“อัล ฟาเยด: นักล่าแห่งแฮร์รอดส์” บีบีซีเปิดโปงอดีตเจ้าของห้างหรูข่มขืน-ล่วงละเมิดพนักงานหญิงกว่า 20 คน

โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด
    • Author, เคสซี คอร์นิช-เทรสเทรล, คีตัน สโตน, เอริกา กอร์นอลล์ และ ซาราห์ เบลล์
    • Role, บีบีซีนิวส์

คำเตือน: เรื่องนี้มีรายละเอียดที่อาจทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายใจ

อดีตพนักงานหญิง 5 คน ของห้างแฮร์รอดส์ ห้างสรรพสินค้าหรูชื่อดังกลางกรุงลอนดอนของอังกฤษ เปิดเผยว่า พวกเธอถูกนายโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด อดีตเจ้าของห้างมหาเศรษฐีชาวอียิปต์ข่มขืน ขณะที่พวกเธอทำงานอยู่ที่ห้างดังกล่าว

บีบีซีได้รับฟังคำให้การจากอดีตพนักงานหญิงมากกว่า 20 คน ที่กล่าวว่า มหาเศรษฐีผู้ล่วงลับเมื่อปีที่แล้วในวัย 94 ปี ได้ล่วงละเมิดทางเพศต่อพวกเธอ โดยในจำนวนนั้นมีระบุว่า ถูกข่มขืนด้วย

สารคดีและรายการทางพอดแคสต์ที่ชื่อว่า “อัล ฟาเยด: นักล่าแห่งแฮร์รอดส์” (Al-Fayed: Predator at Harrods) ได้รวบรวมหลักฐานที่เผยให้เห็นว่า ภายใต้อาณาจักรของนายอัล ฟาเยด ห้างแฮร์รอดส์ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการยื่นมือเข้าไปช่วย แต่กลับช่วยปกปิดข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดด้วย

เจ้าของปัจจุบันของห้างแฮร์รอดส์กล่าวว่า พวกเขารู้สึก “ตกใจอย่างยิ่ง” กับข้อกล่าวหาเหล่านี้ และชะตากรรมของเหยื่อที่ถูกทอดทิ้ง โดยห้างแฮร์รอดส์ได้กล่าวแสดงความขอโทษอย่างจริงใจสำหรับเรื่องนี้

“ความยุ่งเหยิงเกี่ยวกับการคอร์รัปชันและการละเมิดในบริษัทนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อและดำมืดอย่างมาก” นายบรูซ ดรัมมอนด์ ทนายความตัวแทนของผู้หญิงที่เป็นเหยื่อหลายคนระบุ

หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ, กรุงปารีส และแซงต์-โทรเปซ์ของฝรั่งเศส และกรุงอาบู ดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

"ฉันแสดงอย่างชัดเจนว่า ฉันไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ฉันไม่ได้ให้ความยินยอม ฉันแค่ต้องการให้มันจบลง" พนักงานหญิงรายหนึ่งที่ระบุว่าเธอถูกนายอัล ฟาเยด ข่มขืนที่อะพาร์ตเมนต์ของเธอที่ย่านพาร์คเลน ระบุ

ผู้หญิงอีกคนหนึ่งบอกว่า ตอนที่ถูกข่มขืนที่ที่พักย่านเมย์แฟร์ ตอนนั้นเธอยังเป็นวัยรุ่น

“โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด คือปีศาจ เป็นนักล่าทางเพศที่ไม่ได้รู้สึกทางศีลธรรมใด ๆ เลย” เธอกล่าว บอกว่า พนักงานทุกคนที่ห้างแฮร์รอดส์เป็นเพียง “ของเล่น” ของเขา

“พวกเราทุกคนกลัวมาก เขาได้บ่มเพาะความกลัวขึ้นมาอย่างจริงจัง ถ้าเขาบอกให้ ‘กระโดด’ พนักงานก็จะถามว่า [จะให้กระโดด] ‘สูงแค่ไหน’”

นายโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด เผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืนในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีระดับและความร้ายแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บีบีซีเชื่อว่า มีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่อาจถูกกระทำการละเมิดทางเพศ

