เปิดเกณฑ์ “เงินดิจิทัลวอลเล็ต” หลังรัฐบาลเศรษฐาเล็งออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน แจกคนไทย

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน เตรียมเสนอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในช่วงต้นปีหน้า เพื่อแจกเป็นเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้แก่คนไทยรวม 50 ล้านคน เริ่มเดือน พ.ค. 2567

“วันนี้ คําตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดในการดําเนินนโยบายนี้ คือการออก พ.ร.บ. วงเงิน 500,000 ล้านบาท” นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดแถลงข่าวฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดให้สื่อมวลชนได้ซักถาม ช่วงบ่ายวันนี้ (10 พ.ย.)

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงิน จะเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีความโปร่งใสภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา พร้อมแสดงความมั่นใจว่า “ในที่สุดแล้วจะได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภา” และเป็นไปตามมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

การตัดสินใจใช้ “เงินกู้” เป็นแหล่งทุนในการดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เกิดขึ้นภายหลังนายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เป็นการด่วน ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 10.45 น. ก่อนประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต แม้ก่อนหน้านี้คนในรัฐบาลยืนยันหลายกรรมหลายวาระว่า “จะไม่กู้เงิน”

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะใช้แหล่งเงินกู้จากที่ใด ภายในหรือนอกประเทศ

นายเศรษฐากล่าวเพียงว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องของการใช้เงินคืน” รัฐบาลจะมีแผนจัดสรรเงินงบประมาณมาเพื่อจ่ายคืนเงินส่วนที่เป็นเงินกู้ตลอดระยะเวลา 4 ปี และย้ำว่า “ยังรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐทุกประการ”

พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ต้นตำรับนโยบายประชานิยม” ตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย (ทรท.) มาถึงพรรคพลังประชาชน (พปช.) และต่อเนื่องมาถึงพรรค พท. ถูกตั้งคำถามอย่างหนักต่อการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หลังเกิดข้อติดขัดทั้งทางกฎหมายและงบประมาณในการผลักดันนโยบาย “กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล” ตามที่หาเสียงเอาไว้

รัฐบาลนายเศรษฐาใช้เวลากว่า 2 เดือน ในการหาข้อสรุปเรื่องแหล่งเงินที่จะใช้ดำเนินการ แพลตฟอร์ม กลุ่มคนที่ได้อานิสงส์ หลักเกณฑ์ในการใช้จ่าย รวมถึงวันเริ่มต้นนโยบาย

“ผมขอบอกข่าวดีกับพี่น้องประชาชน โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ใช่เป็นแค่ความฝัน แต่กำลังเป็นความจริง รัฐบาลได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดในการกระตุ้นและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจมูลค่า 600,000 ล้านบาท ซึ่งจะอยู่ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 500,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชน 50 ล้านคน และอีก 100,000 ล้านบาท ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ” นายเศรษฐากล่าว

อย่างไรก็ตามสิ่งที่นายกฯ แถลง ยังต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย และมีมติของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนเป็นบทสรุปสุดท้าย

เทียบเกณฑ์เดิมช่วงหาเสียง vs คำประกาศหลักเกณฑ์ใหม่

บีบีซีไทยขอสรุปคำแถลงข่าวของนายกฯ เศรษฐา วันที่ 10 พ.ย. พร้อมเปรียบเทียบกับนโยบายที่พรรค พท. หาเสียงเอาไว้ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค.

1. วงเงินที่ใช้ดำเนินการ

เดิม: วงเงิน 560,000 ล้านบาท

ใหม่: วงเงิน 500,000 ล้านบาท และอีก 100,000 ล้านบาท ใช้ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ

2. แหล่งเงินที่ใช้ดำเนินการ

เดิม: แจ้ง กกต. ว่าจะใช้งบประมาณจาก 4 แหล่ง ได้แก่ 1. ประมาณการว่าปี 2567 รัฐจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 260,000 ล้านบาท 2. การจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจะเพิ่ม 100,000 ล้านบาท 3. การบริหารจัดการงบประมาณ 110,000 ล้านบาท และ 4. การบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน 90,000 ล้านบาท

ใหม่: ออก พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท

3. แพลตฟอร์ม

เดิม: ระบบบล็อกเชน

ใหม่: แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

4. ผู้ได้รับอานิสงส์

เดิม: คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน รวม 54.8 ล้านคน

ใหม่: คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน มีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รวม 50 ล้านคน

