บิทคอยน์ ETF คืออะไร ทำไมนักลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ถึงตื่นเต้นกับสิ่งนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังจากที่รอคอยกันมายาวนาน ในที่สุดสหรัฐฯ ก็ได้ตัดสินใจอนุญาตให้บริษัททางการเงินสามารถลงทุนในบิทคอยน์ได้อย่างเป็นทางการแล้ว
หลังจากนี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญ พอร์ตการลงทุนต่าง ๆ รวมถึงเหล่านักลงทุน จะสามารถซื้อ "กองทุนบิทคอยน์อีทีเอฟ" (Bitcoin ETFs) ได้แล้ว
มติไฟเขียวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการเริ่มต้นที่ผิดพลาดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลได้ประกาศการตัดสินใจออกมาก่อนโดยที่ "ไม่ได้รับอนุญาต"
มติอย่างเป็นทางการที่ออกมา ทำให้เหล่าสาวกคริปโตต่างแสดงความยินดี รวมถึงโพสต์มีมเกี่ยวกับการจะได้เป็นเศรษฐี
อีทีเอฟ (ETF) คืออะไร?
อีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF) คือพอร์ตการลงทุนที่อนุญาตให้นักลงทุนสามารถเดิมพันในสินทรัพย์หลาย ๆ ตัวได้ โดยไม่ต้องเข้าไปซื้อสินทรัพย์เหล่านั้นด้วยตัวเองโดยตรง
การซื้อขายอีทีเอฟจะเกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์เหมือนกับหุ้น โดยที่มูลค่าของอีทีเอฟจะขึ้นอยู่กับมูลค่าของพอร์ตโดยรวมแบบเรียลไทม์
กองทุนอีทีเอฟสามารถนำสินทรัพย์อย่างทองคำแท่งและเงินแท่งเข้ามาอยู่ในพอร์ตด้วยได้ หรือสินทรัพย์ที่ว่าอาจเป็นส่วนผสมของหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทประกันภัยชั้นนำก็ได้
ถึงแม้กองทุนอีทีเอฟบางกองทุนจะถือบิทคอยน์อยู่แล้วโดยอ้อม แต่กองทุนบิทคอยน์อีทีเอฟจะซื้อบิทคอยน์ได้โดยตรงและ "ทันที" ณ ราคาปัจจุบันของมันตลอดทั้งวัน
ทำไมผู้คนถึงตื่นตัวกับสิ่งนี้อย่างมาก
บริษัทด้านการลงทุนประมาณสิบแห่ง เช่น แบล็คร็อค (Blackrock) และ ฟิเดลลิตี (Fidelity) ได้เฝ้ารอมติไฟเขียวจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ มาเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อที่จะได้เริ่มต้นซื้อบิทคอยน์สำหรับกองทุนอีทีเอฟของตัวเอง
หลังจากที่มีการถกเถียงอยู่หลายสัปดาห์ ในที่สุดก็มีแถลงการณ์อนุญาตออกมาเป็นครั้งแรก
นี่หมายความว่า นักลงทุนกลุ่มใหม่ ๆ จะสามารถเข้าสู่โลกแห่งการเก็งกำไรบิทคอยน์ได้ โดยไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับการมีกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือวิธีการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล
มีการคาดการณ์ว่าจะมีเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไหลเข้ามาในตลาดบิทคอยน์ เมื่อบริษัทด้านการเงินเหล่านี้เริ่มซื้อเหรียญดิจิทัลดังกล่าว
มีนักวิเคราะห์บางส่วนบอกว่า ราคาของบิทคอยน์จะเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก เพราะกองทุนบิทคอยน์อีทีเอฟได้ถูกก่อตั้งในประเทศอื่นไปแล้ว ทว่า เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ได้เข้ามาสู่ตลาดนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็คาดหวังว่า มูลค่าของบิทคอยน์จะเพิ่มสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาของบิทคอยน์ก็ขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนเสมอมา
มันเคยพุ่งสูงขึ้นถึงเกือบ 70,000 ดอลลาร์เมื่อปี 2021 ก่อนที่จะร่วงมาอยู่ที่ 16,000 ดอลลาร์ในปี 2022
แต่เมื่อปี 2023 ราคาของบิทคอยน์ก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากความตื่นเต้นของนักลังทุนเกี่ยวกับการอนุมัติบิทคอยน์อีทีเอฟ และตอนนี้ราคาของบิทคอยน์ก็เพิ่มขึ้นเป็น 44,000 ดอลลาร์แล้ว
ตามข้อมูลจากแนวคิดที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เมื่อปี 2008 จากคนที่เรียกตัวเองว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ บิทคอยน์ถือเป็นเงินดิจิทัลสกุลแรก และยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าและชื่อเสียงมากที่สุดจนถึงวันนี้
ราคาของบิทคอยน์มักจะถูกมองว่าเป็นมาตรวัดสำหรับภาพรวมของอุตสหกรรมคริปโต ซึ่งมีเหรียญดิจิทัล โทเคน และสินค้าต่าง ๆ หลายพันตัวซึ่งถูกสร้างขึ้นมาบนเทคโนโลยีบล็อกเชนเหมือนกัน
นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า เมื่อมีเงินก้อนใหม่ไหลเข้ามาสู่ระบบนิเวศของคริปโตเคอร์เรนซี ก็จะทำให้เทคโนโลยีเกี่ยวกับคริปโตในภาพรวมได้รับความสนใจมากขึ้นด้วย
การตัดสินใจในครั้งนี้ จะส่งผลต่อการยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีมากน้อยแค่ไหน ?
