You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุกราดยิง 18 ศพสะเทือนขวัญในสหรัฐฯ เปลี่ยนเมืองแสนงดงาม เป็น “เมืองผี” ได้อย่างไร
หากขับรถไปตามท้องถนนในเมืองเลวิสตัน ของมลรัฐเมนในสหรัฐฯ เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ดูเหมือน “เมืองผี” เพราะมันเงียบและแทบร้างผู้คน แต่ไม่ใช่เพราะประชากรน้อยนิด แต่เป็นผลจากความหวาดกลัวมือปืนที่ก่อเหตุกราดยิง แล้วยังลอยนวล
มือปืนเปิดฉากกราดยิง 2 จุดในเมือง สังหารผู้คนไป 18 คน เมื่อวันที่ 25 พ.ค. สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ประชากรหลายพันคนของเมือง ต่างหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านของตนตามคำสั่งของตำรวจ ในขณะที่การไล่ล่าผู้ต้องสงสัยดำเนินมาถึงวันที่ 2 แล้ว
โดยปกติท้องถนนในเมืองเลวิสตันในช่วงเวลานี้ของปี เป็นภาพที่สวยงามและมักไปปรากฏอยู่บนโปสการ์ดของภูมิภาคนิวอิงแลนด์ เพราะจะกลายเป็นสีแดงและสีส้มของต้นไม้ที่เปลี่ยนสี และจากสิ่งของตกแต่งช่วงฮาโลวีน แต่มาวันนี้ ท้องถนนกลับร้างคนและรถรา ร้านรวงและธุรกิจปิดเงียบ
สัญญาณของสิ่งมีชีวิตจึงมีเพียงฟักทองและโครงกระดูกพลาสติก ที่ประดับตามบ้านและชานเรือน รวมถึงผู้คนที่มองออกมาภายนอก จากริมหน้าต่างของบ้าน
แต่บางช่วง ความเงียบของเมืองก็ถูกทำลายลง เพราะเสียงเฮลิคอปเตอร์ที่บินผ่านเหนือหัว เป็นเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ ที่เหมือนส่งสัญญาณว่า คนร้ายยังกบดานอยู่และเป็นอันตราย
“ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย ไม่เคยเลย” ปีเตอร์ เฟอร์เทสกีย์ ผู้อยู่อาศัยในเลวิสตันมายาวนาน กล่าว ระหว่างเดินทางมาที่โรงพยาบาล แล้วเห็นทัพผู้สื่อข่าวประจำจุดรายงานข่าวกราดยิงตลอดทั้งวัน
“แม้แต่ตอนที่เกิดโควิด อย่างน้อยผู้คนก็ออกมานอกบ้าน” เขากล่าว
เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 ต.ค.) ถือเป็นเหตุกราดยิงครั้งร้ายแรงที่สุดในสหรัฐฯ ในปีนี้ ตามข้อมูลขององค์กร Gun Violence Archive ที่นับยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุความรุนแรงจากปืนมากกว่า 4 คนขึ้นไป (ไม่นับตัวมือปืน)
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงครั้งนี้ เกือบจะเท่ากับยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในมลรัฐเมนในปี 2022 เสียอีก
“นี่เป็นวันที่มืดมนของมลรัฐเมน” ผู้ว่าการมลรัฐ เจเน็ต มิลส์ กล่าวในการแถลงข่าว หลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง “ชาวเมืองเลวิสตัน ต้องทนกับความเจ็บปวดที่ทนได้ยากยิ่ง”
ประชาชนระบุว่า นี่เป็นการโจมตีตรงไปที่หัวใจของชุมชนที่ทุกคนต่างใกล้ชิดกัน
เหตุกราดยิงจุดแรกเกิดขึ้นที่ศูนย์นันทนาการ “จัส-อิน-ไทม์” ซึ่งเป็นที่ตั้งของสหภาพโบว์ลิงสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่ จากนั้นมือปืนก็บุกไปที่ร้านอาหารสำหรับครอบครัว “เชเมนกีส์ บาร์ แอนด์ กริลล์” ซึ่งประชาชนระบุว่า ในเวลานั้น ทางร้านกำลังจัดการแข่งขันโยนถุงถั่ว ตอนที่มือปืนเปิดฉากกราดยิง
