You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดสถิติผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ?
- Author, จัสมิน ฟ็อกซ์-สเคลลี
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
จำนวนผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ พุ่งทะยานเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สหรัฐฯ นั้น อัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้ สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนแซงหน้ามะเร็งชนิดอื่น ๆ ทั้งหมด ชวนให้สงสัยว่าอะไรคือสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการระบาดนี้กันแน่
ต่อมไทรอยด์ (thyroid gland) เป็นอวัยวะตรงส่วนฐานของลำคอ โดยอยู่ต่ำลงมาด้านล่างของลูกกระเดือกพอดี ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่หลั่งฮอร์โมน ซึ่งช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, น้ำหนักตัว, และอุณหภูมิของร่างกาย โรคมะเร็งของต่อมไทรอยด์จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเซลล์ของต่อมดังกล่าวแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้าย เซลล์มะเร็งยังสามารถแพร่กระจายตัว และเข้ารุกรานเนื้อเยื่อโดยรอบรวมทั้งอวัยวะอื่น ๆ ได้อีกด้วย
แม้โดยส่วนใหญ่แล้ว โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเริ่มเป็นกังวลกันว่า โรคมะเร็งชนิดนี้มีอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นมากและรวดเร็วเกินไป โดยตัวเลขสถิติจากฐานข้อมูล Surveillance, Epidemiology, และ End Results (Seer) ซึ่งรวบรวมการรายงานกรณีโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ในสหรัฐฯ พบว่ายอดจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ระหว่างช่วงปี 1980-2016 โดยเพิ่มจาก 2.39 เป็น 7.54 คนต่อแสนคน ในกลุ่มผู้ชาย และเพิ่มจาก 6.15 เป็น 21.28 คนต่อแสนคน ในกลุ่มผู้หญิง
พญ.ซานเซียนา โรมัน ศัลยแพทย์ต่อมไร้ท่อ ประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก (USFC) ของสหรัฐฯ กล่าวว่า "มะเร็งต่อมไทรอยด์ยังคงเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งไม่กี่ชนิด ที่อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ความก้าวหน้าของการแพทย์จะพัฒนาไปไกลมากแล้วก็ตาม"
ความรู้ดั้งเดิมทางการแพทย์ระบุถึงสาเหตุของมะเร็งต่อมไทรอยด์ว่า การได้รับรังสีที่มีประจุไฟฟ้าในปริมาณมากตั้งแต่วัยเด็ก สามารถทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้ เช่นในช่วงหลายปีหลังเกิดเหตุวินาศภัยโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อปี 1986 เด็กจำนวนมากในยูเครน, เบลารุส, และรัสเซีย ล้มป่วยกันด้วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนที่ญี่ปุ่น 36% ของกรณีโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งได้เริ่มมีการรายงานมาตั้งแต่ปี 1958 คือเหล่าผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู ซึ่งได้รับกัมมันตรังสีปริมาณมากในวัยเด็ก
อย่างไรก็ตามในกรณีของสหรัฐฯนั้น น่าสงสัยว่าไม่เคยเกิดหายนะภัยจากนิวเคลียร์ขึ้นเลยสักครั้ง ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 จึงไม่อาจนำเรื่องนี้มากล่าวอ้างว่า เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ที่พุ่งสูงขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น ทว่าหลังจากที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญพากันพิศวงงงงวยอยู่พักใหญ่ ก็มีการสังเกตพบว่าอัตราการเกิดโรคที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นผลมาจากการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย และวิธีตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีขึ้นกว่าเก่าก็เป็นได้
ในยุคทศวรรษ 1980 วงการแพทย์เริ่มใช้คลื่นอัลตราซาวด์ถ่ายภาพของต่อมไทรอยด์ (thyroid ultrasonography) เป็นครั้งแรก ซึ่งก็คือการใช้คลื่นเสียงสร้างภาพต่อมไทรอยด์ของผู้ป่วยให้เห็นได้อย่างชัดเจน จนแพทย์สามารถตรวจพบเนื้อร้ายขนาดเล็กมาก ที่ไม่อาจจะตรวจวินิจฉัยได้เลยก่อนหน้านี้
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 วงการแพทย์เริ่มใช้เทคนิคการเก็บตัวอย่างเซลล์จากก้อนตรงลำคอที่น่าสงสัย เพื่อนำไปตรวจสอบว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ ซึ่งเทคนิคนี้เรียกว่า "การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มขนาดเล็ก" (fine needle aspiration biopsy) หรือการตรวจชิ้นเนื้อนั่นเอง
"ในอดีตแพทย์จะคลำต่อมไทรอยด์เพื่อหาก้อนบวมนูน แต่เมื่อมีเทคนิคที่ทันสมัยกว่า อย่างเช่นการสร้างภาพด้วยคลื่นอัลตราซาวด์แล้ว แพทย์สามารถจะตรวจพบก้อนเนื้อร้ายขนาดเล็กที่ไม่อาจจะคลำเจอ รวมทั้งผ่าตัดเอามันออกมาได้ นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การรายงานกรณีโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดพาพิลลารี (Papillary Thyroid Cancer - PTC) เพิ่มขึ้นอย่างมาก" ดร.คารี คิตะฮาระ นักระบาดวิทยาจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ในรัฐแมริแลนด์ของสหรัฐฯ กล่าว
มีหลักฐานยืนยันอีกจำนวนหนึ่งที่พิสูจน์ว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ตรวจพบผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้มากขึ้น เช่นอัตราการตายจากโรคมะเร็งชนิดนี้คงที่มาโดยตลอด แม้อัตราการเกิดโรคจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ส่วนที่เกาหลีใต้นั้น การรายงานกรณีตรวจพบมะเร็งต่อมไทรอยด์พุ่งสูงขึ้นทันที เมื่อรัฐบาลเริ่มเดินหน้าโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ในหมู่ประชาชน ทว่าตัวเลขสถิติกลับลดต่ำลงทันที เมื่อรัฐบาลชะลอโครงการดังกล่าวจนถูกพับเก็บไปในที่สุด
"เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มีแบบแผนที่สอดคล้องกับการวินิจฉัยเกิน (over-diagnosis) ซึ่งก็คือการตรวจพบรอยโรคและด่วนวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย ทั้งที่โรคนั้นอาจไม่ปรากฏอาการ หรือไม่สามารถจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ หากปล่อยไว้นาน ๆ โดยไม่รักษา" ดร.คิตะฮาระกล่าว
ปัจจุบันวงการแพทย์ทราบกันแล้วว่า มะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดพาพิลลารี (PTC) ซึ่งมักจะมีขนาดเล็กและเติบโตช้า รวมทั้งตอบสนองต่อการรักษาได้ดีเป็นส่วนใหญ่ จนกรณีการเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้พบได้ยากมาก รวมทั้งมีการพยากรณ์โรค (prognosis) หรือการคาดคะเนผลที่น่าจะเกิดขึ้นตามมาหลังตรวจพบโรคที่ดีมาก
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่แพทย์มักทำการวินิจฉัยเกินกับโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ผู้ป่วยหลายคนได้รับการรักษาแบบรุนแรงทั้งที่ไม่จำเป็น เช่นถูกตัดต่อมไทรอยด์ทิ้ง แล้วตามด้วยการกลืนแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี (I-131) เพื่อขจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ออกไปให้หมด หลายครั้งการผ่าตัดแบบนี้ทำให้เส้นเสียงเป็นอัมพาต ส่วนการกลืนแร่กัมมันตรังสีก็เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งทุติยภูมิ (secondary cancer) หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นได้
ด้วยเหตุนี้วงการแพทย์สหรัฐฯ จึงได้เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในการตรวจรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ โดยกำหนดให้ใช้วิธีกลืนแร่กัมมันตรังสี เฉพาะกับผู้ป่วยมะเร็งชนิดร้ายแรงเท่านั้น ทั้งยังต้องใช้ในปริมาณต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดการเกิดผลข้างเคียง ส่วนการผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ทิ้งไปทั้งหมดนั้น ปัจจุบันแพทย์จะผ่าออกเพียงบางส่วน หรือใช้วิธีเฝ้าดูอาการอย่างระมัดระวัง ก่อนตัดสินใจว่าจะทำการผ่าตัดหรือไม่
แนวทางใหม่ดังข้างต้นทำให้สถิติล่าสุดจากฐานข้อมูล Seer เปลี่ยนแปลงไปทันที โดยพบว่ากรณีโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ในหมู่ประชากรชาวอเมริกันเริ่มคงที่ เช่นในปี 2010 มีอัตราการพบผู้ป่วย 13.9 คนต่อแสนคน ทว่าในปี 2022 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการเก็บข้อมูล ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนมากนัก โดยอัตราการพบผู้ป่วยอยู่ที่ 14.1 คนต่อแสนคน
แต่ถึงกระนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเสนอว่า สมมติฐานเรื่องการวินิจฉัยเกินของแพทย์ในอดีต ไม่อาจนำมาอธิบายการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ทั้งหมด
ตัวอย่างเช่นผลการศึกษาของศาสตราจารย์กิตติคุณ ริกการ์โด วิกเนรี ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิทยาต่อมไร้ท่อ จากมหาวิทยาลัยกาตาเนียของอิตาลี ชี้ว่าหากการวินิจฉัยเกินคือสาเหตุเพียงประการเดียวของตัวเลขสถิติที่เพิ่มขึ้นแล้ว เราน่าจะพบว่าแนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นชัดเจนกว่า ในประเทศมั่งคั่งที่การแพทย์พัฒนาไปไกลกว่าประเทศอื่น ๆ แต่อันที่จริงแล้ว แนวโน้มด้านสุขภาพนี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางด้วยเช่นกัน
"อัตราการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถพบได้ แม้แต่ในประเทศหรือภูมิภาคที่ไม่ค่อยมีการตรวจคัดกรองอย่างจริงจัง" พญ.โรมันกล่าว "นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบก้อนเนื้อร้ายขนาดใหญ่ในระยะลุกลามบ่อยครั้งขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เรากำลังเจอการระบาดที่มีสาเหตุสองประการร่วมกัน นั่นคือสาเหตุที่มาจากการวินิจฉัยเกิน และการอุบัติของโรคอย่างแท้จริง"
ศ.วิกเนรียังมองว่า หากมีการตรวจพบมะเร็งต่อมไทรอยด์มากขึ้นในระยะแรกเริ่มของโรค รวมทั้งเทคนิคการบำบัดรักษาก็พัฒนาไปไกลยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย ดังนั้นจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งชนิดนี้ก็ควรจะลดต่ำลง แต่อัตราการตายที่ปรากฏในฐานข้อมูลของประชากรโลกนั้นกลับคงที่ ไม่ขยับเพิ่มขึ้นหรือลดลงเลย โดยอยู่ที่ราว 0.5 คนต่อแสนคน ซึ่งหมายความว่าอัตราการเกิดโรคนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นในบางประเทศ
ผลการศึกษาหนึ่งซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์กว่า 69,000 คน ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้รับการวินิจฉัยโรคในช่วงปี 2000-2017 ทีมผู้วิจัยพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคดังกล่าว รวมทั้งอัตราการเสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกัน ล้วนเพิ่มสูงขึ้นทั้งคู่ โดยได้นับรวมมะเร็งต่อมไทรอยด์ทุกขนาดและทุกระยะที่ตรวจพบไว้ในการศึกษานี้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีสาเหตุอื่นที่ทำให้อัตราการเกิดโรคเพิ่มสูงขึ้น นอกเหนือไปจากการวินิจฉัยเนื้องอกขนาดเล็กว่าร้ายแรงเกินจริง
เมื่อปี 2017 ดร.คิตะฮาระและคณะได้วิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์กว่า 77,000 คน ซึ่งพวกเขาได้รับการวินิจฉัยโรคในช่วงปี 1974-2013 ทีมผู้วิจัยพบว่า แม้การเพิ่มขึ้นของกรณีมะเร็งต่อมไทรอยด์ส่วนใหญ่ จะมาจากการตรวจพบมะเร็งชนิด PTC ที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของมะเร็งชนิดดังกล่าวในระยะแพร่กระจายด้วย ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมไทรอยด์กำลังเพิ่มขึ้นที่ 1.1% ต่อปี แม้โดยทั่วไปจะไม่ค่อยมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ก็ตาม
