"

เกิดอะไรขึ้นบริเวณปราสาทตาเมือนธม จุดปะทะจุดแรก

เอกสารข่าวจากกองทัพบก (ทบ.) ที่แจกจ่ายให้สื่อมวลชนเช้านี้ ระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 07.35 น. หน่วยเฉพาะกิจที่ดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือนรายงานว่า ได้ยินเสียงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของฝ่ายกัมพูชาบินวนอยู่บริเวณหน้าปราสาทตาเมือนธม แม้ไม่สามารถตรวจพบตัวอากาศยานได้ด้วยสายตา แต่สามารถได้ยินเสียงอย่างชัดเจน

กองทัพบกระบุ ต่อมาฝ่ายกัมพูชาได้นำอาวุธเข้าสู่ที่ตั้งบริเวณด้านหน้าแนวลวดหนาม และพบกำลังพลกัมพูชาจำนวน 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือรวมทั้งอาร์พีจี เดินเข้ามาใกล้แนวลวดหนามบริเวณด้านหน้าฐานปฏิบัติการของไทย ฝ่ายไทยได้ใช้การตะโกนเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและยกระดับสถานการณ์ โดยฝ่ายไทยเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ แต่ได้เกิดการเปิดฉากยิงของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาบริเวณตรงข้ามกับฐานฝั่งไทย

"เมื่อเวลาประมาณ 08.20 น. ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน ในระยะประมาณ 200 เมตร" เอกสารข่าวจาก ทบ. ระบุ

บริเวณที่ทหารฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงคือบริเวณตรงข้ามฐานหมูป่า ทางทิศตะวันออก ห่างจากปราสาทตาเมือนธมประมาณ 200 เมตร ซึ่งฝ่ายทหารไทยได้ยิงตอบโต้

อย่างไรก็ตามจุดปะทะแรกที่ปราสาทตาเมือนธม ปรากฏการให้ข้อมูลการเปิดการโจมตีที่ขัดแย้งกันของฝ่ายไทยและกัมพูชา

พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณแนวชายแดนในพื้นที่ จ.อุดรมีชัย (Oddar Meanchey) ของกัมพูชา โดยยืนยันว่า กองทัพไทยได้เปิดการยิงโจมตีกองทัพกัมพูชาก่อน

"กองทัพไทยได้เปิดการยิงโจมตีกองทัพกัมพูชาก่อน กองทัพกัมพูชาได้ใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเองในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของตนเอง"

ต่อมา พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แจ้งว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บ 2 นาย จากอาวุธยิงสนับสนุนในพื้นที่บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน จ.สุรินทร์

ขณะเดียวกัน กองทัพบกพบการปะทะเพิ่มเติมตลอดแนวพื้นที่ผามออีแดง ปราสาทเขาพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากใช้อาวุธทุกชนิด นอกจากนี้มีการใช้อาวุธจรวด BM21 จำนวน 2 นัด ยิงเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภายในศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 09.40 น. ส่งผลให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ทันทีเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

"กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตไทย" รองโฆษก ทบ. ระบุ

เทียบไทม์ไลน์ฝ่ายไทย-กัมพูชา เหตุปะทะใกล้ปราสาทตาเมือนธม

เหตุปะทะใกล้กับบริเวณปราสาทตาเมือนธมที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ มีการให้ข้อมูลที่ขัดกันระหว่างทางการไทยโดยกองทัพบก และทางการกัมพูชาซึ่งเปิดเผยโดยโฆษกกระทรวงกลาโหม นี่คือลำดับเวลาเปรียบเทียบที่ทั้งสองฝ่ายอ้าง

ข้อมูลจากฝ่ายไทย (กองทัพบก):