ไม่กี่ชั่วโมงหลังเหตุกราดยิง เราก็ได้ยินเรื่องราวของผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่ที่ชอบเล่นโบว์ลิง ไปถึงพนักงานของร้านอาหารที่พยายามยับยั้งมือปืน
ในเมืองที่เล็กขนาดนี้ “ทุกคนต่างก็รู้จักกัน และก็รู้ว่าใครที่เสียชีวิต” แฟรงค์ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกล่าว
แฟรงค์ระบุว่า โทรศัพท์ของเขามีคนส่งข้อความเข้ามามากมายเกี่ยวกับคนที่คาดว่าเสียชีวิตและบาดเจ็บ ตลอดเย็นวันพุธ เขาพยายามติดตามข่าวจากตำรวจท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบดูว่าสถานการณ์มันเลวร้ายแค่ไหน
“ผมอยู่ในการแข่งขันโบว์ลิงนั่น... เราไปที่นั่นเป็นประจำทุกวันจันทร์” เขากล่าวถึงการแข่งขันที่ “จัส-อิน-ไทม์” จัดขึ้น
วันนี้ เขานั่งอยู่กับภรรยา แทมมี ที่ร้านขายแซนวิช ห่างจากลานโบว์ลิงเพียงไม่กี่กิโลเมตร เป็นร้านอาหารเดียวที่เปิดอยู่ในพื้นที่เวลานั้น ผู้คนเข้าออกต่อเนื่อง เพื่อซื้อซุปและแซนวิช ส่วนใหญ่ดูกระวนกระวายและไม่ยอมพูดอะไร
หนึ่งในลูกค้าคือ อเล็กซ์ ลาชานซ์ นางพยาบาลที่เล่าว่าเคยทำงานกับผู้ต้องสงสัยกราดยิง
“เขาเงียบมาก และไม่เคยพูดจาอะไรกับฉันเลยแม้แต่คำเดียว” เธอกล่าว ซึ่งหลังได้อาหารที่สั่งแล้ว เธอบอกว่าจะกลับบ้าน และปิดประตู อยู่ร่วมกับครอบครัว และดูว่าวันศุกร์เธอจะต้องเข้าไปทำงานไหม
สำหรับโรงเรียนนั้น ปิดการเรียนการสอนต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 2 เช่นเดียวกับกิจกรรมและการแสดงต่าง ๆ ในชุมชนโดยรอบที่ถูกยกเลิก หรือเลื่อนออกไป
ตอนนี้ ตำรวจท้องถิ่นและตำรวจรัฐ กำลังตระเวนตรวจค้นตามเมือง ป่า และคูน้ำต่าง ๆ เพื่อไล่ล่ามือปืน โดยตอนนี้ ตำรวจระบุว่าได้ดำเนินการตรวจค้นบ้านของบุคคลที่เชื่อมโยงกับผู้ต้องสงสัย คือ โรเบิร์ต คาร์ด พร้อมเตือนประชาชนว่า บุคคลนี้มีอาวุธปืนและเป็นอันตราย ไม่ควรเข้าใกล้
“เรากลัวกันมาก เขายังอยู่ข้างนอกนั่น” นิค วิลสัน ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ดูแลเด็กวัย 42 ปี บอกกับบีบีซี “โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น มันโหดร้ายมาก”
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีรายงานถึงการพบเห็นตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นมือถือ ส่วนขอบเขตการไล่ล่านั้นขยายไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน คือแคนาดาแล้ว ส่วนยามชายฝั่งสหรัฐฯ เอง ก็ดำเนินการค้นหาตามแม่น้ำเคนเนเบกที่อยู่ใกล้เคียงด้วย โดยปฏิบัติการไล่ล่าตัวผู้ต้องสงสัยครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ เข้าร่วม 80 คน
แฟรงค์ ที่นั่งอยู่ในร้านแซนวิช มองว่า การค้นหานี้น่าวิตกก็จริง แต่เชื่อว่าเขาคงปลอดภัย
“ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าโอกาสที่มือปืนจะโผล่มาที่ที่ผมอยู่มันน้อยมาก” เขากล่าว “แต่ทุกคนที่ไปเล่นโบว์ลิงในคืนนั้น ก็อาจคิดแบบนั้นเหมือนกัน”