"นั่นคือสัญญาณบ่งชี้ว่า อาจมีปัจจัยอย่างอื่นที่กำลังขับเคลื่อนผลักดัน ให้อัตราการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดร้ายแรงเพิ่มสูงขึ้น" ดร.คิตะฮาระกล่าว
ผู้ต้องสงสัยอันดับแรกคือความอ้วน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นวงกว้างในหมู่ประชากรของสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา งานวิจัยที่ติดตามสังเกตกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกันในระยะยาว (cohort study) ชิ้นหนึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพดีในตอนแรก มีแนวโน้มจะป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ในภายหลัง หากมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยคนที่มีค่าดัชนีมวลกายหรือ BMI สูง มีความเสี่ยงจะถูกแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยเสี่ยงมากกว่าคนที่มีค่า BMI ปกติ ถึง 50% เลยทีเดียว
การมีค่า BMI ในระดับสูง ยังเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเกิดเนื้องอกชนิดร้ายแรงอีกด้วย เช่นก้อนเนื้อจะมีขนาดใหญ่กว่า หรือเกิดการกลายพันธุ์ที่ทำให้แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า "ผลการวิจัยของเราพบว่า คนที่มีค่า BMI สูงกว่าผู้อื่น มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตเพราะมะเร็งต่อมไทรอยด์สูงกว่าตามไปด้วย นั่นคือหลักฐานที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า การระบาดของโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากอคติในการตรวจวินิจฉัยโรคเพียงอย่างเดียว หรือเป็นเพราะคนอ้วนมีแนวโน้มจะไปพบแพทย์บ่อย จนมีโอกาสได้ตรวจต่อมไทรอยด์มากกว่าเท่านั้น แต่การอุบัติของโรคเพิ่มขึ้นเพราะประชากรจำนวนมากมีค่า BMI สูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคและการลุกลามของมะเร็งต่อมไทรอยด์" ดร.คิตะฮาระกล่าว
ทว่าความอ้วนทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้อย่างไรนั้น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่ทราบถึงกลไกดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันแล้วก็คือ คนอ้วนมักจะมีอาการต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เช่นผู้ป่วยที่ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ออกมาในระดับสูง มักจะอ้วนและมีค่า BMI สูงอยู่ก่อนแล้ว
ดร.คิตะฮาระยังบอกว่า "เรายังคงไม่สามารถเข้าใจถึงกลไกทั้งหมด ที่อยู่เบื้องหลังความอ้วนและโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ เนื่องจากยังมีการศึกษาวิจัยกันไม่มากนัก แต่เป็นไปได้ว่าโรคนี้อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกันก็ได้"
"ความอ้วนส่งผลกระทบทางสรีรวิทยาหลายประการ ทั้งทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย, เกิดภาวะดื้ออินซูลิน, และเปลี่ยนแปลงการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจมีบทบาทในการทำให้เกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ รวมทั้งทำให้โรคลุกลามและรุนแรงขึ้นได้"
ผู้ต้องสงสัยลำดับที่สอง ที่อาจเป็นตัวการก่อโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ คือสารเคมีที่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (EDCs) ซึ่งมักจะปะปนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้กันในครัวเรือน รวมถึงยาฆ่าแมลงแบบออร์แกนิกที่ผลิตจากสารอินทรีย์ด้วย เพราะสารเคมีเหล่านี้เลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งอาจไปขัดขวางรบกวนการทำงานของฮอร์โมนตามปกติ
ตัวอย่างของสารเคมีที่ว่าได้แก่ กรดเพอร์ฟลูออโรออกตาโนอิก (PFOA) และกรดเพอร์ฟลูออโรออกเทนซัลโฟนิก (PFOS) ซึ่งพบได้ในผลิตภัณฑ์หลากชนิด ตั้งแต่เครื่องครัวไปจนถึงกระดาษห่ออาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลสุขอนามัย รวมทั้งโฟมที่ใช้ทำความสะอาดพรมและโฟมดับเพลิง ทว่าหลักฐานยืนยันที่ได้จากผลการศึกษาวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่า สารเคมีดังกล่าวเป็นสาเหตุของมะเร็งต่อมไทรอยด์หรือไม่นั้น ยังคงขัดแย้งกันอยู่มาก
ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่า แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยหรือจุลธาตุ (trace elements) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ อาจมีส่วนในการก่อโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป
"เราพบว่าในกลุ่มประชากรของประเทศที่เป็นหมู่เกาะ มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์สูงมาก มีการตั้งสมมติฐานว่า จุลธาตุที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ อย่างเช่นสังกะสี, แคดเมียม, หรือวาเนเดียม ซึ่งมีปะปนอยู่มากในสิ่งแวดล้อมของหมู่เกาะเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุของโรคดังกล่าวได้ แต่ปัจจุบันยังคงไม่มีการวิจัยทางระบาดวิทยาที่ออกแบบมาอย่างดี เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองสิ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตรงหรือไม่" ดร.คิตะฮาระกล่าว
นอกจากนี้ ดร.คิตะฮาระยังเชื่อว่า อาจจะยังมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์เพิ่มสูงขึ้น เช่นการได้รับรังสีที่มีประจุไฟฟ้าจากเครื่องสแกนทางการแพทย์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งทุกวันนี้สถานพยาบาลทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ มีการให้ผู้ป่วยถ่ายภาพเอกซเรย์หรือทำซีทีสแกน (CT Scan) กันมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ทำให้ต่อมไทรอยด์ได้รับรังสีอันตรายในปริมาณที่ค่อนข้างสูง
หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ทราบว่า กัมมันตรังสีและมะเร็งต่อมไทรอยด์มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน ผ่านการศึกษาวิจัยหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการศึกษาชาวญี่ปุ่นผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู ทำให้เราสามารถสร้างแบบจำลอง ที่คาดการณ์ถึงอัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้ในอนาคตได้ เช่นงานวิจัยชิ้นหนึ่งทำนายว่า ด้วยอัตราการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกนในปัจจุบันของสหรัฐฯ จะทำให้มีผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ถึง 3,500 รายต่อปีในไม่ช้า
"ต่อมไทรอยด์ของเด็กและคนอายุน้อย เปราะบางและมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสีมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า การนิยมทำซีทีสแกนกันเพิ่มมากขึ้น อาจมีส่วนเป็นสาเหตุให้พบผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ในอัตราที่สูงขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ" ดร.คิตะฮาระกล่าว
ด้านพญ.โรมัน กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า "เป็นไปได้ว่าเรากำลังสังเกตปรากฏการณ์ที่มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม, การเผาผลาญพลังงานของร่างกาย, รวมทั้งผลกระทบจากอาหารและฮอร์โมน ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้อาจมีปฏิสัมพันธ์กับจุดอ่อนทางพันธุกรรมที่แฝงอยู่อีกทีหนึ่ง"