รัฐบาลยื่นศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก. อุ้มหาย ฝ่ายค้านชี้เป็นเกมยื้อเวลา

ที่มาของภาพ, STR/BBC THAI
วิปรัฐบาลส่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผล พ.ร.ก. ฉบับนี้ค้างท่อในสภา รอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา 60 วัน
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษวันนี้ (28 ก.พ.) เป็นวันสุดท้ายก่อนปิดสมัยการประชุมสามัญ โดยมีระเบียบวาระเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
การอภิปรายของ ส.ส. และการชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลดำเนินมาตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 น. ก่อนที่ในช่วงบ่าย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาลและคณะ ได้เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาว่า พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1 ให้ประธานส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน นับแต่วันที่รับความเห็นเพื่อวินิจฉัยและให้รอการพิจารณาไว้ก่อนตามมาตรา 173 จนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
นายชวน กล่าวว่า ขณะนี้ได้ใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อคำร้องทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่า มีจำนวนสมาชิกลงลายมือชื่อ 100 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ จึงให้รอการพิจารณา พ.ร.ก. นี้ไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอจบการพิจารณาในวาระนี้เพียงเท่านี้
นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พรรคเพื่อไทย (พ.ท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่การพิจารณากฎหมายไม่แล้วเสร็จ ไม่สามารถลงมติได้ ทั้งที่มีแนวโน้มจะไม่อนุมัติกฎหมายฉบับนี้ เพราะฟังจากสมาชิกในสภาส่วนใหญ่คัดค้านและไม่เห็นด้วย
ผู้นำฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการยื่นศาลรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลว่า รัฐบาลคาดการณ์ว่า พ.ร.ก. จะถูกสภาคว่ำ จึงใช้กระบวนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยื้อเวลา ต้องบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ชงโดย ครม. กินโดย ครม.และ อุ้มหายโดยครม. เอง ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นที่ผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญควรจะเป็นเสียงที่ไม่อนุมัติ
นพ. ชลน่าน ชี้ว่า แต่การยื่นครั้งนี้แปลเป็นเจตนาอื่นไม่ได้ นอกจากการใช้กลไกของศาลรัฐธรรมนูญยื้อเวลา เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาในการวินิจฉัยอย่างน้อยเวลา 60 วัน ทำให้ พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรืออาจยื้อไปถึงรัฐบาลหน้า
หลังจากนั้น นายชวน กล่าวขอบคุณ ส.ส. และข้าราชการสำนักงานลขาธิการสภาฯ ที่ร่วมทำงานหนักตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยหวังว่า แม้ไม่มีโอกาสกลับมาทุกคน แต่ขอให้ ส.ส. ส่วนใหญ่กลับมาทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
จากนั้น สมาชิกสภาฯ ได้ยืนเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุม และปิดประชุมเวลา 13.41 น.
เกมสภาวัดเสียงรัฐบาลประยุทธ์
จุดยืนของ ส.ส. พรรครัฐบาลอย่างพลังประชารัฐ (พปชร.) อย่างเช่น ส.ส. กลุ่มของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส. พปชร. กล่าวกับรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ทางช่อง อสมท ว่า จุดยืนของ ส.ส. พปชร. กลุ่ม ร.อ. ธรรมนัส ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. ฉบับ ดังกล่าว
"หากจะให้โหวตสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็ค่อนข้างจะฝืนใจ" นายบุญสิงห์ กล่าว
เมื่อเปิดการประชุม สมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.
นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พรรค พ.ท. ยืนยันฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับการใช้บังคับ และจะลงไม่อนุมัติ พ.ร.ก. เนื่องจากการอ้างความไม่พร้อมเรื่องเครื่องมือ และงบประมาณไม่เข้าหลักเกณฑ์ความฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน ความปลอดภัยสาธารณะและส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172
ด้านนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า พร้อมลงชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ พร้อมตั้งคำถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า พ.ร.ก. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบฐานขัดจริยธรรมหรือไม่

ที่มาของภาพ, STR/BBC THAI
ผบ.ตร. ชี้แจง
พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงชี้แจงในที่ประชุมสภาถึงการขอเลื่อนการบังคับใช้ บทบัญญัติ 4 มาตราใน พ.ร.บ. ทรมานอุ้มหายฯ เรื่องเกี่ยวกับการบันทึกภาพและเสียงต่อเนื่องขณะจับกุมว่า ในช่วงพิจารณาร่างกฎหมายเมื่อปี 2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมการพิจารณานั้น ไม่ปรากฏประเด็นการบันทึกภาพและเสียงต่อเนื่องในขณะจับกุม และแจ้งอัยการและฝ่ายปกครอง เพื่อบันทึกการควบคุมตัวในร่างกฎหมาย
ต่อมาในปี 2564 ในชั้นพิจารณาของสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้ถูกเชิญร่วมเข้าชี้แจงต่อประเด้นดังกล่าวแต่อย่างใด และมีการนำเข้านำออกมาตรานี้อยู่หลายครั้ง
พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อด้วยว่า ต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำหนังสือตอบ กมธ. พิจารณาร่างกฎหมาย เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2565 ชี้แจงถึงข้อติดขัดส่วนหนึ่งในการดำเนินการตามบทบัญญัตินี้ ต่อมา กมธ. ตัดข้อนี้ออก แต่สุดท้าย สภาก็บรรจุประเด็นนี้เข้าไป และผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในที่สุด

ที่มาของภาพ, วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา
ผบ.ตร. ชี้ว่า เมื่อกฎหมายออกมา สำนักงานตำรวจฯ ก็เร่งสำรวจอุปกรณ์เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. แต่พบว่าจัดซื้อได้เพียงกว่า 1 แสนตัว ยังไม่เพียงพอ และขาดเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการขอเลื่อนบังคับใช้โดยทำหนังสือไปที่กระทรวงยุติธรรม และอีกส่วนหนึ่งขออนุมัติงบประมาณยังสำนักงบประมาณ ก่อนที่ คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบฯ 444 ล้านบาท เมื่อ 21 ม.ค. 2566 เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังไม่เคยมีการซักซ้อมปฏิบัติระหว่างหน่วยจับกุม และหน่วยรับแจ้ง อีกทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ทั้งการบันทึกภาพและเสียง ยังไม่มีความพร้อม
"ตำรวจทำงานตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ 24 ชม. ต่อวัน มีการจับกุมผู้กระทำความผิดในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะต้องบันทึกภาพและเสียงนานหลายชั่วโมง...และต้องจัดเก็บไว้จนคดีถึงที่สุด หรือคดีขาดอายุความ" ผบ.ตร. กล่าว พร้อมระบุว่า ตำรวจทั้งประเทศที่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. มีทั้งสิ้น 160,000 นายเป็นทั้งสายงานปราบปราบ สายสืบสวน จราจร และตำรวจควบคุมฝูงชน
พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ สรุปด้วยว่า ความไม่พร้อมจะส่งผลกระทบต่อการปราบปรามอาชญากรรมโดยภาพรวม เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ตำรวจจะไม่มั่นใจในการทำงาน การยึดสิ่งของที่มีความผิด และไม่มีการบันทึกภาพและเสียง อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างของจำเลยในการต่อสู้คดี เพราะหลักฐานมีน้ำหนักน้อยลง ศาลอาจยกฟ้องได้ และเรื่องระเบียบกลาง หากยังไม่ถูกกำหนดให้ครบถ้วน หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติแตกต่างกัน จนเป็นปัญหาความชัดเจนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
"ไม่ใช่ตำรวจไม่กล้าจับ แต่การจับตามกฎหมายหนึ่ง และต้องตกเป็นผู้กระทำความผิดอีกกฎหมายหนึ่ง เพราะความไม่พร้อม เรื่องอุปกรณ์ จะต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าในการทำงานจะทำหรือไม่อย่างไร จะส่งผลต่อโดยตรง ต่อการป้องกันและปราบปรามที่ประสิทธิภาพลดลงในทันที ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยต่อสาธารณะในภาพรวม" พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ ระบุ
ไทม์ไลน์การเลื่อนบังคับใช้ 4 มาตรา
เดิมที 22 ก.พ. 2566 จะเป็นวันที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ "พ.ร.บ. ทรมานอุ้มหาย" มีผลบังคับใช้ แต่รัฐบาลเห็นชอบให้มีการชะลอบังคับใช้ 4 มาตรา ออกไป จึงต้องออก พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป
- 14 ก.พ. ครม. เห็นชอบออก พ.ร.ก. ขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.บ. ทรมานอุ้มหาย 4 มาตรา ออกไป
- 19 ก.พ. ครม. ประกาศใช้ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม ในราชกิจจานุเบกษา เลื่อนบังคับใช้ 4 มาตราไปวันที่ 1 ต.ค. 2566
- 23 ก.พ. ครม. เสนอ พ.ร.ก. ต่อสภาผู้แทนราษฎร
- 28 ก.พ. สภาฯ ประชุมนัดพิเศษ พิจารณา พ.ร.ก. ของรัฐบาล











