เปิดประสบการณ์รักษาเท่าเทียม นอนโรงพยาบาลอังกฤษขณะผู้ติดโควิดรายวันกว่าแสนคน

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, สมชัย สุวรรณบรรณ
- Role, อดีตหัวหน้าแผนกข่าวภาษาไทย บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
ในวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ในขณะที่ชาวโลกกำลังฉลองกันอย่างสนุกสนาน ผมกลับต้องโทรศัพท์หาสายด่วนสาธารณสุข111 ของ NHS หลังมีอาการปวดท้องมา 2 วันแล้ว และหนักหนาขึ้นจนทนไม่ไหว
ผมรอสายไม่นานนัก เสียงผู้หญิงปลายสายก็ดังขึ้น เริ่มซักถามข้อมูลเบื้องต้น ลำดับขั้นตอนของอาการและสภาพในปัจจุบัน ประเมินแล้วบอกว่าจะส่งรถพยาบาลมา หลังวางสายไม่เกิน 10 นาทีรถพยาบาลก็มาพร้อมนักปฏิบัติการทางแพทย์ฉุกเฉินและอุปกรณ์ เริ่มตรวจหัวใจ วัดความดัน ชีพจร อุณหภูมิ และวัดน้ำตาลในเลือด แล้วประมวลข้อมูลใส่แท็บเล็ตที่ห้อยคอมา ให้ยาแก้ปวดมากินบรรเทาอาการ เสร็จแล้วบอกให้เตรียมตัวเพื่อพาไปโรงพยาบาลบาซิลดอน ที่อยู่ห่างจากบ้านไป 15 นาทีขับรถ เพราะอาจจะต้องนอนค้างหลายคืน
ประชาชนผู้ถือสัญชาติอังกฤษหรือผู้ที่อยู่อาศัยถูกฎหมายในสหราชอาณาจักร เมื่อป่วยไข้ไม่ว่าหนักเบาแค่ไหน มีสิทธิที่จะได้รับบริการรักษาพยาบาลได้เท่าเทียมกันถ้วนหน้า ในมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่ต้องแสดงบัตรประชาชน หรือแม้แต่เซ็นชื่อในเอกสารใด เพียงบอกชื่อ วันเดือนปีเกิด และชื่อแพทย์ประจำตัวในพื้นที่ใกล้บ้านที่ไปลงทะเบียนไว้ เจ้าหน้าที่ก็จะสามารถเรียกข้อมูลและประวัติสุขภาพได้จากศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง ทำให้กระบวนการสอบสวนโรคดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมชาวอังกฤษ ถึงชื่นชมและหวงแหนระบบรักษาพยาบาลถ้วนหน้า ของThe National Health Service (NHS) หรือ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ ที่ทุกพรรคการเมืองใช้เป็นประเด็นหาเสียงเลือกตั้ง ทุกครั้งที่มีโอกาส

ที่มาของภาพ, EPA
เมื่อถึงโรงพยาบาล นักปฏิบัติการทางแพทย์ฉุกเฉินก็ป้อนข้อมูลในแท็บเล็ตเข้าสู่ระบบของส่วนกลาง แล้วส่งไปเจาะเลือด ให้นั่งรอที่ห้องโถงกลางที่เป็นห้องรับคนไข้อุบัติเหตุและฉุกเฉิน หรือ Accident and Emergency (A&E) เป็นห้องใหญ่ มีคนไข้หลากหลายหนักบ้างเบาบ้าง หมุนเวียนกันมา ทำแผลอุบัติเหตุบ้าง วัยรุ่น ยกพวกตีกันเมาฉลองปีใหม่ก็มีตำรวจใส่กุญแจมือมาทำแผล บรรยากาศหลากหลายสีสัน
แม้ว่าเป็นระบบการรักษาพยาบาลฟรี แต่ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายคือเวลารอ นั่งรอเกือบชั่วโมงพยาบาลจึงมาเรียกตัวไปพบแพทย์ทั่วไป แม้ว่าจะมีข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ แต่เธอก็ยังถามเรียบเรียงให้แน่ใจ แล้วบันทึกข้อความ บอกว่าจะต้องตรวจโควิดก่อน แล้วจะส่งเข้าตรวจระบบ CT Scan เสร็จแล้วก็ต้องออกมานั่งรอที่ห้องโถงใหญ่อีก ก็ได้เห็นคนไข้ใหม่มีบาดแผลสดเข้ามา อีกประตูหนึ่งก็มีคนไข้ใส่เฝือกแล้วมีญาติมาพยุงตัวพากลับบ้าน เหมือนระบบสายพาน ระหว่างนั่งรอ ก็ใช้มือถือส่งข่าวกลับบ้านเป็นระยะ เพราะในโรงพยาบาลมีวายฟายฟรีให้ใช้ จึงได้ตรวจสอบข้อมูลให้ทันข่าวคราว
