You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ดาวอินสตาแกรมบราซิลถูกจับคดีค้ามนุษย์ กักขังแฟนคลับให้เป็นทาส
- Author, ฮันนาห์ ไพรซ์
- Role, บีบีซี อาย อินเวสทิเกชันส์
เมื่อมีผู้แจ้งความว่าหญิงสาวชาวบราซิลสองคนหายตัวไปในเดือนกันยายน ปี 2022 ครอบครัวของพวกเธอและเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ ได้เร่งออกค้นหาอย่างร้อนรนไปทั่วประเทศ โดยในเบื้องต้นรู้เพียงว่า หญิงสาวทั้งสองอาศัยอยู่กับ “แคต ทอร์เรส” ไลฟ์โค้ชและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพคนดังในอินสตาแกรม
ล่าสุดศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกทอร์เรสเป็นเวลา 8 ปี เนื่องจากความผิดฐานค้ามนุษย์และกักขังบังคับบุคคลอื่นให้กลายเป็นทาส โดยนี่เป็นเพียงคำตัดสินสำหรับเหยื่อหนึ่งในสองรายเท่านั้น ซึ่งบีบีซีได้รับรายงานว่า กำลังมีการยื่นฟ้องเอาผิดทอร์เรสในสิ่งที่เธอกระทำกับหญิงสาวคนที่สองด้วย
ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนจำนวนมาก เพราะไม่มีใครคิดว่าอดีตนางแบบที่เคยร่วมวงสังสรรค์กับคนดังอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเคยขึ้นปกนิตยสารระดับโลก จะกลายเป็นคนที่ล่อลวงแฟนคลับผู้ติดตามให้ตกเป็นทาสยุคใหม่ และเหยื่อของการถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศได้
“เธอเป็นคนในแบบที่ดูเหมือนความหวังสำหรับฉัน” แอนา หญิงชาวบราซิลที่เคยตกไปอยู่ในแวดวงของทอร์เรส เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังถึงปฏิกิริยาตอบสนองของเธอ หลังได้เห็นบัญชีอินสตาแกรมของทอร์เรสเป็นครั้งแรกในปี 2017
แม้ว่าแอนาจะไม่ใช่หนึ่งในหญิงสาวสองคนที่เอฟบีไอกำลังตามหาตัว แต่เธอก็เคยตกเป็นเหยื่อของการบังคับข่มขู่จากทอร์เรส ทั้งยังเป็นพยานปากสำคัญที่อาจให้เบาะแสในการค้นหาและช่วยเหลือหญิงสองคนดังกล่าวได้
แอนาบอกว่าเธอมาจากชุมชนแออัดที่ยากจนแห่งหนึ่งของบราซิล และหลงใหลได้ปลื้มกับเส้นทางชีวิตที่น่าอัศจรรย์ของทอร์เรส ซึ่งถีบตัวจากเด็กสาวในสลัมมาสู่วงการนางแบบระดับอินเตอร์ จนมีโอกาสได้กระทบไหล่กับดาราฮอลลีวูดระดับสุดยอดหลายคน
“มันดูคล้ายกับว่า เธอสามารถก้าวข้ามบาดแผลจากความรุนแรง, การถูกล่วงละเมิด, และประสบการณ์สะเทือนใจทั้งหมดที่เคยเผชิญในวัยเด็กมาได้แล้ว” แอนากล่าวกับรายการบีบีซี อาย อินเวสทิเกชันส์ และบีบีซีนิวส์ บราซิล
ต่อมาในปี 2019 แอนาย้ายไปอยู่ที่นครนิวยอร์ก เพื่อทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้กับทอร์เรส โดยอาศัยอยู่กินกับนายจ้างแบบเต็มเวลา ตัวเธอเองในอดีตก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอ่อนแอมาก่อนเช่นกัน โดยต้องเผชิญกับความรุนแรงในวัยเด็ก ต้องอพยพโยกย้ายจากทางตอนใต้ของบราซิลมาอาศัยในสหรัฐฯ ตามลำพัง และเคยมีความสัมพันธ์กับคนรักที่ข่มเหงรังแกเธอด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ ทอร์เรสเพิ่งตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติชื่อ A Voz หรือ “เสียง” โดยอ้างว่าเธอสามารถทำนายอนาคตจากพลังทางจิตวิญญาณภายในตนเอง ทั้งยังได้ไปออกรายการทางสื่อที่มีชื่อเสียงของบราซิล เพื่อให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว
“เธอได้ขึ้นปกนิตยสารมากมาย แถมยังได้คบหากับคนดังอย่างลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ทุกสิ่งที่ฉันได้เห็นมันดูน่าเชื่อถือไปหมด” แอนายังบอกว่า เธอประทับใจกับแนวทางการปฏิบัติทางจิตวิญญาณของทอร์เรสเป็นพิเศษ แต่เธอไม่รู้เลยว่าเรื่องเล่าที่สร้างแรงบันดาลใจให้เธอนั้น มาจากคำโกหกและเรื่องปั้นแต่งที่กึ่งจริงกึ่งเท็จ
ลูเซอร์ ทเวอร์สกี อดีตเพื่อนร่วมห้องพักที่เคยเช่าอะพาร์ตเมนต์ร่วมกับทอร์เรสที่นครนิวยอร์ก บอกกับบีบีซีว่าเพื่อนในวงการฮอลลีวูดของทอร์เรส ชักนำให้เธอรู้จักกับยาหลอนประสาท “อายาวัสกา” (ayahuasca) หลังจากนั้นเธอกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เหมือนคนเดิมอีกเลย “นั่นคือตอนที่เธอเริ่มจะ...ถลำลึกเกินไปแล้ว” ทเวอร์สกีกล่าว
ทเวอร์สกียังบอกว่า เขาเชื่อว่าทอร์เรสเคยหารายได้จากการเป็น “เด็กเสี่ย” (sugar baby) หรือหญิงสาวที่ได้ค่าตอบแทนจากการเป็นคนรักของชายผู้ทรงอิทธิพลและร่ำรวย ซึ่งเขาเชื่อว่าเธอเอาเงินนั้นมาจ่ายค่าเช่าห้องอะพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน
ทเวอร์สกีเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ยาหลอนประสาทอายาวัสกาคือตัวการสำคัญที่เปลี่ยนทอร์เรสไปเป็นคนละคน โดยเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพของเธอซึ่งให้บริการพิเศษแก่ผู้สมัครเป็นสมาชิกด้วยนั้น ระบุว่าเธอสามารถจะบันดาล “ความรัก เงินทอง และความภาคภูมิใจในตนเองที่คุณใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด” ให้กับบรรดาลูกค้าได้ โดยนอกจากจะมีคลิปวิดีโอที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพ, การออกกำลังกาย, ความสัมพันธ์, ความสำเร็จทางธุรกิจ, และเรื่องทางจิตวิญญาณที่รวมถึงการสะกดจิตและการทำสมาธิด้วยแล้ว ผู้ที่จ่ายเงินเพิ่ม 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังสามารถเข้ารับบริการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวทางออนไลน์กับทอร์เรสได้ ซึ่งเธออ้างว่าบริการวิดีโอคอลดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้หมดทุกเรื่อง
“อะแมนดา” หญิงสาวจากกรุงบราซิเลียซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอดีตลูกค้าของทอร์เรส บอกว่าไลฟ์โค้ชผู้นี้ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ “ทุกข้อสงสัย ทุกคำถาม และทุกการตัดสินใจของฉัน จะต้องนำไปปรึกษาเธอก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อที่เราจะได้คิดตัดสินใจร่วมกัน”