มีบางคนกล่าวว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันที่เป็นทางการได้เริ่มยอมรับบิทคอยน์อย่างจริงจังแล้ว อย่างน้อย ๆ ก็ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร
สำหรับผู้ที่มองว่าบิทคอยน์เป็น "ทองคำดิจิทัล" มันจะมีอะไรที่ดีไปกว่าการได้รับการยืนยันจากสถาบันจัดการความมั่งคั่งยักษ์ใหญ่ ที่แห่กันมาซื้อบิทคอยน์ ภายใต้การกำกับของหน่วยงานกำกับดูแล
บางคนบอกว่า คริปโตเคอร์เรนซีคือการปฏิเสธระบบสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เพื่อนำไปสู่ระบบการเงินที่มีการกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง ดังนั้น การที่เหล่าวาณิชธนากรเข้าไปซื้อบิทคอยน์เพื่อที่จะร่ำรวยขึ้นในหน่วยเงินดอลลาร์ จึงแตกต่างไปจากแนวคิดของซาโตชิ นากาโมโตะ
แต่ถ้าพิจารณาจากความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในตอนนี้ คือความหวังว่าการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบจะช่วยให้นักลงทุนที่มีบิทคอยน์อยู่ในมืออยู่แล้วร่ำรวย
อะไรคือความเสี่ยงต่อนักลงทุนในอนาคต ?
ราคาของบิทคอยน์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และหลายครั้งก็เป็นไปโดยไม่มีคำเตือนหรือคำอธิบายใด ๆ
ดังนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักเมื่อพวกเขาเลือกที่จะลงทุนในกองทุนอีทีเอฟที่เชื่อมโยงกับเหรียญดิจิทัลนี้
อย่างไรก็ตาม กองทุนอีทีเอฟเองก็มักจะถูกขายในฐานะผลิตภัณฑ์การเงินที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูงอยู่แล้ว
อีกหนึ่งความเสี่ยงในอนาคตคืออาชญกรรมทางไซเบอร์
บิทคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เคยตกเป็นเป้าการโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่มาก่อน ในบางกรณี บริษัทคริปโตถูกดูดเหรียญดิจิทัลออกไปเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
และถ้าหากบริษัททางการเงินอย่างเช่นแบล็คร็อค ได้กลายเป็นผู้ถือครองบิทคอยน์รายใหญ่ ระบบป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์ของพวกเขาจะถูกทดสอบในรูปแบบที่พวกเขาไม่เคยเผชิญมาก่อน
ปัญหาอีกข้อคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
บิทคอยน์พึ่งพาพลังงานปริมาณมหาศาลของคอมพิวเตอร์จากทั่วโลก เพื่อประมวลผลการทำธุรกรรมและการสร้างเหรียญต่าง ๆ
การใช้พลังงานหมุนเวียนกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็จริง แต่ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า บริษัทด้านการลงทุนจะจัดการประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจากบิทคอยน์อย่างไร ในภาวะที่ผู้ซื้อกองทุนกังวลเกี่ยวกับการต้องทำตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือที่เรียกว่า อีเอสจี (ESG)











