เปิดประสบการณ์รักษาเท่าเทียม นอนโรงพยาบาลอังกฤษขณะผู้ติดโควิดรายวันกว่าแสนคน

ambulance

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, รถฉุกเฉินที่ไปรับผู้ป่วยมาส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน
    • Author, สมชัย สุวรรณบรรณ
    • Role, อดีตหัวหน้าแผนกข่าวภาษาไทย บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

ในวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ในขณะที่ชาวโลกกำลังฉลองกันอย่างสนุกสนาน ผมกลับต้องโทรศัพท์หาสายด่วนสาธารณสุข111 ของ NHS หลังมีอาการปวดท้องมา 2 วันแล้ว และหนักหนาขึ้นจนทนไม่ไหว

ผมรอสายไม่นานนัก เสียงผู้หญิงปลายสายก็ดังขึ้น เริ่มซักถามข้อมูลเบื้องต้น ลำดับขั้นตอนของอาการและสภาพในปัจจุบัน ประเมินแล้วบอกว่าจะส่งรถพยาบาลมา หลังวางสายไม่เกิน 10 นาทีรถพยาบาลก็มาพร้อมนักปฏิบัติการทางแพทย์ฉุกเฉินและอุปกรณ์ เริ่มตรวจหัวใจ วัดความดัน ชีพจร อุณหภูมิ และวัดน้ำตาลในเลือด แล้วประมวลข้อมูลใส่แท็บเล็ตที่ห้อยคอมา ให้ยาแก้ปวดมากินบรรเทาอาการ เสร็จแล้วบอกให้เตรียมตัวเพื่อพาไปโรงพยาบาลบาซิลดอน ที่อยู่ห่างจากบ้านไป 15 นาทีขับรถ เพราะอาจจะต้องนอนค้างหลายคืน

ประชาชนผู้ถือสัญชาติอังกฤษหรือผู้ที่อยู่อาศัยถูกฎหมายในสหราชอาณาจักร เมื่อป่วยไข้ไม่ว่าหนักเบาแค่ไหน มีสิทธิที่จะได้รับบริการรักษาพยาบาลได้เท่าเทียมกันถ้วนหน้า ในมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่ต้องแสดงบัตรประชาชน หรือแม้แต่เซ็นชื่อในเอกสารใด เพียงบอกชื่อ วันเดือนปีเกิด และชื่อแพทย์ประจำตัวในพื้นที่ใกล้บ้านที่ไปลงทะเบียนไว้ เจ้าหน้าที่ก็จะสามารถเรียกข้อมูลและประวัติสุขภาพได้จากศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง ทำให้กระบวนการสอบสวนโรคดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมชาวอังกฤษ ถึงชื่นชมและหวงแหนระบบรักษาพยาบาลถ้วนหน้า ของThe National Health Service (NHS) หรือ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ ที่ทุกพรรคการเมืองใช้เป็นประเด็นหาเสียงเลือกตั้ง ทุกครั้งที่มีโอกาส

แผนกฉุกเฉิน

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ด้านหน้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลรอยัลลอนดอน ในกรุงลอนดอน

เมื่อถึงโรงพยาบาล นักปฏิบัติการทางแพทย์ฉุกเฉินก็ป้อนข้อมูลในแท็บเล็ตเข้าสู่ระบบของส่วนกลาง แล้วส่งไปเจาะเลือด ให้นั่งรอที่ห้องโถงกลางที่เป็นห้องรับคนไข้อุบัติเหตุและฉุกเฉิน หรือ Accident and Emergency (A&E) เป็นห้องใหญ่ มีคนไข้หลากหลายหนักบ้างเบาบ้าง หมุนเวียนกันมา ทำแผลอุบัติเหตุบ้าง วัยรุ่น ยกพวกตีกันเมาฉลองปีใหม่ก็มีตำรวจใส่กุญแจมือมาทำแผล บรรยากาศหลากหลายสีสัน

แม้ว่าเป็นระบบการรักษาพยาบาลฟรี แต่ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายคือเวลารอ นั่งรอเกือบชั่วโมงพยาบาลจึงมาเรียกตัวไปพบแพทย์ทั่วไป แม้ว่าจะมีข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ แต่เธอก็ยังถามเรียบเรียงให้แน่ใจ แล้วบันทึกข้อความ บอกว่าจะต้องตรวจโควิดก่อน แล้วจะส่งเข้าตรวจระบบ CT Scan เสร็จแล้วก็ต้องออกมานั่งรอที่ห้องโถงใหญ่อีก ก็ได้เห็นคนไข้ใหม่มีบาดแผลสดเข้ามา อีกประตูหนึ่งก็มีคนไข้ใส่เฝือกแล้วมีญาติมาพยุงตัวพากลับบ้าน เหมือนระบบสายพาน ระหว่างนั่งรอ ก็ใช้มือถือส่งข่าวกลับบ้านเป็นระยะ เพราะในโรงพยาบาลมีวายฟายฟรีให้ใช้ จึงได้ตรวจสอบข้อมูลให้ทันข่าวคราว