5. รัศมีการใช้จ่าย

เดิม: ภายใน 4 กม. จากที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

ใหม่: ภายในอำเภอ ตามที่อยู่ในบัตรประชาชน

6. ระยะเวลาในการใช้จ่าย

เดิม: 6 เดือนหลังจากเริ่มโครงการ โดยดำเนินการพร้อมกันทั้งประเทศ

ใหม่: 6 เดือนหลังจากเริ่มโครงการ และเงินที่ถูกใช้และเข้าไปอยู่ในระบบแล้ว จะสามารถใช้จับจ่ายต่อได้จนถึงเดือน เม.ย. 2570

7. วันเริ่มโครงการ

เดิม: นายกฯ ประกาศในครั้งแรกว่าจะเริ่ม 1 ก.พ. 2567 เพื่อให้ประชาชนกลับภูมิลำเนาไปใช้เงินดิจิทัลได้ช่วงสงกรานต์เดือน เม.ย. 2567

ใหม่: เดือน พ.ค. 2567

8. เงื่อนไขการใช้จ่าย

เดิม: ซื้อสินค้าได้ทุกประเภท แต่ไม่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อบายมุข และการใช้หนี้

ใหม่: ซื้อสินค้าได้ทุกประเภท แต่ไม่สามารถใช้กับบริการ, ซื้อสินค้าออนไลน์, ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ กัญชา กระท่อม, ซื้อบัตรกํานัล บัตรเงินสด ทองคํา เพชร พลอย อัญมณี, ชำระหนี้, จ่ายค่าเล่าเรียน, จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันและก๊าซ และไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้

9. เงื่อนไขของร้านค้า

เดิม: ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีสามารถนำเงินดิจิทัลไปแลกเป็นเงินบาทได้หลังจากนั้น

ใหม่: ใช้ได้กับทุกร้านค้า ไม่จํากัดแต่ร้านอยู่ในระบบภาษี ร้านค้ารถเข็น ร้านโชว์ห่วย ร้านค้าที่อยู่บนแอปฯ เป๋าตัง ใช้ได้หมด แต่ต้องมีการลงทะเบียนรับสิทธิ และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้นที่จะขึ้นเงินได้

“คนรวย”

การปรับเปลี่ยนกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ เป็นผลจากการที่รัฐบาลไม่อาจหาแหล่งเงินมาผลักดันนโยบายที่ต้องใช้เงินถึง “ครึ่งล้านล้านบาท” ได้ จึงมีข้อเสนอในชั้นคณะอนุกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ที่มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เป็นประธาน ให้ตัด “คนรวย” ออกไป โดยพิจารณาจากเกณฑ์รายได้และเงินฝาก ซึ่งข้อเสนอในชั้นอนุกรรมการฯ จำกัดรายได้ไว้ที่ไม่เกิน 25,000 บาท หรือไม่เกิน 50,000 บาท หรือให้เฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ทว่าข้อสรุปสุดท้ายของคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ จำกัดรายได้ไว้ที่ไม่เกิน 70,000 บาท

จากงบประมาณที่ต้องใช้ดำเนินการ 560,000 ล้านบาท จึงลดลงเหลือราว 500,000 ล้านบาท

นายกฯ ผู้เป็นอดีตนักธุรกิจหมื่นล้านชี้แจงว่า “ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทําให้จําเป็นต้องมีการปรับเงื่อนไขต่าง ๆ” โดยเป็นข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของประชาชน นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และอีกหลายหน่วยงาน

“ครอบครัวที่มีรายได้น้อยกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีรวม 500,000 บาท มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสําคัญ”

เขาย้ำว่า จุดประสงค์นโยบายนี้คือทําให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างทั่วถึงมากที่สุด โดยตัวเลขเงินฝาก 500,000 บาท มาจากการคํานวณว่าถ้าคนเงินเดือน 70,000 บาท มีแนวโน้มที่จะมีเงินเก็บไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท ทําให้ประเมินได้ว่าคนที่มีเงินเก็บ 500,000 บาท และคนที่มีเงินเดือน 70,000 บาท เป็นคนกลุ่มเดียวกัน

“ย้ำอีกครั้งนะครับ นี่ไม่ใช่การสงเคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้ แต่เป็นการเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาล ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ”

“ฝากนโยบายนี้ให้ประชาชนทุกคนร่วมกันใช้สิทธิด้วยความภาคภูมิใจ เพราะท่านเป็นผู้ร่วมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติของเรา” นายเศรษฐากล่าว

แอปฯ “เป๋าตัง”

เช่นเดียวกับการหวนกลับไปใช้แอปฯ เป๋าตัง แพลตฟอร์มการเงินที่คิดค้น-พัฒนา-ใช้อย่างกว้างขวางในโครงการของรัฐยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งที่แกนนำพรรค พท. เคยประกาศกร้าวว่า ต้องการทำให้ “ประชาชนทุกคนมีกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมาตรการทางการคลังในอนาคต” และทำให้ “ประเทศเข้าสู่ระบบการเงินรูปแบบใหม่ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน”

คำอธิบายของ “ขุนคลัง” คือ ระบบเป๋าตังมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว ซึ่งจะลดระยะเวลา ประหยัดงบประมาณ และลดความซ้ำซ้อนในการสร้างและดูแล รักษาระบบ อีกทั้งกระทรวงการคลังก็มีความคุ้นเคยในการกํากับดูแลและบริหารจัดการป้องกันการทุจริตต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามนายกฯ บอกว่า จะพัฒนาต่อยอดระบบเป๋าตังให้สามารถทํางานโดยมีบล็อกเชนอยู่ด้านหลังเป็นโครงสร้างพื้นฐาน

ปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนใช้แอปฯ เป๋าตัง 40 ล้านคน และมีร้านค้าในระบบกว่า 1.8 ล้านร้านค้า

นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า เงินดิจิทัลวอลเล็ตก้อนนี้ ไม่ได้มาจากการเสกเงิน สร้างเงิน พิมพ์เงิน หรือออกเหรียญผ่าน Initial Coin Offering พูดให้ชัด ๆ ว่า ไม่ได้มีการเขียนโปรแกรมสร้างเงินเหมือนคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ต่าง ๆ และไม่ได้นำเงินไปซื้อเหรียญมาแจก และนำไปเทรด แลกเปลี่ยน โอนให้กันและกัน เก็งกำไรไม่ได้ เงินตัวนี้จะมีที่มาจากเงินบาท และมีมูลค่าเป็นเงินบาทที่มีเงื่อนไขในการใช้งาน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสูงกว่าเงินอัดฉีดที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเงิน 1 บาทในโครงการนี้คือ 1 บาทในกระเป๋าเงินของทุกท่าน ที่สามารถใช้จ่ายได้ โครงการนี้ต้องมีการลงทะเบียนรับสิทธิทั้งร้านค้า และยืนยันรับสิทธิโดยประชาชน

คนพลาดสิทธิแจกเงินหมื่น ให้รอ e-Refund

นอกจากการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแล้ว รัฐบาลจะจัดสรรงบ 100,000 ล้านบาทในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถและส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยงบแสนล้านก้อนนี้จะมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นโยบายทั้งหมดนี้จะส่งผลดีต่อประเทศใน 2 ด้านคือ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในระยะสั้นโดยมีประชาชนทุกภาคส่วนเป็นกลไกที่สําคัญผ่านการบริโภคและการลงทุน และวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนําไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government)

สำหรับคนที่ไม่ได้รับสิทธิดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลจะออกโครงการ e-Refund 2 ให้คนไทยสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลจากการซื้อสินค้าและบริการ มูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567

ย้ำเศรษฐกิจโต 5%

แม้หลักเกณฑ์ของโครงการเปลี่ยนไป แต่นายกรัฐมนตรียืนยันว่า โครงการนี้จะก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดังเดิม และไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่ม จนก่อให้เกิดผลเสียต่อประชาชน

“การกู้เงินเพื่อมาใช้ในโครงการนี้ จะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ และโครงการนี้จะตามมาด้วยโครงการและมาตรการอื่น ๆ ที่จะนําไปสู่การ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% เฉลี่ยตลอด 4 ปี และทําให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเราลดลง หากเราไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะของเราจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ”

แต่ถึงกระนั้น ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่าพรรคแกนนำรัฐบาลจำเป็นต้องเข็นโครงการนี้ โดยถือเป็น “ไฟล์ตบังคับทางการเมือง” ที่ต้องทำให้ได้-ให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่หาเสียงเอาไว้

นายเศรษฐา ผู้ประกาศนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลบนเวทีหาเสียงของพรรค พท. และเป็นผู้แถลงข่าววันนี้กล่าวยืนยันว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน

ก่อนหน้านี้เมื่อ 6 ต.ค. อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์กว่า 100 คน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนนโยบายแจกเงินผ่านดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท แก่ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพราะมองว่า “ประโยชน์ที่ประเทศจะได้น้อยกว่าต้นทุนที่เสียไปอย่างมาก”

ขณะที่องค์กรอิสระอย่างน้อย 2 องค์กรคือ ผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ระหว่างศึกษาและแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ว่าขัดต่อต่อ พ.ร.บ.เงินตรา, พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่นเดียวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาโครงการดังกล่าวว่ามีข้อน่าห่วงใย หรือความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตหรือผลกระทบด้านเศรษฐกิจในระยะยาวหรือไม่