สงครามอิสราเอล-ฮามาส ปลุกกระแสเกลียดกลัวอิสลามในสื่อสังคมออนไลน์ไทย

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, สุชีรา มาไกวร์
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านข้อมูลข่าวสารบิดเบือน บีบีซี
นู บล็อกเกอร์ชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กำลังเล่นเฟซบุ๊กอยู่ เมื่อเธอได้ยินข่าวเกี่ยวกับอิสราเอลถูกโจมตีโดยกลุ่มฮามาสเป็นครั้งแรก และภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เธอก็เริ่มพบรายงานข่าวว่ามีคนไทยถูกสังหารและลักพาตัว
เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ เธอเองก็รู้สึกเสียใจกับข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. แต่เธอไม่ได้คาดคิดว่าตัวเองจะได้รับคำด่าทอผ่านโลกออนไลน์ เพียงเพราะเธอเป็นมุสลิม
เพจ “มาดามแคชเมียร์” ของเธอ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันในประเทศไทยของเธอ ตั้งแต่เรื่องอาหารกลางวันในโรงเรียน ไปจนถึงการประกวดนางงาม
นู บอกว่าในฐานะที่เธอมีตัวตนในโลกออนไลน์ เธอค่อนข้างคุ้นเคยกับความเห็นของผู้คนที่เข้ามาคอมเมนต์ท้าทายโพสต์ต่าง ๆ ของเธอ
แต่เมื่อเธอโพสต์เกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาสที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ประณามกลุ่มฮามาส หรือโพสต์สั้น ๆ ที่อธิบายประวัติศาสตร์ระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ ความเห็นของผู้อ่านกลับมีท่าทีที่ก้าวร้าวรุนแรง หาว่าเธอเห็นอกเห็นใจกลุ่มติดอาวุธฮามาสเพราะเป็นมุสลิมเหมือนกัน
“สมมติรอบนี้เป็นแรงงานชาติอื่นที่ไม่ใช่คนไทย มันก็คงไม่อิมแพคกับคนไทยขนาดนี้ พอเป็นคนไทย (ที่เสียชีวิต) ก็เลยมีความ emotional มีความรู้สึกร่วมค่อนข้างเยอะ แล้วก็ไป trigger (กระตุ้น) ความเกลียดชังอันเก่าขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกเอาจริง ๆ” นูบอกกับบีบีซี
จากความเศร้าโศกสู่ความเกลียดชัง
เหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. นำไปสู่การสังหารผู้คนประมาณ 1,200 คน และมากกว่า 200 คน ถูกจับเป็นตัวประกัน ในจำนวนนี้มีคนไทยที่ถูกคร่าชีวิต 39 คน และถูกลักพาตัวไปเป็นตัวประกันทั้งหมด 32 คน ดังนั้นคนไทยจึงเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนอิสราเอล ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีครั้งดังกล่าวมากที่สุด

ที่มาของภาพ, EPA
ฮามาสเริ่มปล่อยตัวประกันตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. เป็นต้นมา โดยมีคนไทยที่ได้รับการปล่อยตัวด้วย
ชุมชนคนยิวในประเทศไทยประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 1,000 คน ถือว่ามีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรมุสลิมในไทยที่มีเกือบ 4 ล้านคนทั่วประเทศ
ประเทศไทยยอมรับรัฐปาเลสไตน์ในปี 2555 แต่ก็รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลไว้ด้วยเช่นกัน ก่อนเกิดเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. คาดว่ามีคนไทยประมาณ 30,000 คนทำงานอยู่ในอิสราเอล ซึ่งถือได้ว่าเป็นแรงงานชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในภาคการเกษตรของอิสราเอล
รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกว่า ความเกลียดกลัวอิสลามมีอยู่แล้วในสังคมไทย และอาจถูกกระตุ้นได้ด้วยการอภิปรายสาธารณะในประเด็นร้อน ๆ หรือเหตุการณ์ระดับโลกต่าง ๆ