นับตั้งแต่บทความของบีบีซีเผยแพร่ออกไป อดีตลูกจ้างของห้างแฮร์รอดส์หลายชีวิตได้ติดต่อบีบีซีมาและบอกว่ามหาเศรษฐีผู้ล่วงลับไปได้ล่วงละเมิดพวกเธออย่างไร

‘ฟาเยดผู้ชั่วช้า’

นายอัล ฟาเยด เริ่มต้นธุรกิจด้วยการขายน้ำอัดลมตามถนนในบ้านเกิด เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้แต่งงานกับน้องสาวของเศรษฐีพ่อค้าอาวุธชาวซาอุดีอาระเบีย ผู้ซึ่งช่วยให้เขาสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ๆ และสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเองขึ้นมา

เขาย้ายมายังสหราชอาณาจักรในปี 1974 และกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจากการเข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ในปี 1985 ในช่วงทศวรรษ 1990-2000 เขามักจะปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญในรายการสนทนาทางโทรทัศน์ที่ออกอากาศช่วงไพรม์ไทม์อยู่เสมอ รวมทั้งรายการบันเทิงต่าง ๆ

ในขณะเดียวกัน มหาเศรษฐีผู้ซึ่งสูญเสียลูกชาย “โดดี” จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ไปพร้อม ๆ กับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในปี 1997 ได้กลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนรุ่นใหม่ผ่านซีรีส์ทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “เดอะ คราวน์” ในสองซีซั่นล่าสุด

Princess Diana, pictured smiling in the 1980s, handing a glass trophy plate to Prince Charles, who has his back to the camera wearing a sports t shirt with a number two written on it. She has short blonde hair, a white blouse and chunky black belt. Mohamed Al Fayed is pictured at the right of the shot, smiling at them both, in the conversation, wearing a dark suit. A crowd of spectators are behind them.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด ได้พยายามสร้างความสัมพันธ์กับราชวงศ์เป็นเวลาหลายปี

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่บีบีซีได้พูดคุยกล่าวว่า ภาพของเขาที่ถูกฉายออกมาในซีรีส์ว่า เป็นคนที่ดูเป็นมิตรน่าคบหาและเข้าสังคม เป็นภาพลักษณ์ที่ห่างไกลจากความเป็นจริง

“เขาเป็นคนชั่วร้ายเลวทราม” หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า โซเฟีย กล่าว เธอเคยทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขาในช่วงระหว่างปี 1988-1991 และเธอยังบอกว่า เขาพยายามจะข่มขืนเธอมากกว่าหนึ่งครั้ง

“มันทำให้ฉันรู้สึกโกรธ ผู้คนไม่ควรจดจำเขาในแบบนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็นเลย”

ผู้หญิงบางคนยอมสละสิทธิ์หรือสละสิทธิ์บางส่วนในการไม่เปิดเผยชื่อในการถ่ายทำในสารคดีชุดนี้ และบีบีซีเห็นชอบที่จะสงวนนามสกุลของพวกเธอ ขณะที่ผู้หญิงบางส่วนเลือกที่จะไม่เปิดเผยชื่อ ด้วยคำให้การทั้งหมดของเธอได้เปิดเผยถึงรูปแบบของพฤติกรรมล่าเหยื่อทางเพศและการล่วงละเมิดทางเพศของนายฟาเยด

อดีตพนักงานห้างแฮร์รอดส์ทั้งชายและหญิง บอกกับบีบีซีว่า อดีตเจ้าของห้างแฮร์รอดส์จะเดินชมพื้นที่ขายสินค้าขนาดใหญ่ของห้างเป็นประจำ และมักจะเลือกพนักงานหญิงสาวที่เขารู้สึกว่าน่าสนใจ ซึ่งพนักงานหญิงเหล่านั้นจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ทำงานในสำนักงานของเขาชั้นบน

การล่วงละเมิดเหยื่อจะเกิดขึ้นในสำนักงานของแฮร์รอดส์ ในอะพาร์ตเมนต์ของฟาเยดในกรุงลอนดอน หรือในระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งบ่อยครั้งก็เกิดขึ้นที่โรงแรมริทซ์ในกรุงปารีส ซึ่งเขาเป็นเจ้าของ หรือไม่ก็วิลลา วินด์เซอร์ อสังหาของเขาที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

สำหรับเหตุที่เกิดที่ห้างแฮร์รอดส์ อดีตพนักงานของห้างบอกกับเราว่า เป็นที่ชัดเจนมากว่ามีอะไรเกิดขึ้น

“พวกเราทุกคนต่างมองพวกเรากันเองทีละคนเดินผ่านประตูนั้นเข้าไป แล้วก็คิดว่า ‘เด็กผู้หญิงที่น่าสงสาร วันนี้ถึงตาเธอแล้ว’ และรู้สึกไม่มีพลังอำนาจเลยที่จะหยุดมัน” อลิซ (นามสมมติ) เล่าย้อนความจำ

‘เขาข่มขืนฉัน’

เรเชล (นามสมมติ) ทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้กับนายอัล ฟาเยดที่ห้างแฮร์รอดส์ในช่วงทศวรรษ 1990

ในค่ำคืนหนึ่งหลังจากเลิกงาน เธอเล่าว่า เธอได้รับสารโทรศัพท์เรียกให้ไปที่อะพาร์ตเมนต์สุดหรูของเขา ซึ่งตั้งอยู่บนตึกขนาดใหญ่บนถนนพาร์คเลนที่สามารถมองเห็นสวนสาธารณะไฮด์ปาร์กของกรุงลอนดอน ตึกแห่งนั้นมีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแล และเป็นสำนักงานที่มีพนักงานของแฮร์รอดส์ประจำอยู่

เรเชลเล่าว่า นายอัลฟาเยดบอกให้เธอนั่งลงบนเตียงของเขา หลังจากนั้นเขาได้วางมือลงบนขาของเธอ โดยแสดงออกอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เขาต้องการ

“ฉันจำความรู้สึกที่ร่างของเขาอยู่บนตัวฉันได้ น้ำหนักของเขา แค่ได้ยินเขาทำเสียงพวกนั้น และ... แค่พยายามนึกถึงสิ่งอื่น”

“เขาข่มขืนฉัน”

บีบีซีได้พูดคุยกับผู้หญิงอีก 13 คนที่บอกว่า นายอัล ฟาเยด ล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอที่อะพาร์ตเมนต์เลขที่ 60 ถนนพาร์คเลน ในจำนวนนี้ 4 คน รวมถึงเรเชล บอกว่าพวกเธอถูกข่มขืน

โซเฟีย ซึ่งเปิดเผยว่าเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า มันเป็นฝันร้ายที่หลีกหนีไม่ได้

“ฉันไม่สามารถออกไปได้ ฉันไม่มีบ้าน [ครอบครัว] ให้กลับไป ฉันต้องจ่ายค่าเช่า” เธอกล่าว “ฉันรู้ว่า ต้องผ่านเรื่องนี้ไป และฉันไม่อยากทำ มันน่ากลัว และฉันรู้สึกสับสนไปหมด”

คำบรรยายวิดีโอ, ชมวิดีโอ: “ทุกอย่างถูกทำลายต่อหน้าเรา… เทป… ข้อความเสียงที่น่ารังเกียจ” เจมมาระบุ

เจมมา พนักงานหญิงซึ่งเคยทำงานเป็นหนึ่งในผู้ช่วยส่วนตัวของนายอัล ฟาเยดในช่วงปี 2007-2009 บอกว่า พฤติกรรมของเขายิ่งน่ากลัวขึ้นระหว่างที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ

เธอเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมาถึงจุดสูงสุดด้วยการที่เธอถูกข่มขืนที่วิลลา วินด์เซอร์ ในอุทยานบัวส์ เดอ บูโลญ ในกรุงปารีส ซึ่งเคยเป็นที่ประทับกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 และวอลลิส ซิมป์สัน ดัชเชสแห่งวินเซอร์ หลังพระองค์ทรงสละราชสมบัติ

เจมมาเล่าว่า เธอตื่นขึ้นมาอย่างตกใจในห้องนอนของเธอ หลังจากพบว่า นายอัลฟาเยดยืนอยู่ที่ข้างเตียงของเธอในชุดคลุมยาวผ้าไหม ก่อนที่จะพยายามขึ้นมาบนเตียงที่เธอนอนอยู่

“ฉันบอกเขาว่า ‘ไม่ ฉันไม่ให้คุณขึ้นมา’ แล้วเขาก็ยังคืบเข้ามาเรื่อย ๆ เพื่อที่จะขึ้นมาบนเตียง และจังหวะหนึ่งเขาเหมือนกับโถมร่างมาบนตัวฉัน และ [ฉัน] ขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย”

“ฉันก้มหน้าลงไปกับเตียง แล้วเขาก็กดตัวเขาลงมาที่ตัวฉัน”

เธอบอกว่า หลังจากนายอัล ฟาเยด ข่มขืนเธอ เธอร้องไห้ขณะที่เขากำลังตื่นขึ้นมา และบอกเธออย่างเกรี้ยวกราดให้ไปอาบน้ำด้วยเดทตอล

“มันชัดเจนว่า เขาต้องการให้ฉันลบทุกร่องรอยที่แสดงว่าเขาอยู่ใกล้ตัวฉันออกไป” เธออธิบาย

ผู้หญิงจำนวน 8 คน ยังบอกกับบีบีซีด้วยว่า พวกเธอถูกนายอัล ฟาเยดล่วงละเมิดทางเพศที่บ้านของเขาในกรุงปารีส โดยเหยื่อทั้งสิ้น 5 คน บรรยายว่า การล่วงละเมิดดังกล่าว เป็นความพยายามที่จะข่มขืนพวกเธอ

‘ความลับที่เปิดเผย’

“ผมรู้เรื่องราวการล่วงละเมิดพนักงานหญิง ก็ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่บนชั้นแผนกร้านค้า” โทนี ลีมมิง ผู้จัดการห้างแฮร์รอดส์ ซึ่งเคยทำงานอยู่ในช่วงปี 1994-2004 กล่าว “มันไม่ได้เป็นเรื่องที่เป็นความลับ” เขาเล่าย้อนให้ฟัง แต่เขาบอกว่าไม่ทราบเรื่องราวที่ถูกกล่าวหาร้ายแรงกว่าการล่วงละเมิดหรือการข่มขืนเหล่านี้

“และผมคิดว่า ถ้าผมรู้ ทุกคนก็ต้องรู้ ใครก็ตามที่บอกว่า พวกเขาไม่รู้ นั่นคือพวกเขากำลังโกหก ผมขอโทษด้วย ณ จุดนี้”

คำให้การของนายลีมมิง ได้รับการยืนยันโดยอดีตพนักงานรักษาความปลอดภัยของนายอัลฟาเยดหลายคน

“เรารู้ว่าเขามีความสนใจอย่างมากต่อหญิงสาวหลายคน” เอมอน คอยล์ พนักงานแฮร์รอดส์ที่เริ่มเข้ามาทำงานในปี 1979 ในตำแหน่งนักสืบของห้าง และกลายเป็นรองผู้อำนวยการแผนกความปลอดภัยตั้งแต่ช่วงปี 1989-1995 ระบุ

ทางด้านสตีฟ ซึ่งไม่ต้องการให้เปิดเผยนามสกุล ผู้ที่เคยทำงานกับมหาเศรษฐีอัลฟาเยดในช่วงปี 1994-1995 บอกว่า ทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย “ต่างรู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับลูกจ้างหญิงหลายคนที่แฮร์รอดส์และอะพาร์ตเมนต์ที่พาร์คเลน”

ผู้หญิงหลายคนบอกบีบีซีด้วยว่า เมื่อพวกเธอเริ่มทำงานให้กับนายอัล ฟาเยดโดยตรง พวกเธอจะได้รับการตรวจร่างกาย รวมถึงการทดสอบสุขภาพทางเพศแบบล่วงล้ำ ที่ดำเนินการโดยแพทย์

ผู้หญิงเหล่านี้บอกเราว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอว่าเป็นสิทธิประโยชน์พิเศษ แต่พวกเธอหลายคนไม่เห็นแม้กระทั่งผลตรวจ แต่มันกลับถูกส่งไปให้ฟาเยด

“มันไม่มีประโยชน์ใด ๆ ที่จะให้ใครรู้เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศของฉัน ยกเว้นว่า คุณวางแผนที่จะนอนกับใครสักคน ซึ่งตอนนี้ฉันรู้สึกว่าน่าขนลุกมาก” แคทเธอลีน ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยผู้บริหารในปี 2005 กล่าว