สถานการณ์การระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนในช่วงนั้นหนักเอาเรื่อง ยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งเป็นวันละเกิน 1 แสนคนมาตั้งแต่ 22 ธ.ค. แล้วพุ่งมาที่ 162,572 คน ในวันขึ้นปีใหม่ โรงพยาบาลบางแห่งไม่มีเตียงว่าง แพทย์พยาบาลจำนวนมากต้องกักตัวมาทำงานไม่ได้เพราะติดเชี้อ
ผมนั่งรอสักพักก็มีพยาบาลมาเรียกตัวไปพบกับแพทย์เฉพาะทางที่ขอตรวจซ้ำอีก เอามือมากดช่องท้อง พอถึงบริเวณที่ปวดก็ร้องโอดโอย หมอก็ได้ข้อมูลแล้ว บอกว่าเป็นอาการของ โรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis) อักเสบรุนแรงเข้าขั้นสาหัสต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน
หลังหมอยืนยันอาการ นั่งปวดท้องรออีกเกือบชั่วโมงจนพนักงานนำรถเข็นมาพาตัวไปอาคารผู้ป่วยภายใน ปรากฎว่าได้ห้องเดี่ยว เหมือนคนไข้พิเศษมีเงินจอง หรือไม่ก็คงมีเส้น แต่ความจริงคือ เป็นคนไข้อาการหนัก พอวันที่ 3 เมื่ออาการดีขึ้น พยาบาลมาบอกว่าจะขอให้ย้ายออกจากห้องเดี่ยวเพราะมีคนไข้อาการหนักกว่ามาแทน และให้ไปอยู่ห้องรวม 4 เตียง จะได้มีเพื่อนคุยคลายเหงาเพราะยังต้องนอนอีกหลายคืนได้

ที่มาของภาพ, PA Media
ผมนับว่าโชคดีมากที่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากอาการหนัก แต่สำหรับผู้ป่วยในสหราชอาณาจักรอีกจำนวนมากที่เจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาลของรัฐ ก็ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้น เพราะหมอลงความเห็นว่าไม่ป่วยมากจัดให้เข้าสู่ระบบ Waiting List ตัวเลขทางการรายงานออกมาว่า จนถึง พ.ย. ปีที่แล้ว มีผู้คนในอังฤษ (England) ที่ต้องรอการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 6 ล้านคน เช่นการเปลี่ยนเข่าหรือสะโพก 5%ของจำนวนนี้ รอมานานกว่า 1 ปี
คืนแรกในห้องเดี่ยว พยาบาลนำอาหารค่ำมาให้ แม้รสชาติไม่เลอเลิศ แต่ก็พออิ่มท้อง ไม่ต้องหิวโซตลอดคืน จัดมอร์ฟีนที่หมอสั่งมาให้ ช่วยบรรเทาอาการปวด จะได้นอนหลับ แล้วก็ห้อยถุงยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) ขนาดใหญ่ ส่งสายดริปเข้าเส้นประมาณว่าขนาดสักหนึ่งลิตร ผ่านพ้นคืนแรกไปอย่างทุลักทุเล
วันต่อ ๆ มา มีพยาบาลมาตรวจไข้ วัดความดัน ชีพจร อูณหภูมิ เจาะเลือด เปลี่ยนถุงยาฆ่าเชื้อ แล้วแจกยาพาราเซตามอลแทนมอร์ฟีน ส่วนเรื่องอาหารการกิน ก็มีบริการอาหาร 3 มื้อ ชา กาแฟ 3 รอบ บางทีรอบดึกมีช็อกโกแล็ตร้อนมาให้ดื่มก่อนนอน ความปวดท้องค่อย ๆ หายไป แต่รู้สึกว่ายังอ่อนแอ เพราะกินไม่เต็มที่ พอได้ย้ายเข้าห้องรวม 4 เตียงบรรยากาศก็เปลี่ยนไป ได้กินอาหารร้อนหรูหราได้มากขึ้น

ที่มาของภาพ, สมชัย สุวรรณบรรณ
Baby Boomer