แต่ดูเหมือนว่าคำแนะนำของทอร์เรสจะมีด้านมืดแอบแฝงอยู่ ทั้งแอนา, อะแมนดา, และอดีตแฟนคลับผู้ติดตามคนอื่น ๆ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาเริ่มรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยวจากครอบครัวและเพื่อนฝูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับเชื่อฟังและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะทำทุกสิ่งที่ทอร์เรสบอก
ตอนที่ทอร์เรสขอให้แอนาย้ายมาอยู่และทำงานกับเธอที่นครนิวยอร์กในปี 2019 แอนาตกลงอย่างไม่ลังเล แม้ในขณะนั้นเธอกำลังศึกษาด้านโภชนาการที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนครบอสตันอยู่ก็ตาม เพื่อที่จะย้ายมาทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของทอร์เรส แอนาเปลี่ยนมาเรียนหลักสูตรทางออนไลน์แทน โดยว่าที่นายจ้างบอกว่าจะให้ค่าแรง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน แลกกับการที่แอนาช่วยทำงานบ้าน, ดูแลสัตว์เลี้ยง, ทำความสะอาด, ทำอาหาร, และซักรีดเสื้อผ้า
แต่เมื่อแอนามาถึงอะพาร์ตเมนต์ของทอร์เรส เธอต้องตกตะลึงเพราะมันดูไม่เหมือนกับห้องของดาวอินสตาแกรม ที่รักษาภาพลักษณ์และแสดงตนอย่างสูงส่งต่อเหล่าผู้ติดตามเสมอเลยแม้แต่น้อย “ฉันช็อกไปเลย เพราะบ้านเธอรกรุงรังและสกปรกมาก แถมยังส่งกลิ่นเหม็นอีกด้วย”
แอนาบอกว่าทอร์เรสไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แม้แต่กับการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานอย่างการอาบน้ำ ซึ่งนั่นเป็นเพราะเธอไม่อาจจะทนใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียวได้ แอนาบอกว่าถูกทอร์เรสเรียกใช้ตลอดเวลา และยอมให้เธอนอนหลับพักผ่อนเพียงวันละสองสามชั่วโมงเท่านั้น โดยต้องนอนบนโซฟาที่เปรอะเปื้อนคราบฉี่แมว
เหลือเชื่อว่าไลฟ์โค้ชและดาวอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามกว่าล้านคน จะมีสภาพชีวิตจริงที่ไม่สวยงามเอาเสียเลย แอนาถูกใช้งานเยี่ยงทาสจนเหน็ดเหนื่อย ทำให้บางวันเธอจะแอบหลบไปอยู่ในห้องฟิตเนสของอะพาร์ตเมนต์ เพื่องีบหลับสักครู่แทนที่จะออกกำลังกายตามที่อ้างไว้กับนายจ้าง
“มาถึงตอนนี้ฉันตาสว่างแล้วว่าเธอหลอกฉันมาเป็นทาส ดูเหมือนเธอจะพออกพอใจกับการกระทำของตัวเองมาก” แอนากล่าว เธอยังบอกว่าไม่เคยได้รับเงินค่าแรงเลยสักครั้ง “ฉันรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ที่นี่ ติดอยู่ในวังวนแบบนี้โดยไม่มีทางออก ฉันว่าฉันคงเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์รายแรก ๆ ของเธอ”
ในตอนนั้นแอนาไม่มีทางหนีไปจากทอร์เรสได้ เพราะเธอคืนห้องในหอพักของมหาวิทยาลัยที่บอสตันไปแล้ว เธอจึงไม่มีที่ไป ทั้งยังไม่มีเงินพอจะเช่าห้องพักเองด้วย แต่เมื่อตัดสินใจจะเผชิญหน้าเพื่อทวงความเป็นธรรมจากทอร์เรส อีกฝ่ายกลับใช้ความรุนแรงกับเธอ ซึ่งทำให้บาดแผลในอดีตที่เคยเจอกับความรุนแรงในครอบครัว หวนกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง
แต่ในที่สุดหลังจากผ่านไปสามเดือน แอนาก็หลุดพ้นจากความเป็นทาส เพราะเธอโชคดีได้พบกับแฟนหนุ่มคนใหม่ ซึ่งเธอสามารถย้ายเข้าไปอยู่กับเขาได้
ทว่านั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดบทบาทของแอนาในชีวิตของทอร์เรส เพราะเมื่อเธอได้ข่าวครอบครัวของสองสาวชาวบราซิลแจ้งความคนหายในเดือนก.ย. ปี 2022 แอนาตัดสินใจทันทีว่าเธอจะต้องทำอะไรบางอย่าง
มาถึงตอนนั้นชื่อเสียงและความเฟื่องฟูทางธุรกิจของทอร์เรสก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว เธอแต่งงานกับ “แซ็ก” ชายหนุ่มวัย 21 ปีที่พบกันในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยทั้งสองเช่าบ้านขนาด 5 ห้องนอน ย่านชานเมืองออสตินในรัฐเทกซัสเป็นเรือนหอ
ทอร์เรสเริ่มมีพฤติกรรมซ้ำรอยเดิม โดยมุ่งเป้าล่อลวงแฟนคลับผู้ติดตามที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับเธอ เหมือนที่เคยทำกับแอนาอีกครั้ง ด้วยการหลอกให้เดินทางมาหาและเสแสร้งว่าจะจ้างมาทำงานด้วยกัน ทั้งยังสัญญาว่าจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ฝันไว้ ซึ่งในการพูดโน้มน้าวใจนี้ ทอร์เรสเน้นการใช้ข้อมูลลับส่วนบุคคลที่ผู้ติดตามเปิดเผยกับเธอ ระหว่างการให้คำปรึกษาปัญหาชีวิต
เดซิเฮ เฟรตัส หญิงชาวบราซิลที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี กับ เลชิเซีย ไมยา เพื่อนร่วมชาติอีกคนหนึ่ง คือสองหญิงสาวที่เอฟบีไอออกค้นหาทั่วสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. ปี 2022 ซึ่งเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าพวกเธอได้ถูกทอร์เรสล่อลวงไปเป็นทาส และถูกกักขังไว้ในบ้านที่เมืองออสตินพร้อมกับเหยื่ออีกรายหนึ่งชื่อ “ซอล” ที่หลบหนีออกมาได้ก่อน โดยทอร์เรสแนะนำตัวหญิงสาวทั้งสามทางสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็น “พี่น้องตระกูลแม่มด” ของเธอ
การตรวจสอบของบีบีซียังพบว่า มีหญิงสาวอีก 4 คน ที่เกือบจะถูกทอร์เรสหลอกไปเป็นทาสในบ้านหลังดังกล่าว แต่โชคดีที่พวกเธอถอนตัวทันเสียก่อน ในจำนวนนี้บางคนยังหวาดกลัว ไม่กล้าปรากฏตัวในสารคดีของบีบีซี เพราะอาจถูกตอบโต้ด้วยการกลั่นแกล้งทางออนไลน์และยังคงมีบาดแผลฝังใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่
เดซิเฮเปิดเผยหลังเป็นอิสระจากทอร์เรสว่า อดีตนายจ้างผู้โหดร้ายช่วยซื้อตั๋วเครื่องบินจากเยอรมนีมายังสหรัฐฯ ให้เธอ โดยเกลี้ยกล่อมว่าเธอมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางใจจากทอร์เรสอย่างใกล้ชิด ส่วนในกรณีของเลชิเชียซึ่งเริ่มรับคำปรึกษาปัญหาชีวิตจากทอร์เรสตั้งแต่อายุเพียง 14 ปีนั้น ไลฟ์โค้ชลวงโลกสั่งให้เธอมาสหรัฐฯ โดยสมัครเข้าร่วมโครงการออแพร์ (au-pair) ก่อน แล้วจึงค่อยลาออกมาอยู่กับเธอในภายหลัง
ส่วน “ซอล” ซึ่งเป็นสาวบราซิลที่ถูกหลอกอีกคน แต่หลบหนีออกมาได้ก่อนเดซิเฮและเลชิเซีย บอกว่าเธอตัดสินใจย้ายมาอยู่กับทอร์เรสหลังกลายเป็นคนไร้บ้าน โดยได้รับการว่าจ้างให้ช่วยดูดวงด้วยไพ่ทาโรต์และนำฝึกในชั้นเรียนโยคะ
