พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับใหม่ ให้ธนาคาร-ค่ายมือถือร่วมรับผิดชอบ จะลดปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิชาการนิติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยี ชี้ว่าร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการเมื่อ 28 ม.ค. ซึ่งมีเนื้อหาสาระ เร่งรัดการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย และกำหนดให้สถาบันการเงิน-ค่ายมือถือ ร่วมรับผิดชอบความเสียหาย จะช่วยปลดล็อกกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมสแกมเมอร์ แต่มองว่าในระยะยาว ควรมีการทบทวนการตรวจสอบการถ่วงดุลการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว
"ช่วยในแง่กระบวนการยุติธรรม แก้ปัญหาเดดล็อกกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้นแน่นอน แต่ถ้าบอกว่าจะทลายแก๊งอันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันนั้นต้องแก้อีกแบบ" รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ หัวหน้าศูนย์ศึกษากฎหมายกับเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวกับบีบีซีไทย
รศ.ดร.ทศพล อธิบายด้วยว่า เนื้อหาตามที่ ครม. แถลงและที่เขาได้เห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้จากสรุปมติ ครม. โดยยังไม่มีรายละเอียดเป็นรายมาตรา เป็นการมองปัญหาอาชญากรรมสแกมเมอร์แบบ "ครบลูป" เช่น ความครอบคลุมถึงธุรกรรมการเงินของสินทรัพย์ดิจิทัล และบางส่วนมองว่าอาจเป็นการอุดช่องว่างที่ พ.ร.ก. ฉบับเดิมเมื่อปี 2566 รวมทั้ง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ยังไม่ครอบคลุม
5 สาระสำคัญ ร่าง พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับใหม่
ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับปี พ.ศ. 2566 จำนวน 5 ประเด็น
- เพิ่มหน้าที่ให้สำนักงาน กสทช. หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ มีหน้าที่สั่งระงับการให้บริการเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือเป็นการชั่วคราว เมื่อพบเหตุอันควรสงสัยเอง หรือได้รับข้อมูลว่ามีเลขหมายโทรศัพท์มือถือต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
- เพิ่มอำนาจการดำเนินการกับแพลตฟอร์มทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยกำหนดแพลตฟอร์มให้ต้องร่วมรับผิดชอบการทำธุรกรรมและการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เช่น การห้ามการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending (P2P) โดยห้ามให้บริการหรือแสดงว่าพร้อมจะให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโตเคอร์เรนซี โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ที่มิได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อลดปัญหาการฟอกเงินโดยนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสกุลดิจิทัล
- เร่งรัดกระบวนการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ให้อำนาจแก่คณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้พิจารณาคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งถึงที่สุดก่อน อันเป็นการทำให้ขั้นตอนกระบวนพิจารณาการคืนเงินแก่ผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงรายละเอียดในประเด็นนี้ว่า เป็นการเพิ่มหน้าที่ให้ธนาคารต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีม้าที่มีการเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด ไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้สามารถตรวจสอบและสามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้โดยเร็ว 6 เดือน หรือ ไม่เกิน 1 ปี หรือ คืนได้ทันที หากผู้เสียหายยืนยันบัญชีตรงกัน
- เพิ่มบทกำหนดโทษสำหรับการฟอกเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัล และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล
- กำหนดโทษสำหรับผู้ให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโตเคอร์เรนซี โทเคนดิจิทัล และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดออนไลน์มาฟอกเงินโดยนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสกุลดิจิทัล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กำหนดโทษสำหรับผู้ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ให้สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย
เพิ่มการสกัดการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล
รศ.ดร.ทศพล กล่าวกับบีบีซีไทยถึงความเปลี่ยนแปลงประเด็นแรกของร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ คือ การพิจารณาเส้นทางของการประทุษกรรมหรือเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพแบบ "ครบลูป" มากขึ้น จากเดิมที่ พ.ร.ก. ฉบับปี 2566 มุ่งสกัดบัญชีม้า แต่ร่างฉบับใหม่ จะเพิ่มการกำกับแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending (P2P) ซึ่งคือแพลตฟอร์มที่ให้ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยนตัวคริปโต หรือตัวเงินดิจิทัลได้เอง
"สิ่งแรกที่เห็นคือ รัฐไม่ได้มองแค่บัญชีม้าแล้ว เพราะบัญชีม้าปรากฏอยู่ใน พ.ร.ก. ฉบับเก่า ที่มีการกำหนดความผิดไว้แล้ว ตอนนี้เลยขยายต่อที่แพลตฟอร์มให้บริการพีทูพี ซึ่งส่วนมากจะเป็นคริปโตเคอร์เรนซี เพราะพบว่าอาชญากรจำนวนมากใช้วิธีส่งเงินจากที่หลอกลวงในประเทศ ส่งออกนอกประเทศ หรือย้ายบัญชีเพื่อออกไปฟอกเงิน โดยจะมีการส่งผ่านบัญชี ตัวคนรับแลกเงินจาก ดิจิทัลเคอร์เรนซี แล้วค่อยแปลงกลับมาเปลี่ยนมาเป็นเงินอีกรอบ" นักวิชาการนิติศาสตร์จาก มช. กล่าว
จากการพิจารณาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. ด้งกล่าว รศ.ดร.ทศพล มองว่าเป็นการกระชับคำนิยามเพิ่มเติมให้ชัดเจนว่า การที่สถาบันการเงินทราบว่าอาชญากรมใช้บัญชีเป็นช่องทางในการหลอกลวงหรือไหลเวียนของเงินแล้วไม่ยับยั้ง ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นอาชญากรรมการเงิน จึงต้องไปบีบเส้นทางการเงินหรือผู้ให้บริการทางการเงินเพิ่มเติม โดยกำหนดหน้าที่ให้สถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลบัญชีม้า หรือคนที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินที่น่าจะผิดกฎหมายให้กับ ปปง. เพื่อให้ ปปง. ตรวจสอบการเงินอย่างรวดเร็ว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เร่งเยียวยาผู้เสียหายให้ได้เงินคืนเร็วขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีจาก ม.เชียงใหม่ บอกว่า "เพนพอยต์ (จุดเจ็บปวด) ที่สุดของเรื่องของการหลอกลวงฉ้อโกง ภาครัฐอาจมองถึงการเร่งจับกุมอาชญากร แต่จริง ๆ แล้วผู้เสียหาย อยากได้เงินคืน เร็วที่สุด และมีอุปสรรคน้อยที่สุด"
ตามร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ ระบุว่า ให้อำนาจแก่คณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้พิจารณาคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งถึงที่สุดก่อน
รศ.ดร.ทศพล กล่าวกับบีบีซีไทย ว่ากระบวนการแต่เดิม ผู้เสียหายที่โดนหลอกลวง ต้องแจ้งความเพื่อดำเนินคดีทางอาญา และต้องฟ้องละเมิดเป็นคดีแพ่ง เมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการทางศาล ต้องรอให้มีการตัดสินคดีอาญา และตัดสินให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน อีกทั้งต้องไปบังคับคดีเอาจากเงินซึ่งยากแก่การบังคับคดีให้ได้มา ทั้งจากนอกพรมแดน หรือหากเป็นการบังคับคดีจากเงินที่ผ่านการฟอกเงินก็ทำได้ยากเช่นกัน เพราะเงินที่ยึดมาได้ได้มาจากการหลอกผู้เสียหายตรงนี้หรือไม่ ดังนั้น กระบวนการเยียวยาผู้เสียหายจึงตัดช่วงในจุดนี้ ซึ่งถือเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหาย
"คาดว่าน่าจะตั้งเป็นกองทุนหรือบัญชีเงินอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเอาเงินมาชดใช้หรือเยียวยาให้เหยื่อก่อน"
ธนาคาร-ค่ายมือถือ ต้องร่วมรับผิดชอบ โมเดลปราบสแกมเมอร์แบบต่างประเทศ
รศ.ดร.ทศพล กล่าวว่าในคดีความเสียหายจากการเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน มี ปชช โดนหลอกลวงผ่านบริการของธนาคารไปฟ้องคดีจนศาลตัดสินออกมา ที่ผ่านมาคำพิพากษาของศาลตัดสินว่า ถือว่าเป็นความทำผิดครึ่ง ๆ ทั้งตัวเหยื่อผู้เสียหายที่รับความผิดครึ่งหนึ่ง และธนาคารที่เป็นผู้ให้บริการในฐานะสถาบันการเงินที่ทำให้เงินถูกโอนออกไปที่มีความรับผิดอีกครึ่งหนึ่ง
