เผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคใหม่อาจไม่รอดมาถึงปัจจุบัน ถ้าไม่มี "นีแอนเดอร์ทัล"

ที่มาของภาพ, SPL
- Author, พัลลภ โกศ
- Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
ความรู้เดิมในตำราวิทยาศาสตร์ว่าด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์ระบุไว้ว่า มนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์ (Homo Sapiens) ประสบความสำเร็จในการขยายเผ่าพันธุ์ไปยังทั่วทุกมุมโลก หลังอพยพออกจากทวีปแอฟริกาไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่ได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
แต่ล่าสุดผลวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature กลับชี้ว่า ในอดีตประชากรโฮโมเซเปียนส์เคยสูญพันธุ์ไปหลายครั้ง ก่อนจะฟื้นตัวกลับคืนมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ครองโลกได้ในที่สุด โดยผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากฟอสซิลมนุษย์โบราณชี้ว่า พันธุกรรมของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับพวกเรา มีส่วนสำคัญในการกอบกู้เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ยุคใหม่ให้อยู่รอด และสืบเผ่าพันธุ์ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ได้
แม้ก่อนหน้านี้มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลซึ่งถือเป็นชาวยุโรปรุ่นแรก มักถูกมองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องสูญสิ้นไป เพราะพ่ายแพ้ต่อผู้มาใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์ที่อพยพมาจากแอฟริกา ทว่าผลการศึกษาด้วยวิธีวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่จัดทำขึ้นล่าสุด ชี้ว่ามีเพียง "ลูกผสม" ที่สืบเชื้อสายของทั้งโฮโมเซเปียนส์และนีแอนเดอร์ทัลเท่านั้นที่อยู่รอด ในขณะที่ประชากรสายเลือดแท้ของทั้งสองเผ่าพันธุ์กลับล้มหายตายจากไปทั้งหมด
อันที่จริงแล้ว ยีนของนีแอนเดอร์ทัลมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการทำให้มนุษย์ยุคใหม่ประสบความสำเร็จในการครองโลก โดยพันธุกรรมของนีแอนเดอร์ทัลช่วยปกป้องลูกผสมที่เกิดมา ให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายชนิดใหม่ ๆ ที่บรรพบุรุษของโฮโมเซเปียนส์ยังไม่เคยพบเจอมาก่อน
งานวิจัยที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกนี้ ชี้ว่ามีช่วงเวลาสั้น ๆ ในยุคหนึ่ง เมื่อราว 48,000 ปีก่อน ซึ่งโฮโมเซเปียนส์ที่เพิ่งอพยพออกมาจากทวีปแอฟริกา ได้มีโอกาสจับคู่ผสมพันธุ์กับนีแอนเดอร์ทัลในบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลาง จนเกิดประชากรลูกผสมที่ต่อมาพากันอพยพออกไปตั้งถิ่นฐานยังทั่วทุกมุมโลก
แม้ในอดีตจะมีประชากรโฮโมเซเปียนส์หลายรุ่น ที่ได้อพยพออกมาจากแอฟริกาก่อนคนในกลุ่มข้างต้น แต่นักเดินทางสายเลือดแท้รุ่นบุกเบิกเหล่านี้ กลับล้มหายตายจากไปทั้งหมดโดยไม่ได้ผสมพันธุ์กับนีแอนเดอร์ทัลเลย
ศาสตราจารย์โยฮันเนส เคราส์ จากสถาบันมักซ์พลังก์เพื่อการศึกษาชีววิทยาวิวัฒนาการ (MPI-EVB) ของเยอรมนี ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า จะต้องมีการแก้ไขประวัติความเป็นมาของโฮโมเซเปียนส์เสียใหม่ "ที่ผ่านมาเรามักจะมองว่า เรื่องราวของเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคใหม่คือความสำเร็จอันใหญ่หลวง เราอพยพออกจากแอฟริกาเมื่อ 60,000 ปีก่อน และแพร่ขยายประชากรไปตั้งถิ่นฐานในระบบนิเวศทุกรูปแบบ จนทำให้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ประสบความสำเร็จในการดำรงเผ่าพันธุ์มากที่สุดของโลก แต่ถึงอย่างนั้น ใครจะล่วงรู้ว่าในช่วงแรกพวกเราสูญพันธุ์ไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง"

ที่มาของภาพ, DAVID GIFFORD / SCIENCE PHOTO LIBRARY
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาที่ว่า มนุษย์เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ มีวิวัฒนาการมาอย่างไร ด้วยการเปรียบเทียบซากฟอสซิลของบรรพบุรุษมนุษย์ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายแสนปีก่อน โดยดูว่าโครงสร้างกายวิภาคของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาต่าง ๆ อย่างไรบ้าง
วิธีศึกษาดังกล่าวยังคงมีปัญหาอยู่ ในเรื่องของซากฟอสซิลที่หายากและมักขุดพบได้ไม่เพียงพอ รวมทั้งมักจะแตกหักเสียหายไม่ครบถ้วน แต่การหันมาวิเคราะห์สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอในซากฟอสซิลดังกล่าว นอกจากจะบอกได้ถึงเรื่องราวของบุคคลผู้นั้นแล้ว ยังไขความกระจ่างในเรื่องของความสัมพันธ์ทางสายเลือด และแบบแผนของการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานได้อีกด้วย
ผลวิจัยล่าสุดยังชี้ว่า แม้ในช่วงหนึ่งประชากรโฮโมเซเปียนส์จะได้ผสมพันธุ์กับนีแอนเดอร์ทัลแล้ว แต่การแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ลูกผสมไปทั่วภูมิภาคยุโรป ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นหลังจากนั้นในทันที เพราะผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอชี้ว่า ประชากรโฮโมเซเปียนส์ที่ได้ผสมข้ามสายพันธุ์และอยู่อาศัยร่วมกับนีแอนเดอร์ทัลในช่วงแรก ได้สูญพันธุ์ไปจากภูมิภาคยุโรปทั้งหมดเมื่อราว 40,000 ปีก่อน
โชคดีที่ลูกหลานเลือดผสมของพวกเขา ซึ่งได้ออกเดินทางไปสำรวจโลกในภูมิภาคอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ได้หวนกลับมายังถิ่นกำเนิดเดิมในยุโรป และปักหลักเพิ่มจำนวนประชากรขึ้นได้อย่างถาวร จนสามารถสืบเชื้อสายมาเป็นชาวยุโรปในทุกวันนี้

ส่วนเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดนีแอนเดอร์ทัลจึงสูญพันธุ์ไปเร็วนัก หลังจากที่มนุษย์ยุคใหม่จากทวีปแอฟริกาเพิ่งอพยพมาถึงถิ่นของนีแอนเดอร์ทัลได้ไม่นาน ประเด็นนี้งานวิจัยล่าสุดได้ให้คำอธิบายจากมุมมองใหม่ว่า ข้อสันนิษฐานเดิมที่คาดกันว่าโฮโมเซเปียนส์ไล่ล่าสังหารนีแอนเดอร์ทัลจนหมด หรือที่ว่านีแอนเดอร์ทัลพ่ายแพ้โฮโมเซเปียนส์ในการแย่งชิงทรัพยากร เพราะร่างกายอ่อนแอกว่าหรือมีสติปัญญาด้อยกว่านั้น อาจไม่ถูกต้องนัก
ศ.เคราส์แสดงความเห็นว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญในเรื่องนี้มากกว่า "ในยุคดังกล่าว ทั้งโฮโมเซเปียนส์และนีแอนเดอร์ทัลต่างก็สูญพันธุ์ไปจากภูมิภาคยุโรป หากมนุษย์ยุคใหม่ที่เก่งกาจอย่างเรายังต้องล้มหายตายจากไป ก็ไม่น่าประหลาดใจที่นีแอนเดอร์ทัลซึ่งมีจำนวนประชากรน้อยกว่าจะสูญพันธุ์"

ที่มาของภาพ, SPL
ศ.คริส สตริงเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยครั้งนี้ ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่าภูมิอากาศของโลกยุค 40,000 ปีก่อนนั้น ผันผวนเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว โดยสามารถจะเปลี่ยนจากร้อนอบอ้าวไปเป็นหนาวจัดได้ ภายในชั่วอายุของคนรุ่นเดียวเท่านั้น
"งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ในตอนที่นีแอนเดอร์ทัลใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก พวกเขามีจำนวนประชากรเหลือเพียงน้อยนิดอยู่แล้ว ทำให้ขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมเมื่อเทียบกับมนุษย์ยุคใหม่ที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมสมัยเดียวกัน ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในเรื่องใดก็ตาม ก็อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้นีแอนเดอร์ทัลอยู่รอดไม่ได้อีกต่อไป" ศ.สตริงเกอร์กล่าว
ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Science ระบุว่ามนุษย์ยุคใหม่สืบทอดยีนหรือหน่วยพันธุกรรมสำคัญตัวหนึ่งมาจากนีแอนเดอร์ทัล ซึ่งยีนนี้ทำให้มนุษย์ลูกผสมได้เปรียบในเชิงวิวัฒนาการ เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายชนิดใหม่ ๆ ที่บรรพบุรุษของโฮโมเซเปียนส์ซึ่งเพิ่งอพยพออกมาจากแอฟริกา ยังไม่เคยได้พบเจอมาก่อน
ศ.สตริงเกอร์กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า "บางทีการสืบทอดพันธุกรรมของนีแอนเดอร์ทัล เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ยุคใหม่สามารถปรับตัวกับชีวิตนอกทวีปแอฟริกา จนขยายเผ่าพันธุ์ครองโลกได้สำเร็จ โดยการผสมสายเลือดระหว่างโฮโมเซเปียนส์ที่วิวัฒนาการในทวีปแอฟริกา กับนีแอนเดอร์ทัลที่วิวัฒนาการนอกทวีปแอฟริกา ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันได้อย่างรวดเร็ว"