ไม่นานหลังจากที่พวกเธอย้ายมาอยู่กับทอร์เรสที่รัฐเทกซัส อินฟลูเอนเซอร์คนดังก็เริ่มเผยธาตุแท้ โดยเดซิเฮเล่าว่า ทอร์เรสบังคับให้เธอไปทำงานในคลับท้องถิ่นเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้า ซึ่งหากเธอไม่ยินยอมตาม ทอร์เรสจะขู่ให้เธอชดใช้เงินทั้งหมดที่เป็นค่าเดินทาง, ค่าที่พัก, ค่าของใช้ส่วนตัว, รวมทั้งค่าประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ซึ่งทอร์เรสทำให้และออกเงินให้ล่วงหน้าไปก่อนนั้น
เดซิเฮซึ่งไม่มีเงินติดตัว ซ้ำยังเชื่ออย่างสนิทใจในตอนนั้นว่า ทอร์เรสมีพลังลึกลับของแม่มดที่สามารถสาปเธอได้ จำต้องก้มหน้ายอมไปทำงานที่น่าอายดังกล่าว ซึ่งต่อมาผู้จัดการคลับแห่งนั้นบอกกับบีบีซีว่า เธอต้องทำงานหนักวันละหลายชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์
ทั้งเดซิเฮและซอลบอกว่า ผู้หญิงทุกคนในบ้านของทอร์เรสที่เมืองออสติน ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด โดยพวกเธอถูกห้ามพูดคุยกันเอง และจะออกจากห้องพักไม่ได้เลยถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากทอร์เรส แม้แต่ในเวลาที่จะไปห้องน้ำก็ตาม พวกเธอยังถูกยึดเอารายได้จากการทำงานไปทั้งหมดด้วย
ซอลบอกกับบีบีซีว่า “มันยากที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ได้ เพราะเธอถือเงินของคุณอยู่” ส่วนเดซิเฮบอกว่า “มันน่ากลัวมาก ฉันคิดอยู่ตลอดว่าอาจมีอะไรเกิดขึ้นกับฉันก็ได้ เพราะเธอมีข้อมูลของฉันทั้งหมด เธอยึดหนังสือเดินทางและใบขับขี่ของฉันไว้ด้วย”
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดซอลตัดสินใจว่าจะต้องหาทางหนีให้ได้ หลังได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทอร์เรสกับลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเธอบอกให้ลูกค้าผู้นั้นไปทำงานเป็นโสเภณีในบราซิล “เพื่อรับการลงโทษ”
ต่อมาซอลหนีออกจากบ้านหลังนั้นสำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือของอดีตแฟนหนุ่ม แต่ทอร์เรสก็เริ่มลงเนื้อหาทางออนไลน์เกี่ยวกับปืนของสามีเธอบ่อยครั้งขึ้น เหมือนเป็นการขู่ให้หญิงสาวที่เหลืออยู่หวาดกลัวจนไม่กล้าหลบหนีไปอีก
เดซิเฮบอกว่าในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ทอร์เรสก็สั่งให้เธอออกจากงานเต้นระบำเปลื้องผ้า แล้วให้เปลี่ยนไปเป็นโสเภณีแทน เมื่อเธอปฏิเสธทอร์เรสจึงได้พา “ไปเที่ยว” สนามยิงปืนแห่งหนึ่งในวันต่อมา ทำให้เดซิเฮต้องยอมขายตัวเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ต่อมาเธอเขียนถึงประสบการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้น ลงในหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอว่า “คำถามต่าง ๆ วนเวียนมาหลอกหลอนอยู่ในหัว ฉันจะหยุดทำได้ทุกเมื่อที่ต้องการใช่ไหม ? ถ้าถุงยางแตกหรือขาดฉันจะติดโรคไหม ? ถ้าตำรวจปลอมตัวเป็นลูกค้ามาจับฉันล่ะ ? ถ้าเขาจะฆ่าฉัน ฉันจะทำยังไง ?”