“อย่างในกรณีนี้ การที่คนไทยเสียชีวิตทำให้ sense of belonging (ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน) ยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะคนไทยมีความผูกพันกับความเป็นชาติ ความเป็นคนไทย ทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองและมีการแสดงความเห็นที่ค่อนข้างรุนแรง”
ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เชื่อมโยงความเป็นมุสลิมเข้ากับความรุนแรงของกลุ่มฮามาส ส่งผลให้กระแสเกลียดกลัวอิสลามในโลกออนไลน์กลับมาอีกครั้ง
“ในฐานะที่วิจัยเรื่องนี้มาตลอด ปกติเวลามีกระแส Islamophobia (ความเกลียดกลัวอิสลาม) มันก็จะมี keyword (คำสำคัญ) ของ hate speech (ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง) ชุดคำเดิม ๆ โผล่ขึ้นมา และกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเห็นที่โพสต์จากการอ่านข่าวเนี่ย เราเห็นมิติสำคัญก็คือ มันมีมิติไปถึงขั้นขนาด hate speech จะกลายเป็น dangerous speech เป็นถ้อยคำที่อันตราย” รศ.เอกรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ มีสื่อสังคมออนไลน์ในไทยหลายบัญชีที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ และกระตุ้นให้เกิดกระแสเกลียดชังชาวมุสลิม
มีโพสต์หนึ่งบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (เดิมคือทวิตเตอร์) แสดงภาพเด็กหญิงร่างอาบด้วยเลือด รายล้อมด้วยช่างแต่งหน้าและทีมงานช่างภาพ พร้อมกับระบุว่าชาวปาเลสไตน์กำลังจัดฉาก “แกล้งบาดเจ็บ” โดยโพสต์นี้มีผู้เข้าชมมากกว่า 267,000 ครั้ง
แต่เมื่อนำภาพเดียวกันนี้ไปค้นหาย้อนกลับผ่านเครื่องมือออนไลน์ พบว่าที่จริงภาพดังกล่าวมาจากการถ่ายทำมิวสิควิดีโอในประเทศเลบานอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
อีกหนึ่งวิดีโอที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คือวิดีโอเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ชายมุสลิมคนหนึ่งที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สักวันหนึ่ง ประเทศแคนาดาอาจกลายเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม วิดีโอนี้มีผู้เข้าชม 970,000 ครั้ง มากกว่าโพสต์ประณามกลุ่มฮามาสของนายกรัฐมนตรีไทยเกือบ 3 เท่า
ที่จริงแล้ว วิดีโอนี้เป็นภาพการประท้วงที่เมืองโตรอนโตเมื่อปี 2562 และถูกแชร์ต่อ ๆ กันภายใต้บริบทที่ถูกมองว่าเพื่อเผยแพร่ความเกลียดกลัวต่อชุมชนมุสลิม และความเห็นใต้คลิปก็หยาบคาย เต็มไปด้วยคำเหยียดเชื้อชาติ และการข่มขู่
วิดีโอเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่บนเฟซบุ๊กด้วย
โฆษกของเมตา (Meta) บอกกับบีบีซีว่า เมตาไม่อนุญาตให้มีการใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชังทั้งบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม พร้อมทั้งยืนยันว่าพวกเขาลบข้อความเหยียดเชื้อชาติและศาสนาอยู่ตลอด
ขณะที่เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์เดิม) ไม่ได้ตอบกลับคำถามจากบีบีซี

ที่มาของภาพ, Instagram
สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย ภาคีขับเคลื่อนต่อต้านข่าวลวง บอกว่า ยากจะควบคุมการบิดเบือนข้อมูลและข่าวปลอมในสื่อสังคมออนไลน์ได้
“พวก hate speech มันก็เพิ่มขึ้นแหละ มันก็ตอกย้ำคนที่มีอคติแบบเหมารวมกับคนมุสลิมอยู่แล้ว เขาก็พร้อมที่จะเชื่อหรือแชร์ ข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียมันมั่วมาก มันเยอะมาก แล้วมันก็ยากมากที่เราจะมาตาม fact-check (ตรวจสอบข้อเท็จจริง) และ debunk (หาข้อเท็จจริงมาหักล้าง)”
รศ.เอกรินทร์ ก็เป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของไทยด้วยเช่นกัน เขาบอกว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นหนทางเดียวของเขา สำหรับการรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ไว้
“เราเงียบซะดีกว่า มันเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง เวลาคุยเรื่องนี้กับคนต่างศาสนา เราเลือกเซ็นเซอร์เพื่อรักษามิตรภาพ ขนาดผมเองเป็นนักวิชาการ จะให้คุยเรื่องนี้ในเชิงวิชาการยัง sensitive (อ่อนไหว) เกินไป เรื่องนี้คุยยากเพราะคนไทยเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ คนที่เข้าไปคอมเมนต์อะไรต่าง ๆ ทางออนไลน์ คือมันเป็นเรื่องของความรู้สึก การที่จะให้เขามานั่งเช็คหาความจริง เขาก็ไม่ทำ”
นูเองก็เลือกที่จะไม่ถกเถียงกับผู้ติดตามของเธอเช่นกัน
“ก็เข้าใจนะ เพราะคนไทยมี stigma (ภาพจำในทางลบ) กับมุสลิมอยู่แล้วว่าเป็นพวกหัวรุนแรง เพราะดูข่าวจากทางภาคใต้เยอะ แล้วทีนี้เขาก็โยงฮามาสมาถึงมุสลิมที่ไทย”
เมื่อถามว่าเธอรู้สึกเสียใจกับข้อความก้าวร้าวต่าง ๆ จากคอมเมนต์ต่าง ๆ หรือไม่ นูตอบว่า “ถามว่าเราโกรธเขามั้ย ไม่โกรธหรอก เขาอยากคิดอะไรยังไงก็ต้องปล่อยเขา ให้เราอธิบายตัวเองไปก็เท่านั้น ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เงียบ ๆ ไปดีกว่า”
ด้าน รศ.เอกรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐไม่ได้ทำหน้าที่ดีพอที่จะสร้างความเข้าใจระหว่างชุมชนชาวพุทธและมุสลิม รัฐควรทำให้คนในชาติมีความเข้าใจเรื่องนี้ โดยไม่ต้องมาทะเลาะกันเอง และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ควรปกป้องผู้ใช้งานด้วย
ความเจ็บปวดที่มองไม่เห็น
ชาวไทยมุสลิมมีบาดแผลทางจิตใจมาอย่างยาวนาน จากเหตุความรุนแรงหลายทศวรรษที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายงานจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ หรือ Deep South Watch ระบุว่า มีชาวมุสลิมเสียชีวิตมากกว่า 7,000 คน บาดเจ็บ 13,500 คน จากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547
สุภิญญา บอกว่า ความเกลียดกลัวอิสลามส่งผลให้ชาวมุสลิมต้องพบกับประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ รวมถึงการถูกเลือกปฏิบัติ และกีดกัน
“ตอนนี้พวกข่าวปลอมมันก็นำไปสู่ hate speech บนออนไลน์ แต่ในระยะยาว มันก็บ่มเพาะความเกลียดชัง ความมีอคติ ในอนาคตมันก็อาจจะลุกลามบานปลายก็ได้ เราก็ไม่รู้มันจะนำไปสู่อะไรบ้าง เช่น ความรุนแรง การกีดกัน หรืออาจในบริบทอื่น ๆ ซึ่งมันก็เป็นคลื่นใต้น้ำที่สะสมที่รอวันปะทุถ้ามันไม่ได้รับการแก้ไขหรือมีการผลิตซ้ำเยอะๆ”
การต่อสู้กับข้อมูลปลอม
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่า ผู้มีอำนาจควรทำหน้าที่ให้ดีกว่านี้ เพื่อต่อสู้กับการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของเนื้อหาที่ถูกสร้างโดยเอไอ
“หลายเรื่องแม้จะตรวจสอบข้อเท็จจริงก็แล้ว พิสูจน์ก็แล้ว มันก็ยังย้อนกลับมา แล้วคนก็ยังเชื่อ แล้วต่อไปยุคเอไอ ก็แอบกังวลเหมือนกัน 5 ปี 10 ปี แล้วเราจะอยู่กันยังไง เพราะมันมาเร็วกว่าที่คิด” สุภิญญากล่าว
ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า คนไทยเก่งขึ้นเมื่อต้องตรวจสอบข้อมูลเท็จที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ แต่ยังทำได้ไม่ดีนักเมื่อเป็นข้อมูลหรือข่าวลวงที่เกี่ยวกับการเมือง
“รัฐต้องส่งเสริมพลเมืองให้รู้เท่าทันสื่อ ต้องเป็นนโยบายเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ทำแบบปล่อยปละละเลย และต้องเสริมภูมิคุ้มกันเด็ก เยาวชน เพราะยังไงก็ห้ามไม่อยู่แล้ว ต้องทำให้คนมี critical thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ” เธอระบุ