  • เวลา 07.35 น. วันพฤหัสบดี (24 ก.ค.) หน่วยเฉพาะกิจที่ดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือนรายงานว่า ได้ยินเสียงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของฝ่ายกัมพูชาบินวนอยู่บริเวณหน้าปราสาทตาเมือนธม แม้ไม่สามารถตรวจพบตัวอากาศยานได้ด้วยสายตา แต่สามารถได้ยินเสียงอย่างชัดเจน
  • ต่อมาฝ่ายกัมพูชาได้นำอาวุธเข้าสู่ที่ตั้งบริเวณด้านหน้าแนวลวดหนาม และพบกำลังพลกัมพูชาจำนวน 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือรวมทั้งอาร์พีจีเดินเข้ามาใกล้แนวลวดหนามบริเวณด้านหน้าฐานปฏิบัติการของไทย ฝ่ายไทยได้ใช้การตะโกนเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและยกระดับสถานการณ์ โดยฝ่ายไทยเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนเพื่อเตรียมรับสถานการณ์
  • เวลาประมาณ 08.20 น. ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน ในระยะประมาณ 200 เมตร

ข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชา (แถลงจากโฆษกกลาโหมกัมพูชา):

  • เวลาประมาณ 06.30 น. ทหารไทยเริ่มละเมิดข้อตกลงด้วยการเคลื่อนกำลังเข้าใกล้ปราสาท และล้อมลวดหนามรอบฐานของปราสาทดังกล่าว
  • เวลา 07.04 น. ทหารไทยปล่อยอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนขึ้นสู่ท้องฟ้า
  • เวลา 08.30 น. ทหารไทย "ยิงปืนขึ้นฟ้า"
  • เวลา 08.46 น. ทหารไทยเริ่มยิงใส่ทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาเมือนธม
  • เวลา 08.47 น. โฆษกกลาโหมกัมพูชาระบุว่า ทหารกัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากใช้สิทธิในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนจึงต่อต้านการบุกรุกของทหารไทยที่ละเมิดต่อดินแดนกัมพูชา

ไทย "ใช้กำลังทางอากาศ" โจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินของกัมพูชา

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) อนุมัติเครื่องบินเอฟ-16 จำนวน 6 ลำ สนับสนุนกองทัพบกปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเกิดการปะทะตลอดแนวชายแดนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ตามการยืนยันของรองโฆษกกองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เครื่องบินเอฟ-16 ของไทย ได้เริ่มยิงเป้าหมายทางทางทหารภาคพื้นดินในเวลา 10.58 น.

รองโฆษกกองทัพบก ระบุด้วยว่า เป้าหมายภาคพื้นดินที่กองทัพโจมตีคือกองบัญชาการกองพลน้อยสนับสนุนที่ 8 , 9 ของกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชายแดนไทย

"[เป็นการ] ใช้กำลังทางอากาศ โจมตีเป้าภาคพื้นดินหมายตามแผน" พ.อ.ริชฌา ระบุเมื่อเวลา 11.27 น.

ทั้งนี้ ตามการให้ข้อมูลของเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าบริเวณที่เครื่องบินเอฟ-16 เตรียมตอบโต้ คือใกล้กับพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ด้านความมั่นคง แถลงข่าวสถานการณ์ปะทะที่ชายแดนเมื่อ 12.05 น. ระบุว่า เหตุปะทะที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมในช่วงเช้าในเวลา 08.20 น. "ฝ่ายกัมพูชาเริ่มเปิดฉากยิงบริเวณตรงข้ามฐานหมูป่าทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้" จากนั้น สถานการณ์ได้ขยายพื้นที่ออกไปตามแนวชายแดนต่าง ๆ โดยเกิดการปะทะในอีก 6 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, ช่องบก, เขาพระวิหารบริเวณห้วยตามาเรีย-ภูมะเขือ, ช่องอานม้า และช่องจอม

โฆษก ศบ.ทก. ด้านความมั่นคง เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชาได้มีการใช้อาวุธหนัก เช่น BM-21 และปืนใหญ่ขนาด 122 มม. ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชนฝ่ายไทย รวมทั้งการสูญเสียชีวิตของประชาชนฝ่ายไทย และนอกจากบ้านเรือนประชาชนได้มีการโจมตีพื้นที่สาธารณะ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และข่าวล่าสุดก็ได้ทราบมาว่าได้ทำการโจมตีของโรงพยาบาลฝั่งไทยด้วยเช่นกัน

