ชีวิตที่อุทิศถวายแด่แม่ของแผ่นดินไทย เรื่องเล่าจากชาวอเมริกัน ผู้ถวายงานใกล้ชิด "สมเด็จพระพันปีหลวง"

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

วันที่ 25 ต.ค. 2568 สำนักพระราชวังเผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

ในขณะที่ชาวไทยและทั่วโลกต่างร่วมใจถวายความอาลัยให้กับการจากไปของพระองค์ ในวันรุ่งขึ้นบัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "Geoffrey Jenkins Longfellow" ก็โพสต์ภาพชายชาวอเมริกันกำลังนั่งอยู่บนพื้นด้านล่างข้าง ๆ สมเด็จพระพันปีหลวง

ภาพนั้นมีคำบรรยายที่เขียนด้วยภาษาไทยว่า "ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ" และตามด้วยคำบรรยายภาษาอังกฤษซึ่งมีใจความแปลเป็นไทยได้ว่า ชายชาวอเมริกันคนนี้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระพันปีหลวงเมื่อราว 30 ปีก่อน ตอนที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2535 เพื่อทรงรับทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์

ภาพ ๆ นี้ถ่ายขึ้นที่บ้านของหม่อมเจ้าหญิงวุฒิเฉลิม วุฒิชัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ท่านหญิงปีนัง" พระราชนัดดาในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5

ชายชาวอเมริกันคนนี้เขียนเล่าต่อว่า บทสนทนาช่วงหนึ่งที่เกิดขึ้นคือตอนที่พระองค์ทรงตรัสถามตัวเขาว่า เมื่อเขาเดินทางกลับไทย เขาวางแผนจะทำอะไรต่อไปในอนาคต

"ผมตอบไปโดยไม่ต้องคิดว่า ผมอยากอุทิศชีวิตเพื่อทำงานถวายพระองค์ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนไทยกับสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระราชินีทรงมองตรงเข้ามาในดวงตาของผม และตรัสว่า 'ถ้านั่นคือสิ่งที่เธอตัดสินใจแล้ว เราก็จะทำเช่นนั้น'"

"เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ผมกลับถึงประเทศไทย พระองค์ก็ทรงส่งคนออกมาตามหา และหลังจากนั้น ชีวิตของผมก็กลายเป็นดั่งบทมหากาพย์แห่งการเดินทาง" นายเจฟฟรีย์ เจนกินส์ ลองเฟลโลว์ เขียนถึงความทรงจำเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว

บีบีซีไทยชวนผู้อ่านมาทำความรู้จัก เจฟฟรีย์ เจนกินส์ ลองเฟลโลว์ ชายชาวอเมริกัน วัย 71 ปี ผู้ที่เคยทำงานรับใช้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในแผ่นดินไทยมาเกือบสามทศวรรษ

ภายในบ้านทาวเฮาส์หลังหนึ่งในเขตยานาวา กรุงเทพมหานคร ที่ตกแต่งด้านหน้าด้วยประตูและหน้าต่างไม้ฉลุตามแบบบ้านขนมปังขิง นายลองเฟลโลว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่มาแล้วหลายสิบปีกำลังรอเปิดบ้านให้บีบีซีไทยเข้าไปพูดคุย

บ้านที่อบอุ่นหลังนี้มีแมวหลายตัวออกมาต้อนรับเมื่อเราไปถึง ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปในส่วนรับแขก สิ่งแรกที่ดึงดูดสวยตาของเราคือชั้นวางหนังสือและสิ่งของที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายมากมายระหว่างเจ้าของบ้านหลังนี้กับสมเด็จพระพันปีหลวง

หลังจากนั้นบทสนทนาว่าด้วยการใช้ชีวิตอยู่ในไทยและโอกาสที่ชาวต่างชาติผู้นี้ได้ถวายงานแด่สมเด็จพระพันปีหลวงก็เริ่มต้นขึ้น

สายสัมพันธ์อเมริกัน-ไทย

นายลองเฟลโลว์เริ่มเล่าว่า หลังจากที่เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยแมนฮัตตันวิลล์ (Manhattanville College) เขาก็ได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครในหน่วยสันติภาพของสถานทูตสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Peace Corps ซี่งมีสถานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐบาล และก่อตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2504 (ค.ศ. 1961)

ภารกิจแรกเริ่มของหน่วยสันติภาพนี้มีทั้งการสอนภาษาอังกฤษ การเกษตรกรรม การพัฒนาชนบท รวมไปถึงประเด็นด้านสาธารณสุข

สำหรับ นายลองเฟลโลว์ เขาเล่าว่าตอนนั้นเขามีตัวเลือก 2 ประเทศ ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ ซึ่งเขาบอกว่าตอนนั้น "ไม่รู้จักทั้งสองประเทศ" จึงลองสอบถามไปยังญาติพี่น้องและคนรู้จัก ซึ่งทุกคนก็แนะนำเขาเป็นเสียงเดียวกันว่าให้เลือกประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้จุดเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทยจึงเริ่มขึ้นในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กระบี่ เป็นเวลาสองปีระหว่างปี 2520-2522

หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปทำงานด้านศูนย์ผู้อพยพใน จ.เลย โดยงานของเขาคือการสัมภาษณ์และสำรวจข้อมูลต่าง ๆ ของกลุ่มผู้อพยพโดยเฉพาะที่มาจากประเทศลาว

หลังอยู่เมืองไทยมาได้สักระยะหนึ่งเขาก็ตัดสินใจไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการเมืองเปรียบเทียบและความทันสมัย (Comparative Politics and Modernization) ที่วิทยาลัยการศึกษาระหว่างประเทศขั้นสูง (School of Advanced International Studies) หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า SAIS ในมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากจบการศึกษา นายลองเฟลโลว์เองมีโอกาสได้ไปสิงคโปร์ ก่อนที่จะกลับมาไทยอีกครั้งและเข้ามาทำงานกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รวมถึงยังมีโอกาสเข้าไปสอนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต โครงการอังกฤษ–อเมริกันศึกษา (British and American Studies: ฺBAS) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ลูกศิษย์ของนายลองเฟลโลว์จำนวนไม่น้อยมักเรียกเขาว่า "อาจารย์เจฟ" โดย นาตลี ภูมิพิพัฒน์ นักศึกษารุ่นแรกของโครงการอังกฤษ-อเมริกันศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน

เธอเล่าความประทับใจแรกที่มีต่อนายลองเฟลโลว์ในฐานะอาจารย์รับเชิญมาสอนในช่วงนั้นว่า "เราก็ตื่นเต้นแบบ อุ๊ย ฝรั่งมาสอนเรา พูดตรง ๆ แล้วท่านก็พูดไทยชัดมาก เว่าอีสานได้ แหลงใต้ได้ เป็นคนแบบพูดอักขระ ออกเสียงได้ชัดเจน"

เมื่อถามต่อว่าไปในช่วงที่เธอได้เรียนกับนายลองเฟลโลว์ นักเรียนในรุ่นนั้น หรือช่วงปี 2542-2544 รู้แล้วบ้างหรือไม่ว่าอาจารย์ต่างชาติผู้นี้มีโอกาสได้เข้าไปช่วยงานสมเด็จพระพันปีหลวงแล้ว เธอตอบว่านักศึกษารับรู้ และบางครั้งที่พอมีเวลา "อาจารย์เจฟฟรีย์ก็เล่าให้ฟังบ้างว่าท่านมีไปช่วย"

"หลาย ๆ ครั้งที่ชั่วโมงคาบหมดแล้ว ทุกคนก็ยังไม่ทิ้งอาจารย์นะคะ อาจารย์เดินไปไหนเราก็ตามไป อาจารย์ไปจิบกาแฟ เราก็ไป แกจะเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟัง"

เธอทิ้งท้ายว่า ที่สำคัญคือ นักศึกษารับรู้ได้ว่า "ท่านรักประเทศไทย รักในหลวง รัชกาลที่ 9 มาก"

อย่างไรก็ดี นายลองเฟลโลว์แม้จะรักในงานสอน ก็ยังต้องหาช่องทางอาชีพอื่น ๆ ด้วย นอกเหนือไปจากการเป็นอาสาสมัครในหลายงาน เขายังรับจ้างเป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติมเวลามีชาวต่างชาติอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งยังเป็นอาชีพที่เขาทำมาจนถึงปัจจุบัน

บางช่วงของชีวิตหลายทศวรรษในไทย นายลองเฟลโลว์ยังมีช่วงเวลาที่ได้กลับไปอาศัยอยู่ที่ จ.กระบี่ อีกครั้งถึง 6 ปี และรอบนี้เขาได้เรียนรู้ที่จะ "แหลงใต้แบบชับเปรียะ" หรือแปลว่า พูดได้คล่องแคล่ว มาด้วย

สายสัมพันธ์จอห์นส ฮอปกินส์กับสถาบันกษัตริย์ไทย

ย้อนกลับไปในช่วงกลางทศวรรษ 2530 นายลองเฟลโลว์ ซึ่งอยู่ในแวดวงอุดมศึกษาของไทยแล้วในตอนนั้น เล่าว่ายังมีนักเรียนไทยไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ไม่มากนัก เขาบอกว่าตัวเองในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย จึงอยากลุกขึ้นมาช่วยสนับสนุนให้เด็กไทยได้ไปเรียนต่อที่นั่น

ต่อมาในปี 2538 มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญากิตติมศักดิ์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยศาสตร์ แด่สมเด็จสมเด็จพระพันปีหลวง อันเนื่องมาจาก "พระราชจริยวัตรอันเปี่ยมด้วยความเมตตาและการอุทิศพระวรกายเพื่อประชาชนในชนบทตลอดพระชนมชีพ"

นายลองเฟลโลว์เองก็มีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัจอห์นส ฮอปกินส์ ในสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน เขาย้อนเล่าว่า วันนั้นตัวเองมีโอกาสได้เข้าเฝ้ากับสมเด็จพระพันปีหลวงเป็นครั้งแรก

เขาเล่าว่า ตอนนั้นตัวเองเริ่มพูดกับพระองค์เป็นภาษาไทย ก่อนที่พระองค์จะตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษและตรัสกับเขาว่าพระองค์อยากพูดภาษาอังกฤษให้เก่งเท่าเขาพูดภาษาไทย

"ผมพูดมาตลอดนะ ท่านมีพรสวรรค์เป็นพิเศษ พูดกับใครก็ได้ เกี่ยวกับอะไรก็ได้ในโลกนี้ ท่านมีวิธีพูดกับคนอื่นที่คนนั้นจะสบายใจ ไม่อึดอัดเลย"

เขาตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงเคยตามเสด็จพระบิดา พล.อ.พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ไปประทับและทรงศึกษาต่อในหลายประเทศ เนื่องจากพระบิดาของพระองค์ดำรงตำแหน่งทางการทูต

ในวันรุ่งขึ้น หลังจากพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาบัตร นายลองเฟลโลว์เล่าต่อว่าตัวเขาเองมีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระพันปีหลวงอีกครั้งที่บ้านของหม่อมเจ้าหญิงวุฒิเฉลิม วุฒิชัย ซึ่งเป็นที่มาของภาพที่เขาบอกเล่าเรื่องราวข้างหลังภาพที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก

เขาเล่าว่าขณะที่มีการบรรเลงดนตรีอยู่นั้น เขามีโอกาสได้ทูลถามพระองค์ว่าพิธีในวันก่อนเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งสมเด็จพระพันปีหลวงทรงตรัสกับเขาว่า "ดิฉันอาย คนที่จบจอห์นส ฮอปกินส์ เรียนหนังสือสูง ฉันเรียนไม่สูง เป็นเกียรติที่คาดหมายไม่ถึง" นายลองเฟลโลว์ เผยข้อความที่สมเด็จพระพันปีทรงตรัสตอบ

จากนั้นเมื่อถึงเวลาราว 3 นาฬิกา เมื่อพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับที่ประทับ บทสนทนาที่สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงตรัสถามนายลองเฟลโลว์ถึงอนาคตของเขาในประเทศไทยก็เกิดขึ้น ซึ่งชายชาวอเมริกันผู้นี้ได้ทูลตอบสมเด็จพระพันปีหลวงถึงความตั้งใจในการช่วยถวายงานในช่วงนั้น

หลายทศวรรษที่ได้รับใช้

หลังกลับมาที่ประเทศไทย นายลองเฟลโลว์ เล่าว่าตอนแรกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับสิ่งที่สมเด็จพระพันปีหลวงตรัสไว้กับเขาที่สหรัฐฯ ว่า "เดี๋ยวพบกันที่กรุงเทพฯ"

แต่เพียงไม่เกินหนึ่งเดือนต่อมา เขาก็ได้รับการติดต่อจาก ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ อดีตรองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักราชเลขาธิการ เนื่องจากสมเด็จพระพันปีหลวงมีพระประสงค์จะจัดอบรมทั้งด้านภาษาและการระหว่างประเทศให้กับกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ร.21 รอ.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ทหารเสือราชินี"

"ท่านจะขอปรึกษา ให้ผมช่วยหาคนที่คิดว่าจะช่วยด้วย ผมคิดไปคิดมา ก็บอกกับท่านผู้หญิงว่าเดี๋ยวลองทำดูเอง แล้วอีกไม่นานก็เรียกผมไปหัวหินเพื่อร่วมทำงาน"

บีบีซีไทยถามต่อไปว่าตอนนั้นการเข้าไปร่วมงานกับหน่วยทหารเสือราชินีเป็นอย่างไร นายลองเฟลโลว์ ตอบว่า ระหว่างทางก็มีหลายเรื่องเกิดขึ้น แต่ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้รู้จักกับหัวหน้าหน่วยที่ดูแลทหารเสือราชินี ซึ่งให้บังเอิญว่าเกิดปีเดียวกันคือ พ.ศ. 2497 "สมัยนั้นเป็นยศพันโท แต่สุดท้ายก็เวลาผ่านไป ก็เกษียณทุกวันนี้ก็เป็นองคมนตรีชื่อ [พล.อ.] ประยุทธ์ จันทร์โอชา"

จากจุดเริ่มต้นจากหน่วยทหารเสือราชินี นายลองเฟลโลว์ ยังมีโอกาสได้ตามเสด็จพระองค์ไปทั่วประเทศไทย เข้าไปช่วยงานในโครงการเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในไทยรวมถึงในต่างประเทศด้วย

หลังจากอยู่ประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในภาษาไทยในหลากหลายสำเนียงถิ่น ในที่สุด เมื่อปี 2550 ชายชาวอเมริกันผู้นี้ก็ได้รับชื่อและนามสกุลภาษาไทย พระราชทานจากสมเด็จพระพันปีหลวง โดยคำนวณตามหลักวัน-เดือน-ปีเกิด แบบไทยแท้

ท้ายที่สุดนายเจฟฟรีย์ เจนกินส์ ลองเฟลโลว์ จึงได้ชื่อว่า จิโรตม์ ซึ่งแปลว่า ผู้มีจิตใจสูงและมั่นคง และนามสกุล จิโรตมกุล ซึ่งแปลว่า ตระกูลผู้มีจิตใจสูงและมั่นคง

เมื่อถามว่า การได้รับใช้ใกล้ชิดพระองค์เป็นเวลานาน มีอะไรบ้างไหมที่เขาสังเกตเห็นเกี่ยวกับพระองค์ที่คนทั่วไปอาจไม่ได้เห็นตามหน้าสื่อ เขาตอบว่า สมเด็จพระพันปีหลวงมักเป็นห่วงผู้อื่นเสมอ ยิ่งตอนที่ท่านยังเสด็จไปเยี่ยมชาวบ้านตามพื้นที่ต่าง ๆ เป็นประจำ เขาเล่าว่า สมัยนั้นแทบไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ เลย

"เป็นห่วงคนอื่นตลอด เป็นห่วงคนอื่นเหนื่อย ท่านก็ไปไหนก็รู้ว่าออกไปต้องมีขบวน ต้องมีการเตรียมการ พยายามทำทุกอย่างให้เรียบง่ายที่สุด"

บีบีซีไทยถามคำถามสุดท้ายว่า เหตุใดชาวอเมริกันอย่างเขาถึงกลายมาเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ได้ เขาตอบว่า เพราะ "เห็นการเสียสละ คำนี้เสียสละให้ประเทศชาติ ท่านคิดเช้าคิดเย็นต้องเสียสละ" ชาวต่างชาติที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระพันปีหลวง กล่าวทิ้งท้าย