ข้าว 10 ปี ที่ "ภูมิธรรม" กินพิสูจน์ ปลอดภัยหรือไม่ รัฐบาลจะขายข้าวให้ใคร

การพาพิสูจน์ข้าวสารหอมมะลิของโครงการรับจำข้าวที่โกดังคลังข้าวสองแห่งใน จ.สุรินทร์ ซึ่งเก็บมาเป็นเวลา 10 ปี ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงพาณิชย์ สร้างความสงสัยในเรื่องคุณภาพของข้าว

ข้าวสารหอมมะลิ 100% ที่อยู่ในคลังข้าวกิตติชัย หลัง 2 อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ และ บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 อ.เมือง จ.สุรินทร์ ถูกเก็บตัวอย่างเพื่อนำมาหุงและรับประทานร่วมกับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยทั้งหมดต้องผ่านการซาวน้ำถึง 15 ครั้ง

ข้าวทั้งสองแห่ง ซึ่งถูกเก็บในรูปแบบข้าวสารเป็นข้าวที่ร่วมโครงการจำนำข้าวในปี 2556/2557 หรือรับมอบข้าวเข้ามาเก็บในราวช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2557

"ถ้าดูจากกายภาพ เมล็ดข้าวยังมีจมูกข้าว ยังดูสวยงาม สีสัน อาจจะมีความเหลืองมากขึ้น อันนี้เป็นธรรมชาติของข้าว 10 ปี" นายภูมิธรรม กล่าว พร้อมกับท้าพิสูจน์ให้สื่อเจาะถุงกระสอบข้าวถุงใดก็ได้ เพื่อสุ่มตรวจคุณภาพ

ข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวล็อตสุดท้าย ที่ รมว.กระทรวงพาณิชย์ พาพิสูจน์ว่ายังกินได้ เป็นข้าวจากโครงการรับจำนำปี 2556/57 จำนวน 2 แห่งได้แก่

  • คลังกิตติชัย หลัง 2 ข้าวหอมมะลิ 100% รับมอบข้าวสารเมื่อ ม.ค.-มี.ค. 2557 เก็บข้าวแล้ว 10 ปี 2 เดือน คงเหลือข้าว 11,656 ตัน รมว.พาณิชย์ ระบุว่า มีการรมยาทุก 2 เดือน
  • คลัง บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 ข้าวหอมมะลิ 100% รับมอบข้าวสารเมื่อ มี.ค.-เม.ย. 2557 เก็บข้าวแล้ว 10 ปี 7 วัน คงเหลือ 3,356 ตัน รมยาทุกเดือน

นายภูมิธรรมกล่าวว่า จากการสังเกตข้าวในคลังทั้ง 2 แห่ง เป็นข้าวที่เก็บรักษาอย่างดี เจ้าของโรงสี เจ้าของโกดังรมยาตามมาตรฐาน ปิดโกดังแน่นหนา ไม่มีนกเข้า ไม่มีฝนตกที่ทำให้ข้าวเสีย

รองนายกฯ และ รมว.กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงราคาประมูลด้วยว่า คาดว่าราคากลางจะอยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม

ข้าวจำนำอายุ 10 ปี ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ไม่ใช่ข้าวเปลือก โดยกระบวนการเก็บข้าวปกติ เคยมีหรือไม่ และการเก็บเป็นเวลานับสิบปี ส่งผลต่อคุณภาพข้าวอย่างไร หลังจาก นายภูมิธรรม ระบุว่า "(ท้อง) ไม่เสีย โอ้โห สบายมาก" หลังจากชิมข้าวล็อตสุดท้ายของโครงการรับจำนำข้าวที่กำเนิดขึ้นในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

คุณภาพข้าวเป็นอย่างไร

จากภาพข่าวของสื่อมวลชน เม็ดข้าวสารที่ถูกเก็บตัวอย่างและนำมาหุงโชว์สื่อมวลชน มีสีที่ค่อนข้างเหลือง ซึ่งนายภูมิธรรม กล่าวว่าเป็นธรรมชาติของข้าวที่เก็บไว้นาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อยู่ในแวดวงค้าข้าว บอกกับบีบีซีว่า สีที่เหลืองและเข้มขึ้นมีปัจจัยที่มีส่วนจากการรมยากำจัดมอดด้วย

นายไพโรจน์ หวังดี ผู้ประกอบการโรงสีขนาดใหญ่ บริษัท นครสวรรค์หวังดีไรซ์มิลล์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ข้าวที่เก็บไว้นานจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เพราะในกระบวนการอบยากำจัดมอดซึ่งต้องใช้ความร้อนเพื่อให้ตัวมอดตายและไม่ให้ไข่ของมอดเกิดใหม่ ซึ่งปกติตัวไข่มอดจะสลายโดยใช้เวลา 15-20 วัน การเก็บข้าวในระยะยาว จึงต้องอบยาต่อเนื่องทุก ๆ 2 เดือน

"(ข้าว) สีเข้มมันเกิดจากที่อบยาบ่อย พออบยาแล้วมันเกิดความร้อน ความร้อนทำให้ตัวผิวข้าวเป็นสีเหลือง ข้าวปกติถ้าเก็บไว้เฉย ๆ มันก็จะเหลืองอยู่แล้ว แต่นี่มันโดนกระตุ้นด้วยความร้อนจากการอบยาเลยทำให้เหลืองมากขึ้น"

ไพโรจน์ ยอมรับว่า ผู้ประกอบการจำเป็นต้องอบยา เพราะ "ไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้" และเป็นวิธีที่ใช้มาอย่างยาวนานในการส่งข้าวขายที่ต่างประเทศ

"ช่วงเดินทางในเรือ มันก็หมดอายุยาที่รมไปอยู่ดี แต่หากไม่รมไป บางประเทศ แม้เจอมอดที่ตายก็ไม่ยอมรับข้าวเรา บางประเทศเจอมอดตายอาจจะยอมรับได้บ้าง" ผู้ประกอบการส่งออกข้าวระบุ

ข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพข้าว

แต่ข้าวที่ถูกเก็บมา 10 ปี และ รมว.กระทรวงพาณิชย์ บอกว่า มีการรมยาเพื่อรักษาคุณภาพข้าว ทำให้เกิดคำถามเรื่องความปลอดภัย

มูลนิธิชีววิถี องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรกรรมเชิงนิเวศ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเคยติดตามคุณภาพข้าวจากโครงการจำนำข้าว ตั้งคำถามต่อรัฐบาลหลายประการ ได้แก่ ปริมาณข้าวที่เอกชนประมูลเพื่อการบริโภคมีปริมาณเท่าไหร่ จำหน่ายในประเทศเท่าไหร่ ส่งออกเท่าไหร่ บริษัทไหนบ้าง

นอกจากนี้ยังมีคำถามถึงคุณภาพข้าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตกค้างของสารรมควันพิษ คุณค่าของสารอาหาร และความเสี่ยงจากท็อกซินหรือสารก่อมะเร็ง ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเก็บ

"สารรมควันพิษที่แจ้งว่ามีการรมปีละ 6-12 ครั้ง คือสารอะไร มีการตกค้างหรือไม่ เพราะในกรณีเมทิลโปรไมด์เมื่อตกค้างในข้าวสารแล้วการล้างหลายครั้งหรือการหุงก็ทำให้ลดลงได้เพียง 40-50% เท่านั้น" มูลนิธิชีววิถีระบุ

เมทิลโบรไมด์ (methyl bromide) และอลูมิเนียมฟอสไฟด์ (aluminium phosphide) หรือฟอสฟิน คือ สารรมข้าวที่กรมวิชาการเกษตรอนุญาตให้ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยกรมการข้าวระบุว่าเป็นสารที่ระเหยไปภายในระยะเวลา 5-7 วัน

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี กล่าวกับไทยพีบีเอสด้วยว่า การเก็บรักษาข้าวสารปฏิเสธไม่ได้จำเป็นต้องใช้สารรมควันเหล่านี้ และในอดีตมูลนิธิก็เคยตรวจพบสารตกค้างเมทิลโบรไมด์ในถุงข้าวสาร ที่ผู้ประกอบการยังนำข้าวสารไปอบในกระบวนการรอเตรียมจำหน่าย ดังนั้น ข้าวสารที่ถูกเก็บมานาน 10 ปี จะมีสารตกค้างขนาดไหน เพราะมีงานวิจัยชี้ว่า สารเมทิลโบรไมด์ ยังตกค้างอยู่ในเนื้อข้าวสาร แม้ว่าจะมีการล้างหลายครั้ง

ในวงการขายข้าว เก็บข้าวนานแค่ไหน 10 ปี ยังใช้ได้หรือไม่

ผู้ประกอบการส่งออกข้าว นครสวรรค์หวังดีไรซ์มิลล์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ข้าวเก็บได้ถึง 10 ปีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บ

