สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ COP29

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, แมตต์ แมคกราธ
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม
การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 29 ขององค์การสหประชาชาติ หรือ COP29 จบลงแล้ว โดยประเทศกำลังพัฒนากล่าวตำหนิว่าเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 10.2 ล้านล้านบาท) ที่พวกเขาจะได้รับภายในปี 2035 นั้นเป็น “เงินจำนวนเพียงเล็กน้อย”
เสียงของประเทศร่ำรวยจำนวนมากในที่ประชุมสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ รู้สึกประหลาดใจที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างไม่พอใจกับสิ่งที่ดูเหมือนการรากฐานใหญ่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงยอดเงินบริจาคจากเดิม 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) ต่อปีในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งพยายามผลักดันให้ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจได้ข้อสรุปว่า จำนวนเงินที่แท้จริงควรเป็นเท่าไร
เป็นข้อตกลงครั้งสำคัญ แต่ยังคงมีความแตกแยกอันขมขื่น
ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า จำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอและยังเป็นแค่จำนวนเงินรวมระหว่างเงินให้เปล่าและเงินกู้ด้วย นอกจากนี้ประเทศต่าง ๆ ก็รู้สึกรำคาญอย่างมากกับวิธีการของประเทศร่ำรวยที่รอให้ถึงนาทีสุดท้ายถึงจะยกมือให้เห็น
“มันเป็นเงินจำนวนขี้ปะติ๋วเดียว” จันทนี ไรนา ผู้แทนจากอินเดียกล่าวกับผู้แทนคนอื่น ๆ หลังจากข้อตกลงผ่านไปแล้ว
“เอกสารนี้เป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น อย่างน้อยก็ในความเห็นของพวกเรา นี่ไม่ได้กล่าวถึงความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่พวกเรากำลังเผชิญ”
ในที่สุด ประเทศกำลังพัฒนาก็ถูกบังคับให้ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว โดยประเทศร่ำรวยหลายประเทศชี้ไปยังการกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในปีหน้า ซึ่งเขาถือเป็นหนึ่งในผู้กังขาต่อประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยยังโต้แย้งอีกว่า เมื่อวันนั้นมาถึง ประเทศที่กำลังพัฒนาเหล่านี้คงไม่ได้ข้อตกลงที่ดีไปกว่านี้แน่
อย่างไรก็ตาม แพคเกจความช่วยเหลือดังกล่าวก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการมองปัญหาในระยะสั้นจากมุมมองของโลกที่ร่ำรวยกว่า
ข้อโต้แย้งในเรื่องนี้ คือ หากคุณต้องการรักษาโลกให้ปลอดภัยจากอุณหภูมิที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ชาติที่ร่ำรวยกว่าจำเป็นต้องช่วยให้เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่ ลดการปล่อยมลพิษลง เพราะนั่นคิดเป็น 75% ของการปล่อยมลพิษที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
แผนระดับชาติฉบับใหม่นี้มีกำหนดการเผยแพร่ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เพื่อสรุปว่าทุกประเทศจะจำกัดก๊าซที่ทำให้โลกร้อนขึ้นในอีก 10 ข้างหน้าได้อย่างไร โดยแผนงานที่เป็นการด้วยเงินสดแสนเอื้อเฟื้อนี้ส่งผลดีต่อความพยายามเหล่านั้นโดยไม่ต้องสงสัย
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รวมถึงมีเรื่องต่าง ๆ เข้ามาดึงดูดความสนใจมากกมาย การทำให้แต่ละประเทศเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรับมือปัญหาสภาพภูมิอากาศจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ทว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่เรื่องเงินช่วยเหลือก้อนนี้ ได้เปิดรอยร้าวระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศที่จนขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความโกรธและความขมขื่นที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปีแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
ชะตากรรมของ COP ที่อยู่บนเส้นด้าย
การนำ 200 ประเทศไปสู่ข้อตกลงที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ถือว่าเป็นงานที่ยากเสมอ แต่สำหรับเจ้าภาพอย่างประเทศอาเซอร์ไบจานซึ่งไม่มีประวัติเข้าร่วมกระบวนการของ COP อย่างแท้จริง ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้เกินความสามารถของพวกเขา
อิลฮัม อาลีเยฟ ประธานาธิบดีของอาเซอร์ไบจานไม่ได้ช่วยให้ทำให้การประชุมดีขึ้นนัก โดยบอกว่าน้ำมันและก๊าซเป็น “ของขวัญจากพระเจ้า” นอกจากนี้ การโจมตีอย่างตรงไปตรงมาของเขาโดยกล่าวหา “สื่อข่าวปลอมจากตะวันตก” องค์กรการกุศล และนักการเมืองต่าง ๆ ว่า “เผยแพร่ข้อมูลอันบิดเบือน” ก็ยิ่งไม่ได้ทำให้บรรยากาศดีขึ้น
อาเซอร์ไบจานเป็นรัฐอำนาจนิยมลำดับที่ 3 ที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุม COP โดยปีก่อนหน้านี้ตกเป็นของอียิปต์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตามลำดับ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิธีการเลือกเจ้าภาพจัดงาน
อาเซอร์ไบจานมีความเหมือนกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตรงที่เศรษฐกิจของพวกเขาสร้างขึ้นจากการส่งออกก๊าซและน้ำมัน รวมถึงถ่านหิน
จากการพูดคุยนอกรอบระหว่างบีบีซีกับเจรจาอาวุโสหลายคน พวกเขาต่างพูดถึงความคับข้องใจกับสิ่งที่บางคนเรียกว่านี่เป็น COP ที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ โดยผู้นำการเจรจาระดับอาวุโสหลายคนได้เขียนจดหมายเปิดที่กล่าวว่าการประชุม COP มีความไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของมัน และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป

จีนก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างเงียบ ๆ
ด้วยบทบาทของสหรัฐฯ ในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยังคงเป็นข้อสงสัย เพราะว่าทรัมป์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่เชื่อว่าโลกมีปัญหาดังกล่าว ความสนใจจึงมุ่งเป้าไปที่ใครอาจขึ้นมาเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง ในกรณีที่สหรัฐฯ อาจไม่มีบทบาทด้านนี้ และผู้ที่คาดว่าจะรับช่วงต่อโดยปริยายก็คือประเทศจีนนั่นเอง
ในบรรดาผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนใหญ่มักนั่งเงียบในที่ประชุม COP ปีนี้ ก่อนจะเผยท่าทีเป็นครั้งแรกผ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเงินด้านสภาพภูมิอากาศที่เตรียมมอบให้ประเทศกำลังพัฒนา
ทว่า สหประชาชาติยังกำหนดว่าจีนเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งหมายความว่าจีนไม่มีภาระผูกพันอย่างเป็นทางการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการให้เงินช่วยเหลือแก่ประเทศยากจน
อย่างไรก็ตาม จีนได้ลงนามในข้อตกลงทางการเงินดังกล่าว ทำให้เขากลายเป็นผู้สมัครใจให้เงินอุดหนุนกองทุนรวมสำหรับประเทศที่มีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพ
“จีนมีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศทางใต้ของโลก” ลี ชัว จากสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย กล่าว “สิ่งนี้ควรขับเคลื่อนให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต”

ที่มาของภาพ, Reuters
“การป้องกันทรัมป์” จากการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ
แม้ว่าทรัมป์ไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่สามารถรู้สึกถึงเขาได้ทั่วการประชุม COP โดยมีหนึ่งองค์ประกอบที่มีร่วมกันในหมู่ผู้เจรจาในกรุงบากู คือ ความจำเป็นที่ต้องทำให้แน่ใจได้ว่ารัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 จะไม่พลิกการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังมานานหลายปี
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่เห็นว่าประเทศร่ำรวยกว่าต้องการความมุ่งมั่นอย่างมากในการระดมทุนภายในปี 2035 พวกเขาเชื่อว่าการกำหนดกรอบเวลาจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถเข้ามาร่วมสมทบเงินทุนได้อีกครั้งเมื่อทรัมป์สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ในทำนองเดียวกัน การผลักดันเพื่อเพิ่มฐานผู้เข้าร่วมจ่ายเงินอุดหนุน ก็มีการคำนึงถึงทรัมป์ด้วย โดยดึงจีนเข้ามาสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งถึงแม้ว่ามาโดยสมัครใจ แต่มันจะถูกใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ เช่น COP นั้นมีคุณค่าเช่นไร
“ไม่มีใครคิดว่าทรัมป์ในฐานะผู้นำทำเนียบขาวจะมีความสำคัญใด ๆ นอกจากความเสียหายต่อการเจรจาสภาพภูมิอากาศแบบพหุภาคี” ศ.ไมเคิล จาคอบส์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน ODI GLOBAL กล่าว “แต่ข้อตกลงนี้ก็พยายามจำกัดความเสียหายให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้”
นักรณรงค์เสียงดังมากขึ้น

แนวโน้มที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งระหว่างการประชุม COP29 คือ ท่าทีขององค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากที่มีความก้าวร้าวมากขึ้นในบางช่วง
ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เห็นด้วยตัวเองเมื่อผู้แทนด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ อย่างนายจอร์น โพเดสตา ถูกไล่ออกจากพื้นที่การประชุมพร้อมกับเสียงกร่นด่าว่า “น่าอับอาย” ดังก้องอยู่ในหูเขา
ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศพึ่งพาเอ็นจีโอเหล่านี้เพื่อขอการสนับสนุนในการจัดการกับเหตุการณ์ที่ซับซ้อน เช่น COP โดยระหว่างที่มีการพูดคุยนั้น ก็เกิดการผลักดันอย่างหนักจากนักรณรงค์หลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงเกือบทั้งหมด
เช่นเดียวกัน ในการประชุมเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายซึ่งทุกประเทศยอมรับข้อตกลงทางการเงิน ก็มีเสียงโห่ร้องเชียร์อย่างกึกก้องเมื่อผู้พูดจากหลายประเทศขึ้นพูดโจมตีข้อตกลงดังกล่าว แม้มีการเคาะค้อนเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างสงบก็ตาม
ต้องติดตามกันต่อว่าในการประชุม COP ครั้งต่อไป การเคลื่อนไหวที่เผชิญหน้าและการถกเถียงอันตึงเครียดเช่นนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการประชุมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศหรือไม่