"ฝ่ายไทยได้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย แต่ก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3คน หนึ่งในจำนวนนั้น เป็นเด็กชายอายุ 5 ขวบ และมีผู้เสียชีวิต 1 คนในพื้นที่ชุมชนบริเวณชายแดน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์" พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าว

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเหตุปะทะมีการรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การเปิดเผยข้อมูลหลักมาจากเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรองโฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าเป็นเพจทางการของหน่วยทหารหน่วยนี้ โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยข้อมูลการโจมตีในแต่ละจุด ได้แก่

  • 11.54 น. โพสต์ข้อความระบุ กัมพูชาโจมตีโรงพยาบาลกัมพูชาโจมตีโรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ
  • 11.37 น. โพสต์ข้อความระบุ กระเช้าขึ้นภูมะเขือ ของทหารกัมพูชา ถูกทหารไทยทำลาย
  • 11.30 น. โพสต์คลิปเหตุการณ์ร้านสะดวกซื้อภายในสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งเกิดไฟลุกไหม้ โดยระบุว่า กระสุน BM-21 จากฝ่ายกัมพูชา ตกใส่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นักเรียนและประชาชนบาดเจ็บจำนวนมาก

ความเคลื่อนไหวของฝั่งไทย ยังรวมถึงการออกคำแนะนำต่อคนไทยจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 10.22 น. แนะนำให้คนไทยที่พำนักหรือพำนักชั่วคราวในประเทศกัมพูชาและไม่มีความจำเป็นเดินทางออกจากประเทศโดยเร็วที่สุด พร้อมขอความร่วมมือคนไทยงดการเดินทางมายังกัมพูชาในช่วงนี้หากไม่มีความจำเป็น

ในโพสต์ดังกล่าว ทางสถานทูตไทยฯ ชี้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา "ได้ยกระดับความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง" และ "มีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อและขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น"

เวลา 12.30 น. นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวกรณีเหตุปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชาบริเวณพื้นที่ชายแดนใน 4 ประเด็น ได้แก่ ประณามการกระทำของกองทัพกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ, ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ให้เอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศกลับประเทศตัวเอง, เรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงซ้ำ และเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ ยุติการโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลเรือน และยุติการละเมิดอธิปไตยของไทย

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวนายนิกรเดชเน้นย้ำว่า มาตรการทางการทูตที่ไทยมีต่อกัมพูชายังไม่ถึงขั้น "ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต" ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยาก เพราะหากตัดความสัมพันธ์ไปเลย ก็จะทำให้การเจรจาหาจุดร่วมหรือให้เกิดความสงบเป็นไปได้ยากขึ้น

"การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ช่องทางในการติดต่อ และ de-escalate หรือลดแรงกดดันที่มีอยู่ระหว่างสองฝ่ายจะถูกปิดประตูออกไป หรือทำให้การเจรจาหาจุดร่วม หรือให้มีสงบเกิดขึ้น เป็นไปได้ยากขึ้น ดังนั้นเรายังไม่ไปถึงจุดนั้น" นายนิกรเดช ระบุ

ทบ. สรุปพื้นที่มีคนไทยบาดเจ็บ-เสียชีวิต

เวลา 13.30 น. กองทัพบกสรุปตัวเลขความเสียหายตลอดครึ่งวันเช้า โดยได้รับรายงานเบื้องต้นจากส่วนราชการในพื้นที่ว่ามีพื้นที่พลเรือนตกเป็นเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา ทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย รวมถึงมีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตใน 4 จังหวัด แบ่งเป็นเสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บ 14 ราย ดังนี้

1. พื้นที่บริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย

2. พื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย (ในจำนวนนี้เป็นเด็กชายอายุ 8 ปี) และบาดเจ็บ 2 ราย

3. พื้นที่บ้านกุดเชียงมุน, บ้านจันลา, บ้านโพนทอง ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย

4. พื้นที่บ้านขี้เหล็ก ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ส่งผลให้บ้านเรือนและสัตว์เลี้ยงทางการเกษตรได้รับความเสียหาย

5. พื้นที่หมู่ 16 ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พบผู้บาดเจ็บ 1 ราย

6. พื้นที่บ้านหนองแรด ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย

7. พื้นที่บ้านนายบุญล่วม ทองวิเศษ หมู่ 9 ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย

ประเมินไม่ได้ว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ต้องใช้เวลากี่วัน

เวลา 17.30 น. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงสรุปสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเนื้อหาตอนหนึ่งระบุถึงการส่งเครื่องบิน F-16 โจมตีกัมพูชา 2 รอบว่า เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการการใช้อาวุธสนับสนุนระยะไกลโดยใช้อากาศยาน ถือว่ามีความแม่นยำ และไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายที่นอกเหนือจากแผนที่วางไว้ สิ่งที่ใช้เป็นไปตามเหตุผลและความจำเป็น และอยู่ในกรอบการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหาร

ส่วนการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการ และยังประเมินไม่ได้ว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ต้องใช้เวลากี่วัน เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง แต่ปรารถนาอยากให้จบลงรวดเร็วและสั้นที่สุด

รมช.กลาโหมลั่น "จะไม่อดทนแล้ว"

เหตุปะทะเช้านี้เกิดขึ้นหลังจากไทยลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชา โดยเรียกทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศไทย และส่งทูตกัมพูชากลับประเทศ หลังเย็นวันที่ 23 ก.ค. มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนแนวชายแดนของทั้งสองประเทศในพื้นที่ห้วยบอน ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

พร้อมกันนั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลไทยเห็นชอบตามที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เสนอยกระดับการตอบโต้กัมพูชาด้วยการปิดจุดด่านผ่านแดน 4 จุดตามจังหวัดชายแดน ได้แก่ ช่องอานม้า ช่องสะงำ ช่องจอม ช่องสายตะกู พร้อมปิดปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย โดยไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าเด็ดขาด

"ถ้าถึงขั้นนี้ก็คงไม่คุยกันแล้ว" พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังได้รับรายงานเหตุปะทะของทหาร 2 ประเทศช่วงเช้าวันนี้ และวิจารณ์ว่า "จากประสบการณ์ผม ทหารกัมพูชาค่อนข้างไม่มีวินัย และยั่วยุ แต่ทางฝ่ายผู้บังคับบัญชาบอกว่ายึดแนวทางสันติ เพราะฉะนั้นผมก็มอง 2 อย่างคือ ถ้าผู้บังคับบัญชาจริงใจ ไม่ดำเนินการสอบสวนความเป็นจริง หรืออีกอย่างคือรัฐบาลไม่จริงใจ"

รมช.กลาโหมกล่าวว่า จากเหตุการณ์เมื่อ 23 ก.ค. ได้หารือกับกองทัพ และตกลงใจมอบอำนาจให้ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการอำนวยการต่อไป ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม มาตรา 39

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.20 น. ของวันนี้ ทางฝ่ายไทยได้ไปวางลวดหนาม แล้วฝ่ายกัมพูชาก็ยิงกลับมา

รมช.กลาโหม ขอให้ประชาชนคนไทยมั่นใจว่ากองทัพไทยจะปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนได้เป็นอันขาด และต้องกราบขออภัยและให้กำลังใจประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบ

"ทางกองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปเราจะไม่อดทนแล้ว เพราะมันเป็นการปฎิบัติของทหารกัมพูชาที่เรารับไม่ได้ ฝากพี่น้องประชาชนให้กำลังใจกำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2" พล.อ.ณัฐพลกล่าว

อย่างไรก็ตาม รมช.กลาโหม บอกว่า จะยังไม่ใช้แผนจักรพงษ์ภูวนารถที่กองทัพบกแจ้งไปเมื่อ 23 ก.ค. "ใช้เมื่อสั่ง แผนนี้ก็ต้องมาพูดคุยกันก่อน แต่วันนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะเชิญ ผบ.เหล่าทัพมาหารือ"