แต่โดยปกติในการผลิต "ข้าวเก่า" ที่ขายในตลาด ผู้ประกอบการจะเก็บเป็นข้าวเปลือก

นายไพโรจน์ กล่าวว่า การเก็บข้าวเป็นระยะเวลาหลายปี มีตัวอย่างในประเทศอินเดีย เมื่อกว่า 10 ปีก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีโครงการรับจำข้าว

เขาระบุว่า อินเดียเคยเก็บสต็อกข้าวไว้นานถึง 8 ปี จึงจะนำออกมาขาย เพราะต้องการให้ประเทศมีสต็อกข้าวสำรองไว้ในช่วงขาดแคลนหรือเกิดภัยพิบัติ

อินเดียเคยเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และสามารถปลูกข้าวได้เกือบทุกรัฐของประเทศ มีรายงานว่า กลยุทธ์หลักของอินเดีย คือ การเป็นซัพพลายเออร์ข้าวขาวที่มีราคาต่ำที่สุด เพราะสต็อกในประเทศอยู่ในระดับสูง และราคาในประเทศต่ำ

แต่สำหรับประเทศไทย ไม่ได้เก็บข้าวยาวนานหลายปีเช่นนั้น

นายไพโรจน์กล่าวว่า เพราะการเก็บข้าวยาวนานเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ ส่วนการผลิต "ข้าวแข็ง" สำหรับการขายข้าวบรรจุถุง จะเก็บไว้อย่างมากที่สุด 1-2 ปี เพราะหากเก็บนานกว่านั้นไม่คุ้มต้นทุน

เขากล่าวอีกว่า ในอดีตประเทศไทยทำข้าวนาปี (ทำปีละครั้ง) อย่างน้อย ๆ ที่ใช้ได้ ต้องเก็บ 7-8 เดือน แต่เก็บเป็นข้าวเปลือก แล้วข้าวจึงจะหุงขึ้นหม้อ หรือที่เรียกว่าข้าวเก่า แต่ในระยะหลังที่ประเทศไทยปลูกข้าวนาปรัง ข้าวบางแบรนด์หรือยี่ห้อ เริ่มแข็งตั้งแต่ 3 เดือน การเก็บยาวนานถึง 7-8 เดือน กลายเป็นภาระ ดังนั้น แบรนด์ข้าวบางรายจึงทำแบรนด์ย่อยขายแยก

"ไม่เคยเก็บยาวถึงขนาดนี้ เพราะไม่รู้จะเก็บไปทำไม แต่โครงการเก่า ๆ อย่างเก่ง 3-4 ปี ก็ระบายหมดแล้ว" ผู้ประกอบการค้าข้าวจากนครสวรรค์ กล่าว

ทำไมแอฟริกา เป็นปลายทาง และข้าวล็อตนี้เป็นอาหารสัตว์ได้หรือไม่

ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่เข้าร่วมพิสูจน์คุณภาพข้าวจำนำที่เก็บมา 10 ปี กับกระทรวงพาณิชย์ แสดงความสนใจซื้อข้าวเก่าอายุ 10 ปี

นายศุภชัย วรอภิญญาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด ระบุว่ามาร่วมพิสูจน์ข้าว จากที่เห็นด้วยตาเห็นว่า ข้าวยังมีคุณภาพดี หากมีการเปิดประมูลก็มีความพร้อมเพราะคาดว่าราคาจะอยู่ที่ช่วง 15-20 บาทต่อกิโลกรัม โดยตลาดที่ส่งออกจะเป็นตลาดแอฟริกา เนื่องจากสนใจข้าวเก่าของไทย รวมทั้งตลาดในประเทศ ซึ่งต้องดูคุณภาพข้าวก่อนว่า จะเป็นตลาดบริโภคหรืออาหารสัตว์

ข้อมูลจากกองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า แอฟริกาใต้เป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย โดยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 คิดเป็นสัดส่วน 10.10% ของการส่งออกข้าวทั้งหมดรองจากอินโดนีเซีย ที่ไทยส่งออกเป็นสัดส่วน 16.11% จากสถิติการส่งออกข้าวไทยในปี 2566

ขณะที่เมื่อดูตัวเลขส่งออกเป็นรายภูมิภาค ตลาดเอเชียมาเป็นอันดับหนึ่งในสัดส่วน 41.14% ตามด้วย แอฟริกา 28.46% และตะวันออกกลาง 13.26%

