เปิดปูมชีวิต "โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด" อดีตเจ้าของห้างดัง "แฮร์รอดส์"

นายฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, นายฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด

เส้นทางชีวิต 94 ปี ของมหาเศรษฐีชาวอียิปต์ โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด อดีตเจ้าของธุรกิจห้างสรรพสินค้าชื่อดัง "แฮร์รอดส์" ในอังกฤษ ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา

อัล ฟาเยดเกิดและเติบโตในอียิปต์ ก่อนที่จะสร้างอาณาจักรธุรกิจในตะวันออกกลางแล้วย้ายถิ่นฐานมายังสหราชอาณาจักรในราวทศวรรษ 1970 แม้ว่าเขาพยายามที่จะยื่นขอสัญชาติอังกฤษมานานโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ในห้วงเวลาบั้นปลายชีวิต มหาเศรษฐีผู้นี้ครุ่นคิดและตั้งคำถามจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายหลัง โดดี บุตรชายเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์กับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส

สิบปีที่ผ่าน เขาออกจากการเป็นจุดสนใจของสังคม โดยอาศัยอยู่ภายในคฤหาสน์ย่านเซอร์เรย์ร่วมกับภรรยาของเขา

ส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ของครอบครัวของเขาที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาระบุว่า นายอัล ฟาเยดจากไปอย่างสงบ ตลอดระยะเวลาของชีวิตหลังเกษียณห้อมล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก

หลังจากขายกิจการห้างหรูแฮร์รอดส์ให้กับนักธุรกิจจากกาตาร์ในปี 2010 นายอัล ฟาเยดยังคงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของห้างดังกล่าวต่อเป็นเวลา 6 เดือน
คำบรรยายภาพ, หลังจากขายกิจการห้างหรูแฮร์รอดส์ให้กับนักธุรกิจจากกาตาร์ในปี 2010 นายอัล ฟาเยดยังคงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของห้างดังกล่าวต่อเป็นเวลา 6 เดือน

สโมสรฟุตบอลฟูแลม ที่นายอัล ฟาเยดเคยเป็นเจ้าของอยู่หลายปี ออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกเสียใจเมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของเขา

"พวกเรายังสำนึกในคุณงามความดีที่นายโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเยด ได้ทำไว้ให้แก่สโมสรฟุตบอล พร้อมส่งแรงกำลังใจให้กับครอบครัวของเขาและเพื่อน ๆ ในห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ด้วย"

ด้านซาฮิด ข่าน เจ้าของสโมสรฟุตบอลฟูแลมแสดงความเสียใจผ่านเว็บไซต์ของสโมสรว่า "เรื่องราวของสโมสรฟุตบอลฟูแลมจะไม่มีทางสมบูรณ์หากขาดตอนสำคัญที่นายอัล ฟาเยด เป็นประธานที่ได้สร้างคุณูปการต่าง ๆ มรดกที่เขาทิ้งไว้อย่างการเลื่อนชั้นของทีมในพรีเมียร์ลีกและยูโรปาลีกรอบสุดท้ายจะไม่มีวันลืม"

ย้อนเส้นทางชีวิตนายอัล ฟาเยด

นายอัล ฟาเยด เริ่มต้นธุรกิจด้วยการขายน้ำอัดลมตามถนนในบ้านเกิด เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ก่อนธุรกิจจะรุ่งเรืองเจริญเติบโตจนกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ จากการที่เขามีเส้นสายธุรกิจที่ดี

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเขาเกิดขึ้นเมื่อได้พบรักและแต่งงานกับภรรยาคนแรก ซามิรา คาซ็อกกี น้องสาวของเศรษฐีพ่อค้าอาวุธชาวซาอุดีอาระเบีย ผู้จ้างเขาให้ดูแลธุรกิจนำเข้าสินค้าของซาอุดีอาระเบีย

ตำแหน่งดังกล่าวได้ช่วยเบิกทางให้เขาได้สายสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในอียิปต์ แม้ว่าชีวิตสมรสของเขาจะจบลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงสองปีเศษ แต่เขาก็สามารถเริ่มธุรกิจขนส่งทางเรือเป็นของตัวเอง

ในปี 1966 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับซุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกคนหนึ่ง ต่อมาเขาได้ย้ายมาอยู่ที่อังกฤษในปี 1974 และห้าปีถัดมาเขาเข้าซื้อกิจการของโรงแรมริตส์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศสร่วมกับ อาลี น้องชายด้วยมูลค่าในขณะนั้นราว 20 ล้านปอนด์

ในปี 1985 ทั้งสองได้เข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ด้วยมูลค่า 615 ล้านปอนด์ เฉือนชนะในสงครามประมูลบ้าเลือดจากคู่แข่งอย่างกลุ่มลอนโร (Lonrho) ไปสำเร็จ

ภายใต้การนำของเขา สโมสรฟุตบอลฟูแลมยังสามารถไต่อันดับจากเทียร์ที่สามขึ้นสู่ระดับฟรีเมียร์ลีก

นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนงานด้านการกุศลด้วย เช่น การให้เงินสนับสนุนโรงพยาบาลเกรท ออร์มอนด์ สตรีท รวมทั้งสนับสนุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสอีกด้วย

นายอัล ฟาเยด ได้ก่อตั้งมูลนิธิการกุศลในชื่อของครอบครัวในปี 1987 เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมชีวิตของกลุ่มวัยรุ่นที่ป่วยจากความเจ็บปวดทางจิตใจให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

ปมที่ไม่เคยหลุดพ้นจากใจ

การสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ไปพร้อม ๆ กับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในปี 1997 กลายเป็นเสมือนฝันร้ายของมหาเศรษฐีผู้นี้ ที่เขาไม่เคยหลุดพ้นจากปมนี้ได้เลย จนทำให้เขาให้ความพยายามอย่างหนักในการผลิต "ทฤษฎีสมคบคิด" เพื่อพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย

ในเดือน ก.พ. ปี 2008 เขาได้ยื่นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนโดยอ้างว่า การเสียชีวิตดังกล่าวมาจากคำสั่งของเจ้าชายฟิลิป พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และปฏิบัติการของหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ หรือ MI6 อย่างลับ ๆ

หลักฐานดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดโดยเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ ทว่า ถูกปฏิเสธจากคณะลูกขุน

นายอัล ฟาเยดและภรรยา ไฮนี ในงานพิธีศพของไดอานา
คำบรรยายภาพ, นายอัล ฟาเยดและภรรยา ไฮนี ในงานพิธีศพของไดอานา

ในระหว่างที่พำนักในอังกฤษ มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ผู้นี้ให้ความพยายามถึงสองครั้งในการยื่นขอสัญชาติอังกฤษ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ในปี 1995 เขารู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างมากภายหลังเขาถูกปฏิเสธในการยื่นขอสัญชาติอังกฤษเป็นครั้งที่สอง เขาบอกกับสื่อมวลชนว่า เขาได้จ่ายเงินให้กับรัฐมนตรีสังกัดพรรคคอนเซอร์เวทีฟสองคน คือ นายนีล แฮมินตัน และนายทิม สมิธ เพื่อถามคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ของเขาในสภาผู้แทนราษฎร

ผลที่ตามมาคือ รัฐมนตรีทั้งสองคนจำต้องลาออกจากรัฐบาล โดยนายแฮมิลตันผู้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ ก็แพ้คดีหมิ่นประมาทต่อนายอัล ฟาเยดอีกด้วย

นอกจากสองคนนี้ ยังมีนักการเมืองอีกรายคือ นายโจนาธาน เอกเคน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องลาออก หลังจากที่นายอัล ฟาเยดแฉว่า นายเอกเคนเข้าพักฟรีที่โรงแรมริตท์ ในขณะเดียวกันที่กลุ่มผู้ค้าอาวุธชาวซาอุดีอาระเบียพักอยู่

ในปี 2010 นายอัล ฟาเยดต้องโบกมือลาให้กับธุรกิจห้างหรู แฮร์รอดส์ไป ด้วยการขายกิจการให้กับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของกาตาร์ โดยนำเงินที่ได้กว่าครึ่งหนึ่งที่ได้รับจากการขายกิจการไปล้างหนี้ของบริษัทของเขา