ทว่ายิ่งไปกว่านั้นประชาชนต้องไปเดินหน้าฟ้องเอง แต่ที่ผ่านมาผู้เสียหายจำนวนมากมองว่ากระบวนการยาวนานและเสียค่าใช้จ่ายค่าทนายความสูง ตามเนื้อหาในร่างของ พ.ร.ก. จึงได้เพิ่มให้ ผู้บริการโทรคมนาคมที่เป็นช่องทางในการกระทำความผิดของอาชาญากร ร่วมรับผิดกับธนาคาร รวมทั้งผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น พีทูพี รับแลกเงิน มีส่วนต้องร่วมรับผิดด้วย
"การจะโยนความรับผิดชอบให้ประชาชนไปเลยว่าต้องมี digital literacy (ความรู้เท่าทันทางดิจิทัล) ตื่นรู้เอง จะไม่ใช่แล้ว เขา (รัฐ) จะเริ่มขันน็อต ให้มากขึ้นว่าผู้ให้บริการการเงินและโทรคมนาคมที่ให้บริการอย่างสะดวกสบาย ต้องทำให้ประชาชนตระหนักรู้มากขึ้นว่ามีภัยอันตรายด้วย และเมื่อเกิดปัญหาจริงก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนริเริ่มแก้ปัญหา แล้วสุดท้ายก็ได้เงินชดใช้แค่ครึ่งเดียว" รศ.ดร.ทศพล กล่าว
รศ.ดร.ทศพล ชี้ว่า ข้อกำหนดเช่นนี้ ไทยใช้ต้นแบบมาจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งจะเริ่มที่สถาบันการเงินก่อน เพราะถือว่าเป็นผู้ได้รับค่าธรรมเนียมจากการให้บริการและกลายเป็นช่องทางของการก่ออาชญากรรม จึงกำหนดความรับผิดที่สถาบันการเงินแบบเต็มที่ ซึ่งมีรูปแบบต่างจากสิงคโปร์
"สิงคโปร์จะมีระเบียบพิธีว่าสถาบันการเงิน ต้องทำตามขั้นตอนป้องกันภัยอันตราย ถ้าสถาบันการเงินทำครบแล้ว ก็ไม่ต้องรับผิดเต็ม ๆ แต่ถ้าทำไม่ครบ ประชาชนโดนหลอกขึ้นมาก็ สถาบันการเงินรับไปเต็ม ๆ"
ให้เครื่องมือ "ฟาสต์แทร็ก" กสทช. ปิดซิมได้ทันที
การดำเนินการยับยั้งเส้นทางการหลอกลวงผู้เสียหาย ขั้นตอนเดิม คือ เมื่อผู้เสียหายต้องร้องเข้าไป แล้วสุดท้ายต้องไปบังคับกับโทรศัพท์ผู้ให้บริการทำการปิดเบอร์โทรศัพท์ ถ้าผู้ให้บริการไม่ปิดก็โต้แย้งทางปกครอง กระบวนกาเช่นนี้ต้องใช้ระยะเวลา แม้กฎหมายที่มีอยู่เดิมพอจะใช้เป็นเครื่องมือได้ แต่จะเป็นการใช้กฎหมายล้อมเอาผิด ซึ่งไม่ถือว่า "ฟาสต์แทร็ก" และไม่ทันต่อการยับยั้งความเสียหาย
"พูดง่าย ๆ ว่ามันไม่ทันใจ ซึ่งมันเหมือนวิ่งแข่งกับอาชญากร เขาต้องการความรวดเร็ว พอต้องการความรวดเร็ว ก็ออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้อำนาจ กสทช. บังคับให้ผู้ให้บริการต้องระงับสัญญาณทันที" รศ.ดร.ทศพลกล่าว และบอกว่า "รอบนี้รัฐเห็นแล้วว่า มีเหตุการณ์ที่ซื้อสลอตซิมไปเป็นแสนอันแล้วใช้ในการหลอกคน ที่จริงถ้าคุณปิดซิมทีเดียวแสนอันก็ป้องกันคนได้หลายพันคน จึงมองว่าเป็นเหตุผลที่รัฐเลยเพิ่มมาตรการตรงนี้เข้ามาในร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าว
ส่วนกำหนดโทษสำหรับผู้ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ในร่าง พ.ร.ก. ฉบับใหม่ โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นักวิชาการกฎหมายผู้นี้ บอกว่านี่คือฐานความผิดใหม่ ซึ่งเคยมีกรณีที่ข้อมูลรั่วไหลทั้งจากมือของเอกชน และในมือของเจ้าหน้าที่รัฐ
บทกำหนดโทษนี้ เป็นการอุดช่องว่างของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเดิม ที่กำหนด ที่บัญญัติเรื่องการเอาข้อมูลไปขายว่าต้องเป็นข้อมูลอ่อนไหว ตาม มาตรา 26 เท่านั้น เพราะฉะนั้น ข้อมูลทั่ว ๆ ไป ถ้าไปเปิดเผย จะไม่มีความผิดทางอาญา
มีข้อควรระวังหรือไม่กับการใช้ พ.ร.ก. นี้
รศ.ดร.ทศพล กล่าวว่า ในแง่หนึ่งการกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการโทรคมนาคมร่วมมือกับรัฐ อาจถูกมองว่าเป็นการร่วมกันจำกัดสิทธิหรือแทรกแซง สอดส่อง การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการสื่อสารของประชาชน มันจะสุ่มเสี่ยงต่อการ ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือกลายเป็นการสอดส่องประชาชนหรือไม่ ดังนั้น จึงควรมีช่องทางในการตรวจตราการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยอีกทางหนึ่ง
"แน่นอนว่าออกกฎหมายเร่งด่วนแบบนี้ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่แบบนี้ แน่นอนคงมีการทบทวนอีกรอบก็เป็นไปได้" รศ.ดร.ทศพล ทิ้งท้าย











