You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัว "ลูกเกด-ชลธิชา" หลังศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 2 ปี 8 เดือน คดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ กรณีโพสต์เฟซบุ๊กราษฎรสาส์น
ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน (ปชน.) ถูกฟ้องว่ามีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) จากการโพสต์ข้อความถึงสถาบันฯ ในกิจกรรม "ราษฎรสาส์น" เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 โดยพิพากษาจำคุก 4 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
ทันทีที่ศาลมีคำสั่งในคดีนี้ ฝ่ายกฎหมายของพรรค ปชน. ได้ยื่นเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราว จากการเปิดเผยของนายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.
ต่อมาในเวลา 11.32 น. ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัว "ลูกเกด ชลธิชา" ระหว่างอุทธรณ์ ไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง จากการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ก่อนที่ในเวลา 15.55 น. ศูนย์ทนายฯ จะรายงานว่า ศาลอุุทธรณ์ได้อนุญาตให้ประกันตัว น.ส.ชลธิชาระหว่างอุทธรณ์คดี โดยให้วางหลักประกัน 300,000 บาท ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ
- ห้ามจำเลยกระทำการในลักษณะเดียวกับที่ถูกฟ้อง
- ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
- ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากที่นายนพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เข้าแจ้งความกล่าวหาเธอต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ก่อนที่อัยการจะมีคำสั่งฟ้องในวันที่ 15 มี.ค. 2565 โดยศาลรับฟ้องและให้สิทธิประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุรายละเอียดในคำฟ้องของคดีนี้ไว้ว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 จําเลยซึ่งใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กว่า "Chonticha Kate Jangrew" ได้โพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหว "ราษฎรสาส์น" โดยได้แสดงความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากําลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันฯ รวมถึงการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน
คำฟ้องยังระบุต่อไปว่าโพสต์ดังกล่าวยังมีการเขียนข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี คุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัย นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์รับฟังเสียงของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันฯ รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนมาเข้าร่วมกิจกรรม #ราษฎรสาส์น ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
โดยภายหลังที่อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว น.ส. ชลธิชาในระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวโดยให้ติดกำไลอีเอ็ม และตั้งเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 20.00 – 05.00 น.
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า น.ส.ชลธิชาติดกำไลอีเอ็มอยู่เป็นเวลาเกือบ 1 ปี จึงได้รับอนุญาตให้ถอดออก เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2566
ก่อนหน้านี้ นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน เปิดเผยในทันทีหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีนี้ว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนกำลัง "ยื่นเรื่องอย่างเต็มที่ในการขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยการวางหลักทรัพย์" ซึ่งเขาเชื่อว่า "ศาลจะใช้ดุลยพินิจอย่างเป็นธรรม"
เขาเน้นย้ำว่าที่ผ่านมา น.ส.ชลธิชา ให้ความร่วมมือเดินทางมาศาลตามนัดทุกครั้ง และก่อนหน้านี้ น.ส.ชลธิชา ก็เคยถูกคำพิพากษาจำคุก 2 ปีที่ศาลจังหวัดธัญบุรีและศาลก็ให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์คดี จึงมั่นใจว่าในคดีนี้จะไม่มีปัญหาในการประกันตัว
อย่างไรก็ตาม หาก น.ส.ชลธิชา ไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์คดี ก็ต้องถูกนำตัวส่งเข้าเรือนจำ ซึ่งจะพ้นสภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทันที และคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องประกาศวันเลือกตั้งซ่อมใหม่ในเขต 3 จังหวัดปทุมธานี ภายใน 45 วัน
ส่วนความคืบหน้าคดี ม.112 ของ สส.ในพรรคคนอื่น ๆ นายปิยรัฐ เปิดเผยว่าคดีของเขายกฟ้องไปแล้ว 2 คดี แต่ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายโจทก์จะอุทธรณ์ต่อหรือไม่ และยังมีคดีที่เขาต้องไปสืบพยานที่ จ.อุบลราชธานี นอกจากนี้ยังมีคดีของ น.ส.รักชนก ศรีนอก ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน "แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล" ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว โดยเรียกร้องให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศในการเคารพ ปกป้อง และส่งเสริมการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกโดยความสงบ
น.ส.เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า การพิพากษาในวันนี้ตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ซึ่งนับตั้งแต่การชุมนุมประท้วงปี 2563 มีประชาชน นักกิจกรรม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ถูกดำเนินคดีอาญาและพิพากษาลงโทษ
"หากมีการปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในคดีนี้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ไม่ควรมีใครต้องถูกพรากเสรีภาพและถูกควบคุมตัวเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็นของตนเอง" เธอระบุในแถลงการณ์
"การคุกคามอย่างต่อเนื่องของทางการไทยต่อผู้เห็นต่าง เป็นภาพสะท้อนที่ย้อนแย้งกับคำมั่นสัญญาที่ไทยประกาศบนเวทีโลก ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทางการไทยต้องยุติการใช้กฎหมายเป็นอาวุธเพื่อข่มขู่และคุกคามผู้วิจารณ์ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน"
ได้รับการประกันตัว คดี ม.112 อีกคดี กรณีปราศรัยคาร์มอบปี 64
นอกจากคดีข้างต้นแล้ว ชลธิชา ยังถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อีกคดีจากกรณีปราศรัยในการชุมนุม "คาร์ม็อบ" หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อ 11 ก.ย. 2564 เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง
โดยในวันที่ 30 ก.ย. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ "ลูกเกด" สส.พรรคประชาชน
ก่อนที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะรายงานว่าศาลมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือสั่งจำคุก 2 ปี อย่างไรก็ตาม ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ประกันตัวชลธิชาระหว่างฎีกา โดยใช้หลักประกันเดิม จำนวน 150,000 บาท ที่เคยวางในชั้นอุทธรณ์ หมายความว่าเธอจะยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ สส. ต่อไปได้
สำหรับคดีดังกล่าว ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีจำเลยทั้งสิ้น 10 คน โดยมีนักกิจกรรมและประชาชนอีก 9 คน ถูกฟ้องเฉพาะข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดปทุมธานี เรื่องมาตรการป้องกันโควิด และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่มีเพียงชลธิชาคนเดียวที่ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 เพิ่มจากข้อหาข้างต้น
โดยมูลเหตุที่ทำให้เธอถูกฟ้องในคดี ม.112 ด้วยนั้น มาจากการปราศรัยในประเด็นที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และแก้กฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เมื่อปี 2561
ศูนย์ทนายฯ รายงานด้วยว่า เมื่อ 27 พ.ค. 2567 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ยกฟ้องจำเลยทั้งสิบในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่พิพากษาว่าชลธิชากระทำความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากกล่าวข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์เอาเงินภาษีประชาชนมาใช้ส่วนพระองค์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง จึงให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่มีเหตุบรรเทาโทษเหลือ 2 ปี เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ก่อนศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวชลธิชาในระหว่างอุทธรณ์