ตั้ง ผบ.ทบ. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์

สำหรับการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม มาตรา 39 และดำเนินการตามแผนจักรพงษ์ภูวนารถ ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมโดย พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย สรุปใจความสำคัญได้ว่า

พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทางทหาร

  • ผบ.ทสส. สั่งการให้กองทัพบกใช้แผนจักรพงษ์ภูวนารถ ซึ่งเป็นแผนเผชิญเหตุตามแผนป้องกันประเทศฝั่งตะวันออก มีผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์
  • ผบ.ทบ. มีอำนาจในการบัญชาการและการใช้กำลังทางบก และร้องขอการสนับสนุนกำลังทางอากาศและทางเรือเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของกำลังทางบกตามแผนเผชิญเหตุ
  • การปฏิบัติการทางทหารมี 2 ขั้นคือ ขั้นปกติ ขั้นปฏิบัติการ
  • ปัจจุบันอยู่ในขั้นการปฏิบัติการ โดยใช้อาวุธยิงสนับสนุนของกองทัพภาคที่ 2 และการยิงสนับสนุนทางอากาศจากกองทัพอากาศ โดยมีเป้าหมายคือ ที่ตั้งกองกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาเพื่อระงับเหตุการณ์

"ไม่มีการใช้อาวุธต่อเป้าหมายฝ่ายพลเรือนกัมพูชาแต่อย่างใด ทั้งนี้หากไม่สามารถระงับสถานการณ์ความรุนแรงหรือการใช้กำลังของฝ่ายตรงข้าม กองทัพจะพิจารณายกระดับการใช้กำลังสู่ขั้นการป้องกันประเทศในระดับต่อไป" โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยแถลงเมื่อเวลา 15.30 น.

ภูมิธรรมประณามกัมพูชายิงใส่ไทยไร้เป้าหมาย

วันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย รักษาราชการนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก่อนแถลงไล่เลียงสถานการณ์ปะทะที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการยิงของกัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ยิงเข้ามาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลเรือน ทำให้มีพลเรือนไทยเสียชีวิต จึงขอประณาม เพราะเป็นการใช้กำลัง ไม่ได้ยึดในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม "สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การประกาศสงคราม เป็นเพียงการปะทะกัน"

รองนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้อำนาจทหารในการใช้มาตรการต่าง ๆ ตามความจำเป็น โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน อาจจะไม่มีเวลามารอขออนุญาตในการตัดสินใจ ก็ขอให้ดำเนินการไปตามขอบเขต และแจ้งให้รัฐบาลทราบโดยเร็ว ขณะเดียวกันพยายามควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ แต่ก็มีความระมัดระวังป้องกันชายแดนอย่างเต็มที่ โดยให้กระทรวงมหาดไทยอพยพคนออกจากพื้นที่ให้ไกลกว่า 50 กม. อยู่ในระยะที่ปลอดภัย ส่วนกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งปิดโรงเรียนตามแนวชายแดนในพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เช่นเดียวกระทรวงสาธารณสุขที่มีการเปลี่ยน รพ. อำเภอบริเวณชายแดนให้เป็น รพ.สนาม อพยพคนไข้ที่บาดเจ็บทั้งหมดกลับไปสู่แนวหลังอยู่ในจุดที่ปลอดภัย

นายภูมิธรรมปฏิเสธจะให้ข้อมูลความเสียหายของฝ่ายกัมพูชา โดยระบุว่าว่าขอไม่พูดเรื่องยุทธการ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกองทัพได้มีการขีดเส้นหรือไม่ว่าการปฏิบัติการจะยุติเมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างไร นายภูมิธรรมตอบว่า "ให้เหตุการณ์เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และมีข้อยุติที่เพียงพอ"

ทักษิณอ้าง "ฮุนเซนบัญชาการการยิงเข้ามาในเขตไทย"