หากทาสทางเพศของทอร์เรสทำรายได้ไม่ถึงเป้าที่เธอตั้งไว้ ซึ่งจู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นจาก 1,000 เป็น 3,000 ดอลลาร์ต่อวัน หญิงสาวจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าบ้านในวันนั้น และต้องนอนข้างถนนเพื่อเป็นการลงโทษ
เอกสารจากบัญชีธนาคารที่บีบีซีได้เห็น แสดงว่าเดซิเฮโอนเงินให้กับทอร์เรสกว่า 21,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ของปี 2022 แต่เธอก็ยังถูกบังคับให้มอบเงินสดเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากด้วย ทอร์เรสขู่ว่าจะแจ้งตำรวจจับเธอในข้อหาลักลอบค้าประเวณี ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของรัฐเทกซัส หากเธอยังไม่หยุดคร่ำครวญว่าต้องการจะเลิกทำงานนี้
สถานการณ์อันมืดมนของเดซิเฮและเลชิเซียเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง เมื่อครอบครัวและเพื่อนที่ติดต่อกับพวกเธอไม่ได้เป็นเวลานาน เข้าแจ้งความกับตำรวจในเดือน ก.ย. และเริ่มรณรงค์ทางสื่อสังคมออนไลน์เพื่อค้นหาพวกเธอเป็นการใหญ่ แต่ในตอนนั้นรูปลักษณ์ของพวกเธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผมสีน้ำตาลเข้มถูกย้อมเป็นสีบลอนด์ทองคล้ายกับทอร์เรส ซ้ำเบอร์โทรศัพท์ของญาติมิตรยังถูกปิดกั้นทั้งหมด
แอนาซึ่งเคยเผชิญประสบการณ์เลวร้ายดังกล่าวมาแล้ว รู้ได้ทันทีว่าทอร์เรสกักขังสองสาวเอาไว้อย่างแน่นอน เธอและอดีตผู้ติดตามคนอื่น ๆ ของทอร์เรส จึงติดต่อกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเอฟบีไอเพื่อให้เบาะแส โดยมุ่งหวังให้ทอร์เรสถูกจับกุมในครั้งนี้ให้จงได้ หลังจากที่แอนาและซอลเคยเข้าแจ้งความกับตำรวจเมื่อ 5 เดือนก่อนหน้านั้น แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่เลย
ต่อมามีการค้นพบข้อมูลรายละเอียดของบุคคลที่อาจเป็นเดซิเฮและเลชิเซีย บนเว็บไซต์ให้บริการเพื่อนเที่ยวและโสเภณี ทำให้สื่อมวลชนหันมาให้ความสนใจกับกรณีนี้อย่างมาก ทอร์เรสซึ่งตื่นตระหนกกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว ได้พาสองสาวขึ้นรถหนีไปรัฐเมนซึ่งอยู่ห่างออกไป 3,219 กิโลเมตร ทั้งยังลงคลิปวิดีโอในอินสตาแกรม โดยบังคับให้สองสาวออกมาปฏิเสธเรื่องที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว และขอให้ผู้คนหยุดตามหาพวกเธอได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม การลงคลิปวิดีโอเพื่อแก้ต่างดังกล่าว กลายเป็นเบาะแสสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสามารถติดตามข้อมูลการติดต่อบางอย่างได้ ซึ่งข้อมูลนี้เป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อทอร์เรสทางแอปพลิเคชันเฟซไทม์ โดยโทรเข้าไปในขณะที่ทอร์เรสยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ได้ยินเสียงของเธอหลุดออกมาก่อนว่า “เขาจะเริ่มถามคำถามพวกเธอแล้วนะ พวกนี้เป็นนักสืบเหลี่ยมจัด ระวังให้ดีด้วยล่ะ ฉันสาบานว่าจะเตะพวกเธอออกไปแน่ ๆ หากกล้าพูดอะไรออกมา ฉันจะร้องกรี๊ดเลย”
ต่อมาในเดือน พ.ค. ปี 2022 ตำรวจสามารถเกลี้ยกล่อมให้ทอร์เรสและสองสาว ยอมเดินทางมายังสำนักงานนายอำเภอที่เขตแฟรงคลินของรัฐเมน เพื่อเข้ารับการตรวจสอบสวัสดิภาพบุคคลด้วยตนเองได้สำเร็จ ซึ่งเดวิด ดาโวล เจ้าหน้าที่สืบสวนที่สอบปากคำพวกเธอในตอนนั้นบอกว่า เขาพบสัญญาณอันตรายในหลายจุดที่แจ้งเตือนว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ทั้งการหวาดระแวงเจ้าหน้าที่ตำรวจ, การแยกตัวโดดเดี่ยว, และลังเลที่จะพูดหากไม่ได้รับอนุญาตจากทอร์เรสเสียก่อน