'วัฒนธรรมแห่งความกลัว'

ผู้หญิงทั้งหมดที่เราได้สัมภาษณ์ ต่างบอกว่าพวกเธอรู้สึกว่า ถูกข่มขู่ในที่ทำงาน ซึ่งยิ่งทำให้ยากสำหรับพวกเธอที่จะเปิดเผยเรื่องราวนี้ออกมา

ซาราห์ (นามสมมติ) อธิบายว่า “ทั่วทั้งห้างเต็มไปด้วยบรรยากาศและวัฒนธรรมแห่งความกลัวอย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับล่างสุดของระดับล่าง จนถึงพนักงานที่อาวุโสมากที่สุด”

คนอื่น ๆ ยังให้สัมภาษณ์กับเราว่า พวกเขาเชื่อด้วยว่า โทรศัพท์หลายเครื่องในแฮร์รอดส์ถูกดักฟัง และพวกผู้หญิงก็กลัวการพูดคุยกันเรื่องที่นายอัล ฟาเยด ล่วงละเมิดพนักงานหญิง และกลัวว่าจะถูกถ่ายวิดีโอด้วยกล้องแอบถ่าย

เอมอน คอยล์ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยยืนยันเรื่องดังกล่าว เขาอธิบายว่า งานส่วนหนึ่งของเขาคือ การฟังเทปการสนทนาที่ถูกบันทึกไว้ ขณะที่กล้องที่สามารถบันทึกภาพได้ยังถูกติดตั้งไปทั่วทั้งห้าง รวมถึงในห้องทำงานของผู้บริหารด้วย

“เขา [ฟาเยด] ได้ดักฟังทุกคนที่เขาต้องการดักฟัง”

ห้างแฮร์รอดส์ ชี้แจงในแถลงการณ์ที่ส่งให้กับบีบีซีว่า นี่เป็นการกระทำของบุคคล ‘ที่มีเจตนาใช้อำนาจของเขาโดยละเมิด’ ซึ่งแฮร์รอดส์ได้ประณามอย่างรุนแรง

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า “ห้างแฮร์รอดส์ในปัจจุบันเป็นองค์กรที่มีความแตกต่างอย่างมากจากในยุคที่นายอัล ฟาเยด เป็นเจ้าของในช่วงปี 1985-2010 และเป็นองค์กรที่การมุ่งเน้นสวัสดิภาพของพนักงานเป็นหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ”

Picture of Harrods taken in the dark. It has seven floors and many windows, with white bulbs outlining the edges. The large shop windows on the ground floor have dark green awnings.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าของใหม่ของห้างแฮร์รอดส์ เริ่มจ่ายค่าเสียหายให้กับเหยื่อของนายอัล ฟาเยดในปี 2023

ก่อนหน้านี้ ผู้หญิงหลายคนเคยพยายามเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวของนายอัล ฟาเยดก่อนที่เขาจะเสียชีวิต กรณีที่โด่งดัง ได้แก่ บทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสารแวนิตี แฟร์ ในปี 1995 ซึ่งกล่าวหาว่าเขาเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ มีพฤติกรรมสอดส่องพนักงาน และพฤติกรรมประพฤติผิดทางเพศ ซึ่งนำมาสู่การฟ้องหมิ่นประมาทของนายอัล ฟาเยดต่อนิตยสารฉบับดังกล่าว

แต่ต่อมา มหาเศรษฐีรายนี้ได้ยุติการดำเนินคดีต่อแวนิตี แฟร์ ด้วยเงื่อนไขที่ว่า หลักฐานเพิ่มเติมต่าง ๆ ที่นิตยสารรวบรวมมาได้เพื่อนำขึ้นสู่การพิจารณาคดีนั้นต้องไม่ถูกเปิดเผยออกไป โดยข้อตกลงประนีประนอมยอมความดังกล่าวนี้ มีผู้บริหารระดับอาวุโสคนหนึ่งของแฮร์รอดส์เป็นผู้เจรจา