ย้ายมาก็ได้เพื่อนร่วมห้องคือ ไมเคิล, เจมส์ และอลัน ทั้งสามคน อายุน่าจะเกิน 70 ขึ้น เป็นรุ่น baby boomer (คนที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด) ทั้งห้อง ดังข่าวที่ได้ยินเป็นระยะว่า อัตราการครองเตียงในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ก็คือคนในรุ่นนี้ เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ว่ารัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาดูแลผู้สูงวัยที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกปี คนที่เข้าสู่วัยทำงานเสียภาษีก็น้อยลงเพราะครอบครัวเล็กลงไม่เหมือนสมัยก่อน ค่าใช้จ่ายเพื่อผู้สูงวัยก็เกินกว่าระดับการเก็บภาษีที่เก็บในปัจจุบัน แต่ก็ยังดีที่ประเทศนี้มีระบบบำนาญแห่งชาติ ทุกคนที่พ้นวัยทำงานแล้วยังมีเงินรายได้ประจำบ้างมากน้อยแตกต่างกันไป แล้วแต่ระดับการส่งเงินเข้ากองทุน ไม่ถึงกับอดตาย
มาเล่าเรื่องการรักษาต่อ ทุกเช้าจะมีหมอ และหมอฝึกหัดเดินตามเป็นชุด ๆ มาเยี่ยมไข้ ปิดม่านตรวจสอบ อาจารย์หมอจะบรรยายสรุปให้แพทย์ฝึกหัดจดบันทึก แล้วก็สั่งงานพยาบาล ขั้นตอนการดูแลรักษาต่อไป ไล่เป็นเตียง ๆ ไป วันนี้หมอเจ้าของไข้ของไมเคิลบอกว่าจะต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลที่เมืองเคมริดจ์ เพราะทางโน้นเขามีอุปกรณ์พิเศษที่ตรงเฉพาะโรค ให้โทรหาญาติแจ้งว่าจะย้ายโรงพยาบาล แล้วจะมีรถพยาบาลมารับตัวไปส่ง ระยะทางก็ห่างหลายร้อยกิโลเมตร คงวิ่งยาวหลายชั่วโมง แสดงว่า NHS เป็นระบบสายพาน เหมือนโรงงานขนาดใหญ่ ส่งต่อคนไข้กันเป็นทอด ๆ เพื่อให้ผู้รับบริการได้ประโยชน์สูงสุด
โควิดกับชีวิตที่พลิกผัน
การระบาดของโควิดทำให้ชีวิตผู้คนอังกฤษล้มลุกคลุกคลาน ไร้ความมั่นคง แต่ระบบสาธารณสุขของประเทศยังมีความมั่นคงและให้บริการที่เท่าเทียมกัน
โจอี้ คือคนไข้ใหม่ที่มาครองเตียงแทนไมเคิล เป็นเชฟหนุ่มอายุสามสิบต้น ๆ เขาออกจากโรงเรียนภาคบังคับ ไม่ต่อมหาวิทยาลัย ไปอบรมเป็นเชฟ แล้วเปิดภัตตาคาร ได้ 2-3 ปี มีคนงานเกือบ 20 คน พอโควิดระบาด ธุรกิจล้มเหลว ต้องปลดคนงานออก แต่มีลูกเล็ก 2 คน เขาต้องดิ้นรนเลี้ยงครอบครัว ความเป็นนักชิมกาแฟ จึงไปซื้อเมล็ดกาแฟจากชวา มาผสมเมล็ดกาแฟจากเวียดนาม ออกแบบแบรนด์ของตัวเอง ขายออนไลน์ ค่อยๆ ฟี้นตัว แล้วเปิดร้านอาหาร ขายแต่ทางเดลิเวอรี ลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ตอนนี้ก็เรียกว่าตั้งตัวได้ แต่ก็ต้องมาเข้าโรงพยาบาลเพราะนิ่วในไต นอนโรงพยาบาลอยู่ 2-3 วัน สั่งงานภรรยาทาง FaceTime ทำอาหารและส่งกาแฟทางออนไลน์ ใช้แล็ปท็อปแบบจอใหญ่ กลายเป็น Work from Hospital bed ไปแทน
เจมส์ คนไข้เบาหวานอยู่เตียงฝั่งตรงกันข้ามก็ได้กลับบ้าน หมอทำใบส่งตัวให้เข้าสู่ระบบการดูแลปฐมภูมิ (primary care) คือ แพทย์ประจำตัวในชุมชน และพยาบาลชุมชน ดูแลต่อไป คนที่มาแทนคือ เนาบี หนุ่มใหญ่วัย 66 ปี จากรัฐปัญจาบ เป็นเศรษฐีย่อย ๆ คนหนึ่ง เป็นเจ้าของแท็กซี่ 40 คัน ครอบครัวอพยพจากอินเดียเมื่อตอนยังเด็ก ไม่ได้เรียนสูง ไปทำงานอู่ซ่อมรถยนต์จนเปิดอู่ของตนเองแล้วขยับขยาย เปิดบริษัทรถแท็กซี่ซึ่งเป็นกิจการที่ได้ประโยชน์จากภาวะล็อกดาวน์ เพราะผู้คนเลี่ยงระบบขนส่งมวลชน กลัวรถไฟเป็นแหล่งแพร่ไวรัส หลายคนยอมหันไปนั่งแท็กซี่ ทำให้เนาบี มีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาวะโควิดระบาด
เนาบี บอกว่าