You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จีนเที่ยวไทยจะกลับมาตามคาดหรือไม่ หลังรัฐบาลเศรษฐาเปิดวีซาฟรี
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้อนรับนักท่องเที่ยว ตามมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราหรือ “วีซาฟรี” วันแรก รับเที่ยวบินแรกจากจีน 341 คน พร้อมคาดการณ์นักท่องเที่ยวสองชาติเข้าไทย 3 ล้านคน ในช่วง 5 เดือน สร้างรายได้กว่า 1.4 แสนล้านบาท
"รับทราบว่ามีการบุกกิ้ง (จอง) เข้ามาเยอะมาก เข้ามาหลายสิบเท่าเลย" นายเศรษฐา ระบุ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 25 ก.ย.
"เราต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เมืองหลักอย่างเดียว แต่เราจะสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวเมืองรองมากขึ้น เพื่อทำให้ระยะเวลาอยู่ในไทยนานขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น"
นายเศรษฐา เป็นประธานให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เดินทางมาโดยสายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ เที่ยวบิน XJ 761 เส้นทางเซี่ยงไฮ้-สุวรรณภูมิ เที่ยวบินนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 341 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 306 คน และจากประเทศอื่นจำนวน 35 คน โดยมีนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมต้อนรับ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน และคาซัคสถาน ที่ท่าอากาศยานสำคัญอีก 3 แห่ง ได้แก่ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต
การปิดประเทศของจีนยาวนานกว่า 3 ปี ก่อนปลดล็อกให้ชาวจีนออกนอกประเทศได้เมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบทางการเงินต่อประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวทั่วโลก
รอยเตอร์รายงานไว้ว่า ก่อนมีโควิด นักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่ากว่า 255,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9.1 ล้านล้านบาทในปี 2562 ซึ่ง 60% เป็นการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์
ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย ในยุคก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 คนจีนเดินทางมาไทยกว่า 11 ล้านคน ต่างจากในปี 2565 ซึ่งจีนยังไม่เปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 2.7 แสนคน
มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าประเทศหรือ “วีซาฟรี” สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและคาซัคสถาน มีผลตั้งแต่ 25 ก.ย. 2566 ไปจนถึง 29 ก.พ. 2567
รัฐบาลนายเศรษฐา คาดการณ์ว่า วีซาฟรีจะกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนให้มาไทยจำนวน 4.01-4.4 ล้านคน ในปี 2566 และผลักดันรายได้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่เป้าหมาย 257,500 ล้านบาท
พร้อมคาดว่าในช่วง 5 เดือนที่มีมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศประมาณ 2.8 ล้านคน สร้างรายได้ 140,313 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการฟื้นตัว 62% เมื่อเทียบกับปี 2562
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่รัฐบาลประกาศล่าสุด เป็นตัวเลขที่ปรับลดลงจากช่วงต้นปี ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.พ. ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีน 7-8 ล้านคน
เป้าหมายที่รัฐบาล และหน่วยงานท่องเที่ยว ตั้งไว้จะเป็นไปตามคาดหรือไม่ บีบีซีไทยชวนดูสถิติที่น่าสนใจ และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีน ดังนี้
8 เดือนแรกปี 66 คนจีนเที่ยวไทย 2.2 ล้าน
เมื่อดูช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยกว่า 2.2 ล้านคนเท่านั้น จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยตั้งแต่ต้นปี รวม 17.8 ล้านคน
นั่นหมายความว่า หากใช้เลขคาดการณ์ล่าสุดของรัฐบาล ว่าจะมีคนจีนเที่ยวทั้งปี 4.1-4.4 ล้านคนในปี 2566 ซึ่งมีปัจจัยการออกมาตรการวีซาฟรีด้วยแล้ว ในช่วงกว่า 3 เดือนหลังจากนี้ ควรจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาอีกกว่า 2 ล้านคน
อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจของจีนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง อัตราว่างงานคนรุ่นใหม่พุ่งสูงทำสถิติใหม่ เม็ดเงินลงทุนต่างชาติลดต่ำ ภาคการส่งออกและค่าเงินหยวนตกต่ำ
และล่าสุด คือภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่ากำลังซื้อของชาวจีนจะไม่มีมากเท่าในอดีต
นักท่องเที่ยวต่างชาติยังมาไทยต่ำกว่าเป้า
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยแพร่บทวิเคราะห์จากธนาคารอาร์ เอช บี เบอร์ฮาด (RHB Bank Bhd) ธนาคารพาณิชย์ของมาเลเซีย เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาไทยในปีนี้ มีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นไปตามเป้า เพราะนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย "ต่ำกว่าคาดการณ์"
บาร์นาบัส กัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากธนาคารอาร์ เอช บี เบอร์ฮาด มองว่านักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยอาจต่ำกว่า 5 ล้านคน จากที่รัฐบาลไทยคาดการณ์ไว้อยู่ที่ประมาณ 7 ล้านคน เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง จะทำให้การท่องเที่ยวนอกประเทศของชาวจีนลดลง
นักวิเคราะห์จากธนาคารพาณิชย์มาเลเซีย อ้างอิงสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าไทยระหว่างวันที่ 1 ม.ค.- 25 มิ.ย. ซึ่งกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไทย ระบุว่ามีอยู่ 12.5 ล้านคน คิดเป็นตัวเลขการเข้ามาเที่ยวของชาวต่างชาติเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่เกือบ 2 ล้านคน (ระหว่าง ธ.ค. 2565-พ.ค. 2566) ดังนั้น เมื่อคิดเป็นตัวเลขเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปีนี้ จะมีต่างชาติที่มาเที่ยวไทยอยู่ที่ 26-28 ล้านคน
อย่างไรก็ดี นี่เป็นตัวเลขที่มากกว่าปีที่แล้วเพียงสองเท่าที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 11.2 ล้านคน ซึ่งยังห่างไกลจากสถิติช่วงก่อนโควิดในปี 2562 ที่มีต่างชาติทั่วโลกมาไทยถึง 40 ล้านคน โดย 1 ใน 4 เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน
"คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี อาจทำให้การคาดการณ์ของทางการผิดหวัง" นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ระบุ "การพยากรณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีที่สุดและเป็นกลาง เนื่องจากกระแสการท่องเที่ยวขาเข้าที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา"
ด้านนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุกับบลูมเบิร์กเมื่อเดือน มิ.ย. คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนที่จะมายังประเทศไทยน่าจะไม่ถึง 5 ล้านคน เนื่องจากปัญหาเรื่องวีซาและความกังวลด้านความปลอดภัยจากข่าวสารเรื่องชาวจีนถูกขู่กรรโชกทรัพย์ในหลาย ๆ กรณี
ครึ่งปีแรกคนจีนท่องเที่ยว ด้วยเงินในกระเป๋าที่น้อยกว่าเดิม
เมื่อเดือน พ.ค. รอยเตอร์รายงานว่า แม้ว่าคนจีนจะเริ่มท่องเที่ยวมากขึ้น แต่การใช้จ่ายเงินกับการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเหมือนเดิม
เพราะเมื่อดูจากตัวเลขการเดินทางในช่วงเทศกาลหยุดยาววันแรงงาน เมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา คนจีนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศกว่า 240 ล้านคน ปลายทางส่วนใหญ่เป็นสถานที่ในประเทศและใกล้เคียง อย่างนครเซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง
แม้ว่าจะเป็นตัวเลขการเดินทางที่มากกว่าช่วงก่อนโควิด แต่การใช้จ่ายนับว่าน้อยลง เพราะคนจีนจำนวนมากเลือกเที่ยวด้วยวิธีที่ "ถูกลง"
ท่ามกลางสถานการณ์ที่เที่ยวบินระหว่างประเทศขาดแคลน ทำให้ที่เที่ยวยอดนิยมในจีน ได้รับการตอบรับจากชาวจีนเพิ่มขึ้น อย่างเช่น มาเก๊า กำแพงเมืองจีน หรือดิสนีย์ในเซี่ยงไฮ้
ขณะที่ ทริป ดอทคอม ระบุว่า ตัวเลขการจองเที่ยวบินในประเทศเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 8 เท่า ซึ่งมากกว่าช่วงก่อนโควิด
ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวของชาวจีนไปยังต่างประเทศนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่แต่เดิมจะท่องเที่ยวในที่เที่ยวยอดนิยมในประเทศไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีปริมาณลดลง
รอยเตอร์ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เที่ยวบินขาออกระหว่างประเทศจากจีนในเดือน เม.ย. มีจำนวนเพียงกว่า 1 ใน 3 ของเดือน เม.ย. 2562 สายการบินหลักของจีน อย่าง แอร์ไชนา, ไชนาเซาท์เทิร์น และไชนาอีสเทิร์น ต้องต่อสู้กับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ค่าเงินหยวนอ่อนตัว และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
"แม้ว่าการท่องเที่ยวต่างประเทศจะดีขึ้น แต่การใช้จ่ายอาจไม่เป็นเช่นนั้น" รอยเตอร์ ระบุ
วิกฤตอสังหาฯ จีนกระทบไทย
ศูนย์กลางปัญหาทางเศรษฐกิจของจีนในเวลานี้ คือตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีขนาดคิดเป็น 1 ใน 3 ของความมั่งคั่งทั้งหมดของประเทศ
ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์จีนเฟื่องฟูขึ้น แต่เมื่อเกิดโควิดระบาด และจำนวนประชากรทั่วประเทศที่ลดลง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อโครงการพัฒนาอสังหาฯ ที่สร้างเพิ่มอย่างไม่หยุดหย่อน
รัฐบาลจีนที่หวั่นว่า จีนจะเกิดวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์แบบสหรัฐฯ ในปี 2008 จึงออกนโยบายจำกัดวงเงินกู้ที่บริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ สามารถกู้ยืมได้ และต่อมาไม่นาน บริษัทเหล่านี้ก็จมอยู่ในกองหนี้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ไม่สามารถจ่ายคืนได้
ผลที่เกิดคือ อุปสงค์การซื้อบ้านในตลาดจีนได้ลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วงหล่นลง กลายเป็นผลพวงทำให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านในจีน ที่เพิ่งหลุดพ้นจากข้อจำกัดเข้มงวดเพื่อควบคุมโควิดมานาน 3 ปี ยิ่งจนลงไปอีก
เมื่อราคาบ้านลดต่ำลง คนจีนก็จนลงมากขึ้น นั่นหมายความว่า การใช้จ่ายของชาวจีนหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิดก็ไม่คึกคักตาม เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อ ส่วนเศรษฐกิจก็ไม่ได้ฟื้นตัวตามคาด
“เคยมีความเชื่อกันว่า ชาวจีนจะใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่งหลังหมดนโยบายโควิดเป็นศูนย์ พวกเขาจะเดินทาง ไปเที่ยวปารีส ซื้อหอไอเฟล แต่ชาวจีนรู้ดีว่าเงินเก็บของพวกเขาลดต่ำลงจากราคาอสังหาฯ ที่ลดลง พวกเขาจึงตัดสินใจเก็บเงินที่มีอยู่ไว้และยังไม่ใช้จ่าย” อลิเซีย การ์เซีย-เฮอร์เรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จากบริษัทบริหารความมั่งคั่ง Natixis ระบุ
ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนนั้นได้ส่งผลกระทบต่อไทย
เมื่อเดือน ส.ค. นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์จีนมีขนาดใหญ่มาก และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 29% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีน จึงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจีนอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อตลาดแรงงาน ที่มีการจ้างงานในภาคก่อสร้างกว่า 62 ล้านตำแหน่ง กระทบต่อกำลังซื้อประชาชนและภาคค้าปลีก
สนค. วิเคราะห์ว่าผลกระทบที่เกิดกับไทย เกิดขึ้นใน 2 ด้าน ภาคการท่องเที่ยวและส่งออก
สำหรับภาคการท่องเที่ยว เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวกระทบต่อการบริโภคและการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีน ส่งผลต่อเนื่องมายังการท่องเที่ยวของไทย ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวจีน สัดส่วนมากถึง 28% ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาไทย
นอกจากนี้ ยังกระทบต่อการส่งออก เพราะกำลังซื้อของชาวจีนลดลง ต้องการซื้อสินค้าไทยลดลง โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย รวมทั้งการชะลอตัวของอสังหาริมทรัพย์ ทำให้การส่งออกสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง และเม็ดพลาสติก ลดลง ซึ่งจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย
จากตัวเลขที่เกิดขึ้นในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ต้องติดตามต่อว่า มาตรการวีซาฟรีจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนได้ตามคาดการณ์หรือไม่