ทำความเข้าใจประกาศเตือนภัยน้ำท่วม ฉบับภาษาชาวบ้าน

น้ำท่วมเชียงใหม่

ที่มาของภาพ, สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์

คำบรรยายภาพ, ภาพเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณถนนช้างคลาน เขต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2567

สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยที่จนถึงขณะนี้ในเดือน ต.ค. ถือเป็นระลอกที่สามของปี 2567 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือน ส.ค. เป็นต้นมา รวมแล้ว 44 จังหวัด มีผู้ประสบภัยพิบัติแล้วกว่า 2.4 แสนครัวเรือน ตามรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

ในการเผชิญเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมแต่ละครั้ง สารที่คนทั่วไปมักได้รับทราบในการเตือนภัยของทางการ คือคำศัพท์ทางเทคนิค หรือตัวเลขระดับน้ำที่อาจจะฟังแล้วไม่เข้าใจและไม่สามารถแปลงสารออกมาให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที อย่างเช่น ปริมาณน้ำฝนในหน่วยมิลลิเมตร ระดับน้ำสูงสุดที่จุดวัดน้ำ ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านประตูระบายน้ำของแม่น้ำสายหลัก เป็นต้น

เพื่อทำความเข้าใจถึงความหมายของตัวเลขต่าง ๆ บีบีซีไทยได้ขอให้ ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงนิยามความหมายของคำศัพท์ทางเทคนิคต่าง ๆ

ปริมาณน้ำฝน

หนึ่งในคำศัพท์ที่เรามักจะได้ยินจากกรมอุตุนิยมวิทยา คือ ปริมาณน้ำฝน ซึ่งหากติดตามการพยากรณ์อากาศ กรมอุตุฯ จะแจ้งเตือนในแต่ละจุดว่าจะมีฝนตกปริมาณกี่มิลลิเมตร (มม.) ผศ.ดร.ณัฐ อธิบายว่า ในประเทศไทย มี 2 หน่วยงานที่ติดตั้ง "ถังวัดน้ำฝน" ตามจุดต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.)

เราจะรู้ปริมาณน้ำฝนไปทำไม ?

ผศ.ดร.ณัฐ อธิบายว่า ปริมาณน้ำฝนเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่จะช่วยให้เราประเมินได้ว่า มีโอกาสเกิดน้ำท่วมหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เพราะฝนถือเป็นจุดตั้งต้นของการเกิดน้ำท่า (น้ำที่ไหลบ่าบนผิวดินและรวมตัวกันเป็นน้ำที่ไหลในแม่น้ำ ) และถ้าปริมาณน้ำท่ามีมากเกินกว่าลำน้ำจะรับไหว ก็จะเกิดเหตุการน้ำท่วมขึ้นได้ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตั้งเกณฑ์ปริมาณน้ำฝนไว้ ใน 4 ระดับ ได้แก่

1. ฝนเล็กน้อย (light rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 0.1 มิลลิเมตร ถึง 10.0 มิลลิเมตร

2. ฝนปานกลาง (moderate rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 10.1 มิลลิเมตร ถึง 35.0 มิลลิเมตร

3. ฝนหนัก (heavy rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 35.1 มิลลิเมตร ถึง 90.0 มิลลิเมตร

4. ฝนหนักมาก (very heavy rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตร ขึ้นไป

เทศบาลนครเชียงใหม่

ที่มาของภาพ, เทศบาลนครเชียงใหม่

แม้บางครั้งเราอาจจะเห็นข้อมูลน้ำ เช่น ปริมาณการระบายน้ำที่สถานีวัดน้ำหรือปริมาณน้ำปล่อยจากเขื่อน แต่อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ม.เกษตรศาสตร์ อธิบายต่อว่า หากเป็นพื้นที่ทั่วไป แนะนำให้ดูปริมาณฝนก่อน เพราะจุดวัดน้ำฝนมีมากกว่าจุดตรวจวัดและแสดงผลของการระบายน้ำในลำน้ำ และยิ่งหากเป็นพื้นที่บนป่าเขาหรือที่ลาดชัน ก็จะไม่มีข้อมูลการระบายน้ำที่สามารถประเมินเหตุได้

“พื้นที่พวกนั้น (พื้นที่ภูเขา ที่ลาดชัน) ก็จะดูจากฝนที่ตก ถ้าตกเกินกว่ากี่ มม. หากวัดตามกรมอุตุฯ คือ 90 มม. ถือว่าหนักมาก ก็มีโอกาสที่จะเกิดน้ำป่าหรือดินถล่มได้ อะไรทำนองนี้”

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า แต่ละพื้นที่มีกายภาพอย่างไร เช่นพื้นที่ในเมือง กับพื้นที่ที่ไม่ใช่ลักษณะเมือง ก็จะมีความสามารถในการรับน้ำแตกต่างกัน

“แต่ละพื้นที่แม้ฝนตกหนักเท่ากัน แต่มันอาจจะเกิดความเสียหายได้ไม่เท่ากัน อย่างเช่น ถ้าหากฝนตกกรุงเทพฯ 60 มม. นี่ก็อ่วมแล้ว แต่ถ้าเกิดไปตกที่ จ.ตราด ที่มีฝนเยอะ ๆ อยู่แล้ว เขาอาจจะบอกว่าเฉย ๆ เพราะฉะนั้น แต่ละพื้นที่จะมีสภาพพื้นที่ที่รองรับน้ำที่แตกต่างกันอีก แต่ว่ากรมอุตุฯ เขาก็เซ็ตเป็นมาตรฐานโดยทั่วไป”

สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์

ที่มาของภาพ, สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์

คำบรรยายภาพ, แม่น้ำแม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ลำน้ำแม่แตงเป็นลำน้ำสาขาที่เติมมวลน้ำให้กับแม่น้ำปิง ซึ่งมีเส้นทางเข้าสู่ อ.เมืองเชียงใหม่

ปล่อยน้ำจากเขื่อน กี่ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงจะเสี่ยงท่วม

ผศ.ดร.ณัฐ อธิบายว่า น้ำที่ปล่อยผ่านทางระบายน้ำของเขื่อน มีทั้งท่อระบายน้ำลงลำน้ำน้ำเดิม (river outlet) ทางระบายน้ำล้นใช้การ (service spillway) และทางระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (emergency spillway) และน้ำที่ปล่อยผ่านประตูระบายน้ำ จะมีหน่วยของอัตราการไหล เป็นหน่วยปริมาตรของน้ำต่อหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งหมายถึงในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ มีปริมาตรของน้ำไหลผ่าน ณ จุดที่ตรวจวัดเท่าไหร่ เช่น 100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หมายถึง ใน 1 วินาที มีน้ำไหลผ่านจุดที่สนใจนี้ 100 ลูกบาศก์เมตร เป็นต้น

เช่นเดียวกับ ปริมาณน้ำ ยกตัวอย่างที่ปรากฏในข่าวการเตือนภัย เช่น ปริมาณน้ำหรืออัตราการไหลที่ปล่อยผ่านเขื่อนเจ้าพระยา

หากระบุว่า ปล่อยน้ำ ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาคือ 2,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ก็คือ ในแต่ละวินาที มีน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายน้ำของเขื่อนจำนวน 2,200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งตัวเลขนี้จะสัมพันธ์กันกับความสามารถในการรองรับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาที่จุดต่าง ๆ

ผศ.ดร.ณัฐ อธิบาย โดยใช้แผนผังการระบายน้ำของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกอบ โดยยกตัวอย่าง การระบายน้ำที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งระบุตัวเลขอัตราการไหลของน้ำที่ไหลผ่านจุดนี้ได้มากที่สุด (อ.สรรพยา) โดยที่ไม่เกิดการไหลล้นตลิ่ง หรือเรียกว่า เต็มความจุลำน้ำ (full capacity) ไว้ที่ 2,730 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

แต่การตรวจวัด ณ เวลา 9.00 น. ของวันที่ 8 ต.ค. 2567 ตัวเลขการไหลที่เกิดจริง คือ 2,199 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

หากตัวเลขการไหลจริงมีค่ามากกว่า 2,730 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ก็จะหมายถึง "มีน้ำเกินกว่าความสามารถในการรับน้ำ (ระบายน้ำ) ของแม่น้ำ ณ จุดนั้น ๆ และจะเริ่มมีการไหลล้นตลิ่งออกไปท่วมพื้นที่ข้างเคียง" ผศ.ดร.ณัฐ อธิบาย

แผนผังระบายน้ำ

ที่มาของภาพ, สทนช.

คำบรรยายภาพ, แผนผังระบายน้ำ เป็นหนึ่งในชุดข้อมูลที่ทางการมักนำมาแจ้งเตือนภัยต่อประชาชน

ระดับน้ำที่จุดวัดน้ำ วัดจากตรงไหน รู้ได้อย่างไรว่าจะเอ่อท่วมหรือไม่

ในเหตุน้ำท่วมตัวเมือง จ.เชียงใหม่ ช่วงตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. เป็นต้นมา หนึ่งในจุดที่ถูกนำเสนอมากที่สุด คือระดับน้ำของแม่น้ำแม่ปิงที่สถานี P.1 สะพานนวรัฐ โดยในวันที่ 5 ต.ค. 2567 เวลา 18.00 น. ระดับแม่น้ำปิง สถานี P.1 สะพานนวรัฐ ระดับน้ำอยู่ที่ 5.29 ม.

ตัวเลขระดับน้ำ 5.29 เมตร นี้ หมายความว่าอย่างไร และวัดจากไหน

ผศ.ดร.ณัฐ อธิบายว่า ค่าระดับน้ำ 5.29 เมตร คือค่าระดับน้ำสูงเหนือระดับศูนย์ของเสาวัดระดับน้ำ โดยระดับศูนย์ของเสาส่วนใหญ่จะเป็นค่าระดับที่ท้องลำน้ำนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปและลำน้ำมีการเปลี่ยนแปลง ค่าระดับที่ท้องลำน้ำตรงนั้นอาจจะไม่ตรงกับระดับศูนย์ของเสาก็ได้

สถานีวัดน้ำ สะพานวรัฐ

ที่มาของภาพ, กรมชลประทาน

นอกจากนี้ ข้อมูลน้ำที่อยู่ในเว็บไซต์จะบอกด้วยว่า ระดับตลิ่งของแม่น้ำแม่ปิงตรงจุดสะพานนวรัฐหรือจุดวิกฤต คือเท่าไหร่ ซึ่งในที่นี้คือ ระดับตลิ่งอยู่ที่ 3.70 เมตร และบอกถึงค่าความจุลำน้ำด้วย ซึ่งก็คือ น้ำไหลเต็มที่ไม่ล้นตลิ่งจะมีอัตราอยู่ที่ 405.00 ลบ.ม./วินาที ดังนั้นหากระดับน้ำและปริมาณน้ำจริงเกินตัวเลขดังกล่าว น้ำจะเอ่อล้นออกมาและท่วมพื้นที่โดยรอบ

“ในข่าวส่วนใหญ่จะเขียนว่า ที่สถานี P.1 มีความลึกน้ำ 5 เมตร ทำให้คนที่ไม่เคยติดตามเรื่องน้ำ จะคิดว่ามีความสูงน้ำเหนือพื้นดิน 5 เมตร แต่ถ้าเขียนว่า “ระดับน้ำที่สถานี P.1 เท่ากับ 5 เมตรเหนือระดับศูนย์เสาวัด หรือเท่ากับความสูงน้ำเหนือตลิ่ง 1.3 เมตร” จะทำให้ทุกคนมีความเข้าใจได้ตรงกัน”

สำนักงานชลประทานที่ 1

ที่มาของภาพ, สำนักงานชลประทานที่ 1

คำบรรยายภาพ, สถานีวัดระดับน้ำ P.1 สะพานนวรัฐ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 4 ต.ค. มีระดับน้ำสูง 5.01 เมตร (จุดวิกฤต 3.70 เมตร) ก่อนที่จะขึ้นไปที่ 5.30 เมตร ในวันที่ 5 ต.ค.

น้ำล้นตลิ่ง หมายถึงอะไร

อาจารย์ด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ อธิบายว่า น้ำล้นตลิ่ง หมายถึงว่า ระดับน้ำในแม่น้ำ ณ เวลานั้น อยู่สูงเหนือระดับตลิ่งเท่าใด โดยที่ทั้งระดับน้ำ และระดับตลิ่งจะอ้างอิงความสูงเหนือระดับมาตรฐานเดียวกัน เช่น ระดับศูนย์ของเสาวัดระดับน้ำ หรือระดับน้ำทะเลปานกลาง เช่น ระดับน้ำมีค่า 5.3 เมตร (เหนือระดับศูนย์ของเสาวัดระดับน้ำ) หรือเท่ากับ +305.8 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) และระดับตลิ่งอยู่ที่ 3.7 เมตร หรือ +304.2 ม.รทก. เมื่อจับมาลบกัน จะได้ว่าความสูงน้ำเหนือตลิ่งเท่ากับ 5.3 – 3.7 เท่ากับ 1.6 เมตร ซึ่งก็คือมีน้ำล้นตลิ่งสูง 1.6 เมตรนั่นเอง

ดังนั้น จากน้ำท่วมเชียงใหม่ในระลอกล่าสุด จะเห็นได้ว่า หากวัดตัวเลขระดับน้ำวันที่ 5 ต.ค. ระดับน้ำที่สถานีวัดสะพานนวรัฐ สูง 5.29 เมตร แต่ระดับตลิ่งสูงเพียง 3.70 เมตร นั่นหมายความว่า มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่งถึง 1.59 เมตร

แผนที่น้ำท่วม จะช่วยให้รู้จุดเสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่

ผศ.ดร.ณัฐ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันหน่วยงานน้ำได้จัดทำระบบข้อมูลมากมายที่เป็นประโยชน์ แต่ปัญหาคือการเผยแพร่ให้คนเอาไปใช้

ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ยกตัวอย่างแผนที่เสี่ยงน้ำท่วมทั่วประเทศไทยที่สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดทำและนำมาแสดงผลบนเว็บไซต์ที่สามารถเรียกดูชั้นข้อมูลต่าง ๆ ได้มากมาย ตั้งแต่ระดับลุ่มน้ำจนถึงเขตการปกครอง จังหวัด อำเภอ ตำบล เทศบาล โดยใช้ข้อมูลที่บูรณาการกับกรมชลประทาน

"มีการทำเอาไว้ว่า ถ้าสถานีนี้ระดับน้ำสูงเท่าไหร่ จะเข้าสู่โซนเหลือง สูงเท่าไหร่ถึงจะเข้าสู่โซนแดง ที่หมายความว่าจะท่วมเป็นวงกว้าง จะมีข้อมูลตรงนั้นอยู่ที่เว็บไซต์นั้น"

ในการรับมือกับมวลน้ำจากเชียงใหม่ของ จ.ลำพูน บีบีซีไทยได้เห็นแผนที่คาดการณ์น้ำท่วมของชลประทาน จ.ลำพูน ซึ่งเผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊กของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ซึ่งเป็นรูปแบบของแผนที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ ผศ.ดร.ณัฐ กล่าว

แผนที่คาดน้ำท่วมลำพูน

ที่มาของภาพ, สวท.ลำพูน FM 95

คำบรรยายภาพ, แผนที่คาดการณ์น้ำท่วม จ.ลำพูน ณ เวลา 21.00 น. ของวันที่ 8 ต.ค. 2567 จัดทำโดยชลประทาน จ.ลำพูน

เหตุใดน้ำท่วมเชียงใหม่รอบสองจึงหนัก

เมื่อขอให้วิเคราะห์เหตุน้ำท่วมที่ จ.เชียงใหม่ รอบของวันที่ 4 ต.ค. เป็นต้นมา ซึ่งผู้ประสบภัยหลายพื้นที่บอกว่า เป็นพื้นที่ที่น้ำไม่เคยท่วมมาก่อน ผศ.ดร.ณัฐ อธิบายว่า ทางด้านฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำแม่ปิง บริเวณลุ่มน้ำแม่แตงและแม่ริม มีฝนตกปริมาณมาก ซึ่งฝั่งนั้นไม่ได้มีตัวเก็บกักน้ำเลย ฝนที่ตกลงมาเกิดเป็นน้ำท่าบ่าไหลลง จึงลงมาที่แม่น้ำปิงเกือบทั้งหมด และอาจจะด้วยน้ำมีลักษณะเป็นน้ำโคลน ทำให้ตัวสภาพลำน้ำเปลี่ยนไปเยอะ และทำให้ความสามารถในการรับน้ำน้อยลง

“ถึงแม้น้ำจะมาไม่ได้เยอะอย่างที่มีการประเมินว่าท่วมเหมือนปี 54 แต่ถ้าดูปริมาณน้ำ รอบนี้ไม่ได้มากกว่าปี 54 แต่ว่าระดับน้ำนั้นสูงกว่า เพราะตัวลำน้ำเองอาจจะเกิดการตื้นเขิน และเกิดการเอ่อขึ้นมาจึงเข้าท่วมบ้านเรือน อีกทั้งลักษณะของพื้นที่ภาคเหนือคือมีความลาดชันกว่าเมื่อเทียบกับภาคกลาง ดังนั้น เวลาน้ำเอ่อออกไป ไม่กี่วันหรือสามวันก็จะลดลง แต่มันก็เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะน้ำโคลนที่ทำให้ความเสียหายเยอะ” ผศ.ดร.ณัฐ กล่าว

ภาพมุมสูงน้ำท่วมเชียงใหม่

ที่มาของภาพ, PR Chiangmai

ผศ.ดร.ณัฐ ให้ความเห็นด้วยว่า น้ำที่ท่วมเชียงใหม่รอบแรก อาจจะเหมือนกับชะล้างเช่นเดียวกับกรณีของ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่โคลนสูงเป็นเมตร เมื่อน้ำระลอกสองมาอาจจะเกิดตะกอนที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ

“อย่างรอบแรก ตัวแม่น้ำปิงอาจจะยังรับไหวอยู่ แต่ว่าน้ำมันมาพร้อมโคลน ดังนั้น ในตัวระบบท่อน้ำหรือทางระบายก็จะเริ่มตื้นเขิน เพราะรอบที่สองมาปุ๊ป ก็อาจทำให้น้ำเอ่อล้นกว่าเดิมเยอะ ก็มีโอกาสได้เช่นกัน ซึ่งต้องตรวจสอบดูว่าเกิดอะไรขึ้น และจะแก้ไขอย่างไรได้ในอนาคต”

สถานการณ์ล่าสุด ณ 9 ต.ค. มวลน้ำจากทางตอนเหนือกำลังเดินทางมายังภาคกลาง

มวลน้ำจากลุ่มน้ำปิงและลำน้ำสาขาจากหลายพื้นที่ใน จ.เชียงใหม่ ได้เดินทางมายัง อ.เมือง จ.ลำพูน แล้ว ขณะที่ลำนำสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ปิง วัง ยม พบว่าในบางจุดมีระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น แม่น้ำวังบริเวณ อ.แม่พริก และ อ.สามเงา จ.ตาก แม่น้ำยม บริเวณ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ทำให้ขณะนี้แม่น้ำสายหลักของภาคเหนือและภาคกลางมีน้ำในระดับปานกลางถึงน้ำมาก และอีก 23 วัน กว่าประเทศไทยจะสิ้นสุดฤดูฝน จากข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ล่าสุด

ส่วนกรมชลประทานรายงานว่า ปัจจุบันมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที และจากการคาดการณ์ปริมาณน้ำ 1-7 วันข้างหน้า ซึ่งคาดว่าวันที่ 11 ต.ค. จะมีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาปริมาณ 2,800 ลบ.ม./วินาที จึงจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกิน 2,400 ลบ.ม./วินาที ผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

จึงส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับเพิ่มสูงจากเดิม 0.60-0.70 เมตร ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชุมชนริมน้ำได้รับผลกระทบ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ (9 ต.ค) ว่าระดับน้ำบริเวณ อ.เมือง และ ป่าซาง จ.ลำพูน ยังเพิ่มระดับขึ้น เช่นเดียวกันกับบริเวณ อ.พรหมพิราม บางระกำ เมืองพิษณุโลก บางกระทุ่ม วังทอง นครไทย และวัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก

สวท.ลำพูน FM 95

ที่มาของภาพ, สวท.ลำพูน FM 95

คำบรรยายภาพ, รายงานล่าสุด เมื่อ 9 ต.ค. น้ำท่วมอำเภอเมืองลำพูน รวม 7 ตำบล 42 หมู่บ้าน แต่มวลน้ำจาก จ.เชียงใหม่ ที่จะลงมาสู่ จ.ลำพูน จะถูกบริหารจัดการกระจายใน 4 เส้นทาง ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

ขณะที่สถานการณ์ในภาคกลาง พบว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้น บริเวณ อ.วิเศษไชยชาญ ไชโย เมืองอ่างทอง ป่าโมก จ.อ่างทอง ส่วน จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่ อ.บางบาล ผักไห่ เสนา พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร บาง ปะหัน รวมถึง อ.สามโคก และ อ.เมือง จ.ปทุมธานี

ปัจจุบัน ภาคเหนือมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยและดินถล่มมากกว่า 13,000 ครัวเรือน ใน 8 จังหวัด ส่วนภาคกลางมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบมากกว่า 29,000 ครัวเรือน ใน 6 จังหวัด ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 29 คน (จากการรวบรวมข้อมูลโดย ปภ. ระหว่างวันที่ 16 ส.ค. – 9 ต.ค.)

เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง

ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 13-24 ต.ค. นี้ ซึ่งเมื่อประกอบกับมวลน้ำหลากจากทางตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะทำให้ระดับของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น และทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำและแนวเขื่อนป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ) บริเวณจังหวัดสมุทราปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสงคราม นครปฐม และ สมุทรสงคราม เสี่ยงเกิดน้ำท่วมด้วย