ด้านความเคลื่อนไหวของ 2 พ่อลูกตระกูลชินวัตร หลังเกิดเหตุปะทะรุนแรงที่ชายแดน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกสั่งพักงาน ออกมายืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชาเริ่มยิงก่อน แต่ก็เหมือนเดิมเขาจะพูดว่าฝั่งเรายิงก่อน ซึ่งโลกสมัยนี้มีเครื่องมือมากมาย ส่วนตัวคิดว่าเรื่องเครดิตที่ทั่วโลกจะเชื่อถือกัมพูชาคงลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยชัดเจนแล้วว่าเขาเริ่มที่จะยิงมา

น.ส.แพทองธาร บอกด้วยว่า ได้พูดคุยกับนายภูมิธรรม พล.อ.ณัฐพล และกองทัพ ทราบว่าได้เตรียมความพร้อมแล้วที่จะดูแลประชาชน หากเทียบกับปี 2554 กองทัพไทยมีความพร้อมมากกว่า 2-3 เท่า และต้องขอส่งกำลังใจให้รัฐบาล กองทัพ เจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชน ขอให้ผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้โดยเร็วที่สุด ถ้ามีอะไรที่ช่วยได้ก็จะทำให้เต็มที่ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

จากนั้นเธอได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวระบุว่า ขอประณามกัมพูชาต่อการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย ตามข้อเท็จจริงว่าทางฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้อาวุธก่อน และมีการยิงในวิถีไกลเข้าสู่เขตแดนไทย ถือว่าเป็นการละเมิดหลักปฏิบัติสากลตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสิทธิมนุษชนและจริยธรรมอันดีอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

น.ส.แพทองธารบอกด้วยว่า ขอสนับสนุนทุกมาตรการตอบโต้ของรัฐบาล กองทัพ และกระทรวงการต่างประเทศภายใต้กรอบของกฎหมาย และหลักการสากล

เช่นเดียวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบิดาของนายกฯ สื่อสารผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ระบุว่า วันนี้ฮุนเซนได้บัญชาการการยิงเข้ามาในเขตไทยแต่เช้า โดยเป็นฝ่ายยิงก่อนหลังจากที่วางกับดักระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งถือว่าได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และจริยธรรมของการอยู่ร่วมกันฉันท์เพื่อนบ้านที่ดี จนมีทหารไทยได้รับบาดเจ็บขาขาดถึง 2 คน รวมถึงประชาชนได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

"ไทยเราได้ใช้ความอดทน อดกลั้น เดินตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและการทำหน้าที่เพื่อนบ้านที่ดีครบถ้วนแล้ว ต่อไปนี้ทหารไทยสามารถตอบโต้ตามแผนยุทธการ และกระทรวงการต่างประเทศสามารถกำหนดมาตรการต่าง ๆ ได้ด้วยความชอบธรรม" นายทักษิณระบุผ่านเอ็กซ์

กัมพูชาตอบโต้ว่าอย่างไร

ทางด้านความเคลื่อนไหวของกัมพูชา เช้านี้ (24 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 08.40 น. รัฐบาลกัมพูชาออกมาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยในระดับต่ำสุด (ระดับเลขานุการโท) เพื่อตอบโต้กรณีที่ทางการไทยเรียกทูตกลับ และให้ทูตกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ

คำสั่งดังกล่าวยังมีผลให้เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานในสถานเอกอัครราชทูตของกัมพูชาประจำประเทศไทย ต้องถอนตัวและเดินทางกลับกัมพูชา โดยห้วงเวลาเดียวกันนี้ยังกำหนดให้นักการทูตของไทยเดินทางออกจากกัมพูชาด้วย

แถลงการณ์สำนักงานคณะรัฐมนตรีของกัมพูชายังกล่าวต่อว่าการประกาศขับไล่นักการทูตไทยเกิดขึ้นหลังรัฐบาลไทยมีมาตรการตอบโต้ทางการทูตต่อกัมพูชา โดยนำเรื่องปมทุ่นระเบิด "มาเป็นข้ออ้าง"

