เปิดปูมชีวิต "โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด" อดีตเจ้าของห้างดัง "แฮร์รอดส์"

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
เส้นทางชีวิต 94 ปี ของมหาเศรษฐีชาวอียิปต์ โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด อดีตเจ้าของธุรกิจห้างสรรพสินค้าชื่อดัง "แฮร์รอดส์" ในอังกฤษ ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา
อัล ฟาเยดเกิดและเติบโตในอียิปต์ ก่อนที่จะสร้างอาณาจักรธุรกิจในตะวันออกกลางแล้วย้ายถิ่นฐานมายังสหราชอาณาจักรในราวทศวรรษ 1970 แม้ว่าเขาพยายามที่จะยื่นขอสัญชาติอังกฤษมานานโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ในห้วงเวลาบั้นปลายชีวิต มหาเศรษฐีผู้นี้ครุ่นคิดและตั้งคำถามจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายหลัง โดดี บุตรชายเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์กับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส
สิบปีที่ผ่าน เขาออกจากการเป็นจุดสนใจของสังคม โดยอาศัยอยู่ภายในคฤหาสน์ย่านเซอร์เรย์ร่วมกับภรรยาของเขา
ส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ของครอบครัวของเขาที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาระบุว่า นายอัล ฟาเยดจากไปอย่างสงบ ตลอดระยะเวลาของชีวิตหลังเกษียณห้อมล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก

สโมสรฟุตบอลฟูแลม ที่นายอัล ฟาเยดเคยเป็นเจ้าของอยู่หลายปี ออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกเสียใจเมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของเขา
"พวกเรายังสำนึกในคุณงามความดีที่นายโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด ได้ทำไว้ให้แก่สโมสรฟุตบอล พร้อมส่งแรงกำลังใจให้กับครอบครัวของเขาและเพื่อน ๆ ในห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ด้วย"
ด้านซาฮิด ข่าน เจ้าของสโมสรฟุตบอลฟูแลมแสดงความเสียใจผ่านเว็บไซต์ของสโมสรว่า "เรื่องราวของสโมสรฟุตบอลฟูแลมจะไม่มีทางสมบูรณ์หากขาดตอนสำคัญที่นายอัล ฟาเยด เป็นประธานที่ได้สร้างคุณูปการต่าง ๆ มรดกที่เขาทิ้งไว้อย่างการเลื่อนชั้นของทีมในพรีเมียร์ลีกและยูโรปาลีกรอบสุดท้ายจะไม่มีวันลืม"
ย้อนเส้นทางชีวิตนายอัล ฟาเยด
นายอัล ฟาเยด เริ่มต้นธุรกิจด้วยการขายน้ำอัดลมตามถนนในบ้านเกิด เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ก่อนธุรกิจจะรุ่งเรืองเจริญเติบโตจนกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ จากการที่เขามีเส้นสายธุรกิจที่ดี
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้พบรักและแต่งงานกับภรรยาคนแรก ซามิรา คาซ็อกกี น้องสาวของเศรษฐีพ่อค้าอาวุธชาวซาอุดีอาระเบีย ผู้จ้างเขาให้ดูแลธุรกิจนำเข้าสินค้าของซาอุดีอาระเบีย
ตำแหน่งดังกล่าวได้ช่วยเบิกทางให้เขาได้สายสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในอียิปต์ แม้ว่าชีวิตสมรสของเขาจะจบลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงสองปีเศษ แต่เขาก็สามารถเริ่มธุรกิจขนส่งทางเรือเป็นของตัวเอง
ในปี 1966 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับซุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกคนหนึ่ง ต่อมาเขาได้ย้ายมาอยู่ที่อังกฤษในปี 1974 และห้าปีถัดมาเขาเข้าซื้อกิจการของโรงแรมริตส์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศสร่วมกับ อาลี น้องชายด้วยมูลค่าในขณะนั้นราว 20 ล้านปอนด์
ในปี 1985 ทั้งสองได้เข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ด้วยมูลค่า 615 ล้านปอนด์ เฉือนชนะในสงครามประมูลบ้าเลือดจากคู่แข่งอย่างกลุ่มลอนโร (Lonrho) ไปสำเร็จ
ภายใต้การนำของเขา สโมสรฟุตบอลฟูแลมยังสามารถไต่อันดับจากเทียร์ที่สามขึ้นสู่ระดับฟรีเมียร์ลีก
นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนงานด้านการกุศลด้วย เช่น การให้เงินสนับสนุนโรงพยาบาลเกรท ออร์มอนด์ สตรีท รวมทั้งสนับสนุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสอีกด้วย
นายอัล ฟาเยด ได้ก่อตั้งมูลนิธิการกุศลในชื่อของครอบครัวในปี 1987 เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมชีวิตของกลุ่มวัยรุ่นที่ป่วยจากความเจ็บปวดทางจิตใจให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
ปมที่ไม่เคยหลุดพ้นจากใจ
การสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ไปพร้อม ๆ กับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในปี 1997 กลายเป็นเสมือนฝันร้ายของมหาเศรษฐีผู้นี้ ที่เขาไม่เคยหลุดพ้นจากปมนี้ได้เลย จนทำให้เขาให้ความพยายามอย่างหนักในการผลิต "ทฤษฎีสมคบคิด" เพื่อพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย
ในเดือน ก.พ. ปี 2008 เขาได้ยื่นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนโดยอ้างว่า การเสียชีวิตดังกล่าวมาจากคำสั่งของเจ้าชายฟิลิป พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และปฏิบัติการของหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ หรือ MI6 อย่างลับ ๆ
หลักฐานดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดโดยเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ ทว่า ถูกปฏิเสธจากคณะลูกขุน

ในระหว่างที่พำนักในอังกฤษ มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ผู้นี้ให้ความพยายามถึงสองครั้งในการยื่นขอสัญชาติอังกฤษ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ในปี 1995 เขารู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างมากภายหลังเขาถูกปฏิเสธในการยื่นขอสัญชาติอังกฤษเป็นครั้งที่สอง เขาบอกกับสื่อมวลชนว่า เขาได้จ่ายเงินให้กับรัฐมนตรีสังกัดพรรคคอนเซอร์เวทีฟสองคน คือ นายนีล แฮมินตัน และนายทิม สมิธ เพื่อถามคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ของเขาในสภาผู้แทนราษฎร
ผลที่ตามมาคือ รัฐมนตรีทั้งสองคนจำต้องลาออกจากรัฐบาล โดยนายแฮมิลตันผู้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ ก็แพ้คดีหมิ่นประมาทต่อนายอัล ฟาเยดอีกด้วย
นอกจากสองคนนี้ ยังมีนักการเมืองอีกรายคือ นายโจนาธาน เอกเคน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องลาออก หลังจากที่นายอัล ฟาเยดแฉว่า นายเอกเคนเข้าพักฟรีที่โรงแรมริตท์ ในขณะเดียวกันที่กลุ่มผู้ค้าอาวุธชาวซาอุดีอาระเบียพักอยู่
ในปี 2010 นายอัล ฟาเยดต้องโบกมือลาให้กับธุรกิจห้างหรู แฮร์รอดส์ไป ด้วยการขายกิจการให้กับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของกาตาร์ โดยนำเงินที่ได้กว่าครึ่งหนึ่งที่ได้รับจากการขายกิจการไปล้างหนี้ของบริษัทของเขา