เจ้าหน้าที่สืบสวนดาโวลบอกว่า “พวกค้ามนุษย์นั้นไม่เหมือนกับที่เราเห็นในหนังเสมอไป ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบแก๊งอาชญากรรมที่ลักพาตัวคนทุกครั้ง ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นใครสักคนที่เราไว้ใจมากกว่า”
ในที่สุดทั้งสองสาวได้รับการช่วยเหลือให้เป็นอิสระ และถูกส่งตัวกลับบราซิลโดยสวัสดิภาพในเดือน ธ.ค. ของปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่สืบสวนดาโวลยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันกรณีการค้ามนุษย์กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุตรงกันว่า มันคือหนึ่งในอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะแก๊งค้ามนุษย์ทั่วโลกทำรายได้รวมกันสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ดาโวลยังเชื่อว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลัก ที่ทำให้นักค้ามนุษย์สามารถค้นหาและล่อลวงเหยื่อได้ง่ายขึ้น
เมื่อเดือน เม.ย. ของปีนี้ บีบีซีได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสัมภาษณ์ทอร์เรสในเรือนจำของบราซิล ซึ่งเป็นการพูดคุยกับสื่อครั้งแรกหลังจากที่เธอถูกจับกุมตัว ในตอนนั้นทอร์เรสซึ่งกำลังรอการตัดสินโทษในความผิดที่กระทำต่อเดซิเฮ ออกมาพบผู้สื่อข่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งและมีรอยยิ้มบนใบหน้า เธอยังคงยืนกรานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่ได้บังคับให้สองสาวชาวบราซิลทำงานหรือขายตัวหารายได้ให้เธอ
“ตอนที่ฉันเห็นหลายคนขึ้นให้การต่อศาล พวกเขาโกหกเป็นไฟในหลายเรื่อง โกหกกันมากเสียจนฉันรู้สึกขำและหยุดหัวเราะไม่ได้” ทอร์เรสกล่าว “พวกเขาบอกว่าฉันเป็นผู้รู้จอมปลอม แต่ในเวลาเดียวกันก็บอกด้วยว่า ฉันเป็นบุคคลอันตรายต่อสังคม เพราะสามารถเปลี่ยนใจคนได้ด้วยคำพูดเท่านั้น”
เมื่อผู้สื่อข่าวบีบีซีซักถามในเรื่องหลักฐานที่ยืนยันความผิดของเธอ ทอร์เรสมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นและกล่าวหาว่าสื่อก็โกหกเช่นกัน “คุณเชื่อในทุกสิ่งที่คุณต้องการจะเชื่อ ถ้าฉันบอกว่าฉันคือพระเยซู คุณก็จะเห็นพระเยซู หรือคุณอาจจะเห็นปีศาจก็ได้ มันเป็นทางเลือกของคุณ...และมันก็เท่านั้น มันคือจิตใจของคุณเอง”
ก่อนกลับไปเข้าห้องขัง ทอร์เรสหันมาข่มขู่ทีมข่าวของบีบีซีว่า สุดท้ายแล้วทุกคนจะได้เห็นกันว่าเธอมีพลังจิตจริงหรือไม่ เธอยังชี้มาที่ตัวผู้สื่อข่าวพร้อมกับบอกว่า “ฉันไม่ชอบเธอ”
มีหญิงสาวมากกว่า 20 คน ที่ถูกทอร์เรสหลอกหรือบังคับกดขี่ข่มเหง หลายคนที่บีบีซีได้พูดคุยด้วย ยังคงต้องเข้ารับการบำบัดรักษาสภาพจิตใจ อย่างไรก็ตาม ทนายความของทอร์เรสบอกว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีของเธอต่อไป ในขณะที่ยังคงมีการสืบสวนคดีที่มีผู้ร้องเรียนทอร์เรสเพิ่มเติมในบราซิล
แอนาเชื่อว่าจะมีเหยื่อของทอร์เรสอีกมากมายหลายคนออกมาแสดงตัว และเธอต้องการให้ผู้คนมองการกระทำของทอร์เรสว่าเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง มากกว่าจะเป็นเพียงดรามาทางสื่อสังคมออนไลน์เรื่องหนึ่งเท่านั้น
ในหน้าสุดท้ายของหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอ เดซิเฮบอกว่า “ตอนนี้ฉันยังคงไม่หายดี ฉันได้ผ่านปีที่ท้าทาย ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบทางเพศ ถูกจองจำให้เป็นทาส ฉันหวังว่าเรื่องราวของตัวเองจะเป็นคำเตือนให้กับทุกคนได้”
Have you been affected by the issues raised in this story?