"ข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริงเช่นนี้ของไทย ถูกมองว่าเป็นความพยายามของไทยที่จะโยนความผิดมาให้กัมพูชา เพื่อทำให้การตอบสนองทางการทูตดูไม่สมเหตุสมผล การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดเจตจำนงที่ดีในการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา และเลือกที่จะเผชิญหน้ากัน" แถลงการณ์ ระบุ

เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. เพจเฟซบุ๊กของสำนักโฆษกสำนักคณะรัฐมนตรีกัมพูชา (Office of the Council of ministers) เผยแพร่แถลงการณ์ของ พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา มีเนื้อความระบุว่า ได้เกิดการปะทะด้วยการยิงระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา บริเวณแนวชายแดนในพื้นที่ จ.อุดรมีชัย (Oddar Meanchey) ของกัมพูชา โดยยืนยันว่า กองทัพไทยได้เปิดการยิงโจมตีกองทัพกัมพูชาก่อน

"กองทัพไทยได้เปิดการยิงโจมตีกองทัพกัมพูชาก่อน กองทัพกัมพูชาได้ใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเองในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของตนเองในการต่อต้านการคุกคามจากกองทัพไทยที่ละเมิดบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา" แถลงการณ์ระบุ

ต่อมาหลังจากกองทัพไทยระบุถึงปฏิบัติการใช้เครื่องบินเอฟ-16 โจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินของกัมพูชา กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาระบุว่า เครื่องบินรบได้ทิ้งระเบิดสองลูกลงบนถนน และระบุว่า "ขอประณามการรุกรานทางทหารที่ประมาทและโหดร้ายของราชอาณาจักรไทยต่ออธิปไตยและความสมบูรณ์ของดินแดนของกัมพูชา"

นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ยังออกมาประณามไทยอย่างรุนแรง

"ขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ต่อการกระทำที่ไม่ยั้งคิดและมุ่งร้ายของไทย"

กัมพูชากล่าวว่า ทหารไทย "ได้เปิดการโจมตีโดยไม่มีการยั่วยุ [จากฝ่ายกัมพูชา] เป็นการโจมตีที่มีการวางแผนล่วงหน้าและจงใจต่อตำแหน่งของกัมพูชาตามพื้นที่ชายแดน" เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี

"การรุกรานทางทหารที่ไม่มีการยั่วยุก่อนเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงตามชายแดนที่เราร่วมกันเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการไม่เคารพในบรรทัดฐานทางภูมิภาคและภาระผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ" แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชากล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติการทำสงครามใด ๆ และหลีกเลี่ยงการยั่วยุเพิ่มเติม

นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังส่งจดหมายถึงนายอาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด ประธานคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เพื่อขอให้สหประชาชาติเปิดประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโดย "เร่งด่วน" เพื่อยับยั้งการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา

"พิจารณาจากการรุกรานที่ร้ายแรงโดยประเทศไทย ซึ่งได้คุกคามอย่างรุนแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ท่านจัดประชุมเร่งด่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อหยุดการรุกรานของประเทศไทย" เนื้อความในจดหมายจากนายกฯ กัมพูชาระบุ

คนไทยชายแดนเร่งอพยพ

สุเทียน ผิวจันทร์ ชายวัย 49 ปี ซึ่งอยู่ที่บ้านด่านกลาง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ผู้คนในพื้นที่เริ่มอพยพแล้ว รวมถึงครอบครัวของเขาด้วย ซึ่งเขากำลังพาครอบครัวอพยพไปที่ศูนย์อพยพ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

"หนักเลยครับ กำลังอพยพอยู่" สุเทียน กล่าว "ใส่กันตรงนั้นเลย ใส่กันตรงนั้น [ใกล้ชายแดนที่มีคน] ตอนนี้เด็ก ๆ ที่โรงเรียน ทุกคนกลัวกันมาก"

เมื่อถูกถามว่าเหตุการณ์นี้แย่กว่าครั้งก่อนหรือไม่ เขาตอบว่า "รอบนี้หนักไหม หนักครับ เพราะว่าไม่ได้ออกมาแค่ปืนเล็ก เอาของใหญ่มาเลย"

สรุปสถานการณ์และความเสียหายฝ่ายไทย-กัมพูชา 24 ก.ค.