ผู้ประกอบการค้าข้าวจากนครสวรรค์ อธิบายว่า ตลาดทางแอฟริกาเน้นข้าวที่ราคาถูก ซึ่งแต่เดิมตลาดเป็นของอินเดีย ด้วยปัจจัยการขนส่งที่ระยะทางใกล้กว่า แต่อินเดียระงับการส่งออกข้าวเมื่อช่วงกลางปี 2566 เนื่องจากปัจจัยในประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ข้าวไทยส่งออกไปยังแอฟริกามากขึ้นในช่วงปีที่แล้ว

"คนกินข้าวเก่า ส่วนมากเป็นประเทศที่ค่อนข้างยากจน" นายไพโรจน์กล่าว "ถ้า (ราคาข้าว) มันเหลือ 10 กว่าบาทมันก็ถูกกว่า มัน (สำปะหลัง) ถูกกว่าขนมปังอยู่แล้ว"

ส่วนความเป็นไปได้ในการขายเป็นอาหารสัตว์ นายไพโรจน์แสดงความคิดเห็นว่า ข้าวเก่าล็อตนี้ยังมีราคาสูงกว่า ข้าวหักท่อนที่เป็นข้าวใหม่ที่นำมาเป็นอาหารสัตว์ไม่มากนัก จึงเห็นว่า ตลาดผู้ซื้อน่าจะเลือกข้าวใหม่ที่คุณภาพดีกว่า

ทำไมข้าวจำนำของเอกชน 2 ราย ยังอยู่มาถึงปีนี้

หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจในเดือน พ.ค. 2557 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และคณะอนุกรรมการต่างๆ รวมทั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ จนนำมาสู่การระบายข้าวในสต็อกของรัฐ ตั้งแต่เดือน ส.ค. ปีเดียวกัน จนถึงปี 2560

กระบวนการระบายข้าวของรัฐที่กรมการค้าต่างประเทศชี้แจงในเวลานั้น ใช้วิธีการจัดกลุ่มข้าวเพื่อการระบายเป็น 3 กลุ่ม ตามเกณฑ์คุณภาพของข้าว โดยขายแบบยกคลัง ได้แก่

  • กลุ่มที่ 1 เป็นข้าวทั่วไปเพื่อการบริโภค
  • กลุ่มที่ 2 เป็นข้าวระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคน (อาหารสัตว์)
  • กลุ่มที่ 3 เป็นข้าวระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์

"ข้าวในสต็อกของรัฐส่วนใหญ่เป็นข้าวที่คุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานและข้าวดีบางส่วนปะปนกันไม่สามารถแยกกองขายได้" กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงเมื่อปี 2560

ในช่วงปี 2560 โกดังข้าวหลายแห่งได้ออกมาร้องเรียนให้รัฐบาลระงับการระบายข้าว เพราะมีการตั้งราคาต่ำเกินจริง และมีการขายข้าวดีในราคาข้าวที่ใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นออกมายอมรับในช่วงดังกล่าวว่า อาจมีข้าวคุณภาพดีในโครงการรับจำนำข้าว รั่วไหลไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จริง

ผู้ส่งออกข้าว อธิบายกับบีบีซีไทยว่า ในช่วงดังกล่าว เจ้าของโกดังอาจยืนกรานต่อรัฐว่า ราคาขายข้าวต้องได้สูงกว่านี้ เพราะในช่วงดังกล่าว การขายข้าวให้เป็นอาหารสัตว์ตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 4-5 บาท ซึ่งเจ้าของโกดังต้องรับผิดชอบส่วนต่างที่รับจำนำข้าวเข้ามา

"พอขายเป็นข้าวเสื่อม ขาดทุนเท่าไหร่ โกดังต้องรับ เขาเลยน่าจะยื้อไว้มากกว่า" นายไพโรจน์แสดงความเห็น และบอกว่า ในช่วงนั้นเจ้าของโกดังข้าวหลายราย ยอมขายขาดทุน เพื่อให้สามารถนำคลังสินค้าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

ด้านนายภูมิธรรม กล่าวในระหว่างการพิสูจน์ข้าวว่า เชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของโกดัง และคาดว่ารายได้จากการประมูลล็อตนี้จะอยู่ที่ 200-400 ล้านบาท

“วันนี้ เขา (เจ้าของโกดัง) ต้องการขายข้าวออกไป เพราะวันนี้เขาถูกปิดโกดังมาเป็นสิบปีแล้ว ต้นทุน ค่าเสียโอกาสทั้งหลาย เขาเสียหาย"