ในปี 1997 สถานีโทรทัศน์ไอทีวีในอังกฤษ เคยเปิดโปงข้อกล่าวหาร้ายแรงต่อเขาผ่านรายงานสืบสวน “เดอะ บิ๊ก สตอรี” โดยข้อกล่าวหา ได้แก่ การล่วงละเมิดทางเพศ และกล่าวหาว่า เขามีพฤติกรรมลวนลามลูบคลำเหยื่อ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ถือว่าเป็นการคุกคามทางเพศเช่นกัน

เอลลี (นามสมมติ) หนึ่งในผู้หญิงที่อยู่ในรายงานข่าวสืบสวนของบีบีซี เคยแจ้งต่อตำรวจว่า เธอถูกกระทำ (ทางเพศ) เมื่อปี 2008 ในขณะที่เธอมีอายุเพียง 15 ปี ข้อกล่าวหาในตอนนั้นได้กลายเป็นข่าวดัง แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนิคดีตั้งข้อหาต่อฟาเยดแต่อย่างใด

ในปี 2017 รายการ “ดิชแพตช์” ทางสถานีโทรทัศน์แชนแนล 4 ของอังกฤษ ออกอากาศเนื้อหาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่อนายอัล ฟาเยด ทั้งการลวนลาม การทำร้าย และการล่วงละเมิด โดยผู้หญิงคนหนึ่งได้เปิดหน้าของตัวเองออกมาเป็นครั้งแรก ซึ่งการกล้าออกมาเปิดเผยครั้งนั้นได้ทำให้ผู้หญิงบางส่วนกล้าหาญตามมาที่จะออกมาพูด หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยรายงานข่าวสืบสวนของแชนแนล 4 ในปี 2018 อีกช่วงหนึ่ง

แต่ในเวลานี้เท่านั้น เมื่อนายโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด เสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว ผู้หญิงหลายคนจึงรู้สึกว่าพวกเธอมีความกล้าที่จะพูดต่อสาธารณะเกี่ยวกับการข่มขืนและความพยายามในการข่มขืน

เงินสดและการเซ็นสัญญาเป็นความลับ

สารคดีของบีบีซีชุดนี้ยังเปิดเผยด้วยว่า ในส่วนหนึ่งของการทำข้อตกลงการประนีประนอมยอมความที่ต้องจ่ายค่าชดเชยของเจมมาในปี 2009 เธอต้องเซ็นสัญญาการรักษาข้อมูลที่เป็นความลับ (Non-disclosure agreement: NDA) ซึ่งเป็นสัญญาที่มีผลทางกฎหมายเพื่อรักษาความลับของข้อมูล

เจมมากล่าวว่า หลังจากที่เธอถูกข่มขืน เธอได้ติดต่อกับทนายความเพื่อให้แจ้งต่อห้างแฮร์รอดส์ว่า เธอกำลังจะลาออกจากงานด้วยเหตุผลจากการถูกคุกคามทางเพศ เจมมาบอกว่าในขณะนั้น เธอรู้สึกไม่สามารถเปิดเผยถึงรายละเอียดและความรุนแรงทั้งหมดที่นายอัลฟาเยดกระทำต่อเธอได้

ทางแฮร์รอดส์ตกลงว่า เจมมาสามารถลาออกได้และจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อแลกกับการให้เธอทำลายหลักฐานทั้งหมดและลงนามในการรักษาข้อมูลที่เป็นความลับ (NDA) เจมมายังกล่าวด้วยว่า มีพนักงานฝ่ายบุคคลของแฮร์รอดส์อยู่ในที่เกิดเหตุขณะหลักฐานกำลังถูกทำลาย

บีบีซีได้รับข้อมูลว่า มีผู้หญิงหลายคนคนถูกข่มขู่และคุกคาม โดยนายจอห์น แมกนามารา ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของห้างแฮร์รอดส์ในขณะนั้น เพื่อหยุดไม่ให้พวกเธอเปิดเผยเรื่องที่โดนกระทำออกมา

ผู้หญิง 14 คน ที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยเมื่อไม่นานมานี้ ได้ยื่นฟ้องร้องในคดีแพ่งต่อห้างแฮร์รอดส์เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย โดยเจ้าของปัจจุบันของห้างแห่งนี้ ซึ่งไม่ได้ขอให้เหล่าพนักงานหญิงลงนามในสัญญาเก็บเป็นความลับ เริ่มจ่ายค่าชดเชยให้แก่พวกเธอในเดือน ก.ค. เมื่อปีที่แล้ว