ไทย

กองทัพบกไทยเปิดปฏิบัติการที่ชื่อว่า "ยุทธบดินทร์" ทั้งทางบกและอากาศตอบโต้กัมพูชา โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยผลการปฏิบัติการในพื้นที่ 10 จุด ณ เวลา 15.00 น. ดังนี้

  • ช่องบก จ.อุบลราชธานี - ทหารทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลัง
  • ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี - เครื่องบินเอฟ-16 ทิ้งระเบิดที่ตั้งกำลังพลกัมพูชา
  • พื้นที่ซำแต จ.ศรีสะเกษ - ใช้รถถังโจมตีเพื่อยึดพื้นที่
  • จุดตรวจการณ์ภูผี ตรงข้ามปราสาทโดนตวล จ.ศรีสะเกษ ใช้เครื่องบินเอฟ-16 บริเวณช่องตาเฒ่า
  • จุดตรวจการณ์เขาสัตตโสม จ.ศรีสะเกษ ทำลายรถถังกัมพูชา 2 คัน
  • เขาพระวิหาร วัดแก้วฯ จ.ศรีสะเกษ ใช้รถถังระดมยิง-ส่งทหารราบเข้ายึด
  • ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ทำลายกระเช้าส่งกำลังได้บางส่วน
  • ช่องจอม จ.สุรินทร์ ทหาร 2 ฝ่ายปะทะกัน
  • พื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ กัมพูชาวางกำลัง ฝ่ายไทยเข้าโจมตีระลอก 2
  • พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ไทยวางกำลัง กัมพูชาพยายามเข้าโจมตี

พื้นที่ผลกระทบต่อพลเรือน: 4 จังหวัด 6 อำเภอที่ชายแดน ได้แก่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์

ตัวเลขผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต: พลเรือนเสียชีวิต 11 ราย ทหารเสียชีวิต 1 นาย ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือนและทหารรวมอย่างน้อย 31 ราย ตามการเปิดเผยของ รมว.สาธารณสุข

พลเรือนที่ต้องอพยพ: ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา แต่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกรัฐบาลในฐานะ ศบ.ทก. ระบุว่า ณ เวลา 14.00 น. หลายอำเภอในจังหวัดชายแดนราษฎรรอพยพแล้วตั้งแต่ 30-100%

กัมพูชา

พื้นที่สู้รบ: 2 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.อุดรมีชัย และ จ.พระวิหาร โดยนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา เปิดเผยว่าทหารไทยเปิดการโจมตีต่อกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย ซึ่งกัมพูชาถือว่าอยู่ในพื้นที่ จ.อุดรมีชัย

ขณะที่สมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกฯ กัมพูชา โพสต์บนเฟซบุ๊กวันนี้ (24 ก.ค.) ว่าขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนและทุกพื้นที่ดำเนินกิจกรรมตามปกติ ยกเว้นพื้นที่ชายแดนใน จ.อุดรมีชัย และ จ.พระวิหาร "ซึ่งเป็นบริเวณที่ยังคงมีการยิงปืนใหญ่โจมตีอย่างต่อเนื่องโดยกองทัพไทยที่รุกราน"

สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์รายงานตรงกันว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้างว่าเครื่องบินเอฟ-16 ที่ไทยส่งมาโจมตีได้ทิ้งระเบิดจำนวน 2 ลูกลงบนถนนสายหนึ่งใกล้กับปราสาทพระวิหาร

ตัวเลขผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต: จากการตรวจสอบข้อมูลของเพจทางการกัมพูชา สื่อกัมพูชา และสื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าวเอพีไม่พบว่ามีการเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

พลเรือนที่ต้องอพยพ: พนมเปญโพสต์ รายงานว่าชาวกัมพูชาใน จ.อุดรมีชัย ซึ่งอยู่ชายแดนติดกับประเทศไทยประมาณ 5,000 คน ถูกอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยในระหว่างที่การปะทะที่ชายแดนยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง