ในหลวงโปรดเกล้าฯ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เป็นรอง ผบ.หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยฯ อัตรา "พลเอกพิเศษ"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอกพิเศษ) ตั้งแต่ 17 ส.ค. 2568

วันนี้ (20 ส.ค. 2568) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารรับราชการ โดยเนื้อหาระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารรับราชการ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา ตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอกพิเศษ)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ประกาศ ณ วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบรมราชโองการฉบับนี้ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพียงหนึ่งวันหลังจากสำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับอาการพระประชวรของเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ฉบับที่ 5

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารและพระราชทานพระยศทหาร โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ซึ่งในขณะนั้นมีพระยศทางทหาร พลโทหญิง และเป็นอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) และพระราชทานพระยศเป็น พลเอกหญิง

.

ที่มาของภาพ, ราชกิจจานุเบกษา