สถานการณ์การระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนในช่วงนั้นหนักเอาเรื่อง ยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งเป็นวันละเกิน 1 แสนคนมาตั้งแต่ 22 ธ.ค. แล้วพุ่งมาที่ 162,572 คน ในวันขึ้นปีใหม่ โรงพยาบาลบางแห่งไม่มีเตียงว่าง แพทย์พยาบาลจำนวนมากต้องกักตัวมาทำงานไม่ได้เพราะติดเชี้อ

ผมนั่งรอสักพักก็มีพยาบาลมาเรียกตัวไปพบกับแพทย์เฉพาะทางที่ขอตรวจซ้ำอีก เอามือมากดช่องท้อง พอถึงบริเวณที่ปวดก็ร้องโอดโอย หมอก็ได้ข้อมูลแล้ว บอกว่าเป็นอาการของ โรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis) อักเสบรุนแรงเข้าขั้นสาหัสต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน

หลังหมอยืนยันอาการ นั่งปวดท้องรออีกเกือบชั่วโมงจนพนักงานนำรถเข็นมาพาตัวไปอาคารผู้ป่วยภายใน ปรากฎว่าได้ห้องเดี่ยว เหมือนคนไข้พิเศษมีเงินจอง หรือไม่ก็คงมีเส้น แต่ความจริงคือ เป็นคนไข้อาการหนัก พอวันที่ 3 เมื่ออาการดีขึ้น พยาบาลมาบอกว่าจะขอให้ย้ายออกจากห้องเดี่ยวเพราะมีคนไข้อาการหนักกว่ามาแทน และให้ไปอยู่ห้องรวม 4 เตียง จะได้มีเพื่อนคุยคลายเหงาเพราะยังต้องนอนอีกหลายคืนได้

ป้ายหน้าที่จอดรถพยาบาลฉุกเฉิน

ที่มาของภาพ, PA Media

คำบรรยายภาพ, ป้ายหน้าที่จอดรถพยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน

ผมนับว่าโชคดีมากที่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากอาการหนัก แต่สำหรับผู้ป่วยในสหราชอาณาจักรอีกจำนวนมากที่เจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาลของรัฐ ก็ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้น เพราะหมอลงความเห็นว่าไม่ป่วยมากจัดให้เข้าสู่ระบบ Waiting List ตัวเลขทางการรายงานออกมาว่า จนถึง พ.ย. ปีที่แล้ว มีผู้คนในอังฤษ (England) ที่ต้องรอการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 6 ล้านคน เช่นการเปลี่ยนเข่าหรือสะโพก 5%ของจำนวนนี้ รอมานานกว่า 1 ปี

คืนแรกในห้องเดี่ยว พยาบาลนำอาหารค่ำมาให้ แม้รสชาติไม่เลอเลิศ แต่ก็พออิ่มท้อง ไม่ต้องหิวโซตลอดคืน จัดมอร์ฟีนที่หมอสั่งมาให้ ช่วยบรรเทาอาการปวด จะได้นอนหลับ แล้วก็ห้อยถุงยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) ขนาดใหญ่ ส่งสายดริปเข้าเส้นประมาณว่าขนาดสักหนึ่งลิตร ผ่านพ้นคืนแรกไปอย่างทุลักทุเล

วันต่อ ๆ มา มีพยาบาลมาตรวจไข้ วัดความดัน ชีพจร อูณหภูมิ เจาะเลือด เปลี่ยนถุงยาฆ่าเชื้อ แล้วแจกยาพาราเซตามอลแทนมอร์ฟีน ส่วนเรื่องอาหารการกิน ก็มีบริการอาหาร 3 มื้อ ชา กาแฟ 3 รอบ บางทีรอบดึกมีช็อกโกแล็ตร้อนมาให้ดื่มก่อนนอน ความปวดท้องค่อย ๆ หายไป แต่รู้สึกว่ายังอ่อนแอ เพราะกินไม่เต็มที่ พอได้ย้ายเข้าห้องรวม 4 เตียงบรรยากาศก็เปลี่ยนไป ได้กินอาหารร้อนหรูหราได้มากขึ้น