สำหรับกรณีของโซเฟีย ต้องใช้เวลาถึงห้าปีกว่าจะบรรลุข้อตกลงกับทางแฮร์รอดส์ ในกรณีของเธอ แฮร์รอดส์เพียงแต่แสดงความเสียใจ แต่ไม่รับผิดชอบต่อค่าเสียหาย

บรูซ ดรัมมอนด์ และดีน อาร์มสตรอง เคซี ทนายความตัวแทนของผู้หญิงส่วนหนึ่งที่ดำเนินคดี แย้งว่า แฮร์รอดส์ต้องรับผิดชอบต่อกรณีที่ระบบการทำงานของบริษัทมีความไม่ปลอดภัยสำหรับพนักงาน

“ไม่ว่าที่ทำงานแห่งไหนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของลูกจ้าง บริษัทได้ล้มเหลวในการปกป้องผู้หญิงเหล่านี้ โดยไม่มีข้อสงสัย” นายดรัมมอนด์ กล่าว

“นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องเข้ามา เพราะว่าพวกเขา [แฮร์รอดส์] ไม่ทำอะไรเลยเพื่อจะปกป้องพนักงานอย่างแท้จริง พวกเขากลับทำตรงกันข้าม คือสนับสนุนให้มันเกิดขึ้นแทน”

ทางด้านทนายอาร์มสตรองเสริมว่า “เรายืนยันว่ามีความพยายามอย่างชัดเจนว่า มีพนักงานระดับอาวุโสของแฮร์รอดส์ที่ช่วยเก็บกวาดเรื่องนี้ซ่อนไว้ใต้พรม”

ล่าสุด มีผู้หญิงอีกหลายคนที่กำลังพิจารณาการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อห้างแฮร์รอดส์

ทางด้านทนายมาเรีย มูลลา ทนายความตัวแทนของผู้หญิงอีกส่วนหนึ่ง กล่าวว่า ลูกความของเธอกำลังที่จะออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาพวกเธอ “ตกอยู่ในความกลัวอย่างมาก” ต่อการออกมาพูด

“พวกเธออยากเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวในการเรียกร้องให้มีผู้ออกมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ และพยายามทำให้มั่นใจว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งกับลูก ๆ ของพวกเธอเอง และลูกของคนอื่น ๆ”

ทางด้านแฮร์รอดส์ กล่าวกับบีบีซีว่า “ตั้งแต่มีข้อมูลใหม่เปิดเผยออกมาในปี 2023 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดทางเพศของนายอัล ฟาเยด แฮร์รอดส์ได้ให้ความสำคัญกับการชดเชยข้อเรียกร้องในวิธีที่รวดเร็วที่สุด กระบวนการนี้ยังเปิดให้กับพนักงานในปัจจุบันหรืออดีตพนักงานของแฮร์รอดส์ทุกคน

“ในขณะที่เราแก้ไขอดีตไม่ได้ เราได้ตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับองค์กรด้วยคุณค่าที่เรายึดถือในปัจจุบัน และทำให้มั่นใจว่าพฤติกรรมเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำในอนาคต”

ทางด้านโรงแรมริทซ์โฮเทลในกรุงปารีส ระบุว่า “ขอประณามอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมทุกรูปแบบที่สอดคล้องกับคุณค่าขององค์กร”

เมื่อนายอัล ฟาเยด เสียชีวิตลง มีรายงานว่าทรัพย์สินของเขาที่เหลืออยู่มีมูลค่าเกินกว่า 1,000 ล้านปอนด์ (หรือราว 43,975 ล้านบาท) แต่เงินดังกล่าวไม่ใช่แรงจูงใจสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ที่ออกมาพูดเรื่องนี้

“ฉันใช้เวลาหลายปีกับการปิดปากและเงียบ ไม่พูดมันออกมา” เจมมา กล่าว “และฉันหวังว่า การพูดเรื่องนี้ในตอนนี้มันจะช่วยได้ พวกเราทุกคนสามารถที่จะเริ่มกลับมารู้สึกดีขึ้นได้และได้รับการเยียวยาจากเรื่องนี้”