สมชัย สุวรรณบรรณ

ที่มาของภาพ, สมชัย สุวรรณบรรณ

คำบรรยายภาพ, อาหารผู้ป่วย

Baby Boomer

ย้ายมาก็ได้เพื่อนร่วมห้องคือ ไมเคิล, เจมส์ และอลัน ทั้งสามคน อายุน่าจะเกิน 70 ขึ้น เป็นรุ่น baby boomer (คนที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด) ทั้งห้อง ดังข่าวที่ได้ยินเป็นระยะว่า อัตราการครองเตียงในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ก็คือคนในรุ่นนี้ เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ว่ารัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาดูแลผู้สูงวัยที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกปี คนที่เข้าสู่วัยทำงานเสียภาษีก็น้อยลงเพราะครอบครัวเล็กลงไม่เหมือนสมัยก่อน ค่าใช้จ่ายเพื่อผู้สูงวัยก็เกินกว่าระดับการเก็บภาษีที่เก็บในปัจจุบัน แต่ก็ยังดีที่ประเทศนี้มีระบบบำนาญแห่งชาติ ทุกคนที่พ้นวัยทำงานแล้วยังมีเงินรายได้ประจำบ้างมากน้อยแตกต่างกันไป แล้วแต่ระดับการส่งเงินเข้ากองทุน ไม่ถึงกับอดตาย

มาเล่าเรื่องการรักษาต่อ ทุกเช้าจะมีหมอ และหมอฝึกหัดเดินตามเป็นชุด ๆ มาเยี่ยมไข้ ปิดม่านตรวจสอบ อาจารย์หมอจะบรรยายสรุปให้แพทย์ฝึกหัดจดบันทึก แล้วก็สั่งงานพยาบาล ขั้นตอนการดูแลรักษาต่อไป ไล่เป็นเตียง ๆ ไป วันนี้หมอเจ้าของไข้ของไมเคิลบอกว่าจะต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลที่เมืองเคมริดจ์ เพราะทางโน้นเขามีอุปกรณ์พิเศษที่ตรงเฉพาะโรค ให้โทรหาญาติแจ้งว่าจะย้ายโรงพยาบาล แล้วจะมีรถพยาบาลมารับตัวไปส่ง ระยะทางก็ห่างหลายร้อยกิโลเมตร คงวิ่งยาวหลายชั่วโมง แสดงว่า NHS เป็นระบบสายพาน เหมือนโรงงานขนาดใหญ่ ส่งต่อคนไข้กันเป็นทอด ๆ เพื่อให้ผู้รับบริการได้ประโยชน์สูงสุด

โควิดกับชีวิตที่พลิกผัน

การระบาดของโควิดทำให้ชีวิตผู้คนอังกฤษล้มลุกคลุกคลาน ไร้ความมั่นคง แต่ระบบสาธารณสุขของประเทศยังมีความมั่นคงและให้บริการที่เท่าเทียมกัน

โจอี้ คือคนไข้ใหม่ที่มาครองเตียงแทนไมเคิล เป็นเชฟหนุ่มอายุสามสิบต้น ๆ เขาออกจากโรงเรียนภาคบังคับ ไม่ต่อมหาวิทยาลัย ไปอบรมเป็นเชฟ แล้วเปิดภัตตาคาร ได้ 2-3 ปี มีคนงานเกือบ 20 คน พอโควิดระบาด ธุรกิจล้มเหลว ต้องปลดคนงานออก แต่มีลูกเล็ก 2 คน เขาต้องดิ้นรนเลี้ยงครอบครัว ความเป็นนักชิมกาแฟ จึงไปซื้อเมล็ดกาแฟจากชวา มาผสมเมล็ดกาแฟจากเวียดนาม ออกแบบแบรนด์ของตัวเอง ขายออนไลน์ ค่อยๆ ฟี้นตัว แล้วเปิดร้านอาหาร ขายแต่ทางเดลิเวอรี ลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ตอนนี้ก็เรียกว่าตั้งตัวได้ แต่ก็ต้องมาเข้าโรงพยาบาลเพราะนิ่วในไต นอนโรงพยาบาลอยู่ 2-3 วัน สั่งงานภรรยาทาง FaceTime ทำอาหารและส่งกาแฟทางออนไลน์ ใช้แล็ปท็อปแบบจอใหญ่ กลายเป็น Work from Hospital bed ไปแทน

เจมส์ คนไข้เบาหวานอยู่เตียงฝั่งตรงกันข้ามก็ได้กลับบ้าน หมอทำใบส่งตัวให้เข้าสู่ระบบการดูแลปฐมภูมิ (primary care) คือ แพทย์ประจำตัวในชุมชน และพยาบาลชุมชน ดูแลต่อไป คนที่มาแทนคือ เนาบี หนุ่มใหญ่วัย 66 ปี จากรัฐปัญจาบ เป็นเศรษฐีย่อย ๆ คนหนึ่ง เป็นเจ้าของแท็กซี่ 40 คัน ครอบครัวอพยพจากอินเดียเมื่อตอนยังเด็ก ไม่ได้เรียนสูง ไปทำงานอู่ซ่อมรถยนต์จนเปิดอู่ของตนเองแล้วขยับขยาย เปิดบริษัทรถแท็กซี่ซึ่งเป็นกิจการที่ได้ประโยชน์จากภาวะล็อกดาวน์ เพราะผู้คนเลี่ยงระบบขนส่งมวลชน กลัวรถไฟเป็นแหล่งแพร่ไวรัส หลายคนยอมหันไปนั่งแท็กซี่ ทำให้เนาบี มีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาวะโควิดระบาด

เนาบี บอกว่าอยู่ประเทศนี้ถ้าขยันไม่จน เขาบอกว่าระบบ NHS เป็นระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในโลก เขาเองสบายใจที่จะเสียภาษีเข้าระบบ เพราะรู้ตัวว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะได้ใช้บริการ ถ้าอยู่ในอินเดียตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าต้องเสียเงินเท่าไหร่ ต้องกู้เงินญาติมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือไม่

เนาบี นอนอยู่โรงพยาบาลได้ 2-3 วัน ก็ถูกส่งตัวกลับบ้านเข้าระบบดูแลปฐมภูมิต่อไป พยาบาลของโรงพยาบาลบอกว่าจะมีพยาบาลชุมชนมาตรวจอาการสักสองสามวัน แล้วให้แพทย์ประจำตัวในชุมชนดูแลต่อไป

สมชัย สุวรรณบรรณ

ที่มาของภาพ, Thai PBS handout

คำบรรยายภาพ, สมชัย สุวรรณบรรณ

วันรุ่งขึ้น หมอสั่งให้ส่งผมไปตรวจ MRI scan เพราะหมอประเมินว่าจะต้องผ่าถุงน้ำดี ส่วนผลการเจาะเลือดที่ทำติดต่อกันทุกวันมา 5-6 วัน แสดงตัวเลขดีขึ้นเป็นลำดับ จึงยกเลิกยาฆ่าเชื้อแบบถุง มาฉีดเป็นหลอด วันละหลอด ตอนนี้ก็เลิกยาพาราเซตามอลไปแล้ว มีความรู้สึกว่าร่างกายพร้อมจะกลับบ้านแล้ว

เมื่อเนาบีได้กลับบ้าน คนไข้ที่มาแทนชื่อ มาร์วิน พื้นเพเป็นคนจากแคว้นคอร์นวอลล์ ย่านคนรวย ลักษณะการแต่งตัวดูเป็นผู้มีฐานะ มีสำเนียงผู้ดี หรือ posh accent ไม่เหมีอนโจอี้ หรือ เนาบี หรือนางพยาบาลบางคนที่มีสำเนียงแบบผู้ใช้แรงงาน หรือ working class

สมชัย สุวรรณบรรณ

ที่มาของภาพ, สมชัย สุวรรณบรรณ

คนไข้ของระบบ NHS ไม่ว่ายากดีมีจนก็จะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมแบ่งปันกันตามความหนักหนาของอาการ ไม่ใช่ตามสถานะทางสังคมหรือทางเศรฐกิจ ไม่มีใครกร่างอ้างอภิสิทธ์แบบ "รู้ไหม-ลูกใคร"- "รู้ไหม-องครักษ์ใคร" ทุกคนรู้สึกมีความเท่าเทียมทั่วหน้ากัน แม้มีโรงพยาบาลเอกชนบริการ แต่ก็แพงมาก คนส่วนใหญ่ก็ยังใช้บริการ NHS อยู่ดี

หลังจากนอนโรงพยาบาลได้ 11 คืน วันรุ่งขึ้นหมอเฉพาะทางคนแรกที่สั่งรับตัวไว้ ก็ปรากฎตัวอีกครั้งหนึ่ง มาบอกข่าวดีว่าวันนี้จะปล่อยตัวให้กลับบ้านได้ ให้ยาฆ่าเชื้อแบบเม็ดไปกินต่อที่บ้านอีก 5 วัน แล้วอีก 4 สัปดาห์ให้มาตรวจเลือด เพื่อนัดคุยกันกำหนดวันผ่านิ่ว จากนั้นอีก 6 เดือนหลังผ่านิ่ว หมอจะส่งทำ MRI scan อีกครั้ง

ได้กินอาหารกลางวันแบบหรูที่โรงพยาบาลฟรีอีกมื้อก่อนกลับบ้าน นางพยาบาลนำเอกสารปล่อยตัวมาให้ พร้อมสำเนาจดหมายที่หมอเฉพาะทางเขียนรายงานส่งตัวให้หมอประจำตัว ประจำตำบลของผมให้รับทราบเพื่อเฝ้าติดตามอาการต่อไป ทั้งหมดนี้ผมไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม นอกจากระบบภาษีปกติที่จ่ายเข้ารัฐตามระดับรายได้ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นคือการรอคอย ตามจังหวะสายพานของระบบ NHS

line

NHS คืออะไร

NHS คือระบบบริการสาธารณสุขถ้วนหน้า ของสหราชอาณาจักร เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ ก.ค. 1948 โดยรัฐบาลพรรคเลเบอร์ของนายกรัฐมนตรี คลีเมนต์ แอตลี เป็นช่วงที่ประเทศค่อย ๆ ฟื้นตัวจากความเสียหายของสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพสังคมและชีวิตผู้คนยากแค้นลำบาก ใครมีเงินทองก็สามารถซื้อหาบริการรักษาพยาบาลได้ ส่วนคนจนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศขณะนั้น ต้องฝากชะตากรรมไว้กับพระเจ้า

ช่วงเวลานั้นนักการเมืองฝ่ายซ้ายและปฏิรูปที่นิยมอุดมการณ์สังคมนิยมช่วยกันผลักดันให้ออกกฎหมายบริการสาธารณสุขถ้วนหน้าได้สำเร็จ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสวัสดิการสังคมที่เรียกว่า "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ตั้งแต่นั้นมา NHS ก็ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองจนวางรากฐานที่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ 74 ปี เป็นหน่วยงานที่ถูกนักการเมืองใช้หาเสียงมาโดยตลอด

แต่หลักการสำคัญ 3 ประการที่ยังยึดถือติดต่อกันมา คือ

  • ต้องให้บริการรักษาพยาบาลให้เหมาะสมตามสภาพการป่วยของคนไข้แต่ละคน
  • ต้องให้บริการโดยไม่เรียกค่าใช้จ่าย
  • ให้บริการทุกคนไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ยากดีมีจน ในมาตรฐานเดียวกัน
NHS

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ชายคนหนึ่งเดินผ่านป้ายขนาดใหญ่หน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแสดงให้เห็นภาพบุคลากรต่าง ๆ ของ NHS

NHS เป็นหน่วยงานภาครัฐขนาดใหญ่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ได้รับงบประมาณแผ่นดินมากกว่าทุกกระทรวง มีโรงพยาบาลใหญ่เต็มรูปแบบและคลินิกชุมชนทั่วประเทศรวมกันกว่าพันแห่ง มีเตียงรับคนไข้ได้มากกว่า 125,000 เตียง มีแพทย์ พยาบาล และบุคคลากรสนับสนุนทั้งระบบประจำและรับช่วงกว่าล้านคน นับเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่ NHS มีระบบบริหารจัดการเป็นอิสระจากนักการเมือง แบ่งงานการบริหารตามภูมิภาค โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็จะมี CEO ของตนเอง มีคณะกรรมการ NHS Trusts ในแต่ละภูมิภาคที่กำกับดูแลตรวจสอบผลงานว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งบรรลุภาระกิจตามเป้าหมายอย่างไร มีเสียงสะท้อนจากคนไข้อย่างไร

เนื่องจาก NHS เป็นหน่วยงานที่ใหญ่และจ้างงานมากที่สุดของประเทศ จึงใช้งบประมาณมาก มีการบริหารงานแบบระบบราชการ หลายส่วนจึงขาดประสิทธิภาพ มีกฎระเบียบทับซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณรั่วไหลโดยไม่จำเป็น ผู้บริหารบางคนแสวงหาประโยช์ส่วนตน บางโรงพยาบาลถูกฟ้องร้องเพราะความผิดพลาด ละเลย ประมาทเลินเล่อ เป็นข่าวฉาวอยู่เนือง ๆ

ความที่ประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ความต้องการการดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่ NHS ไม่สามารถขยายบริการได้ทันกับความต้องการ เพราะงบประมาณและบุคคลกรไม่พอเพียง จึงต้องจัดระบบ Waiting List ให้คนไข้รอรับบริการที่ยาวขึ้นทุกปี ประกอบกับเกิดโรคระบาดโควิด 19 ก็ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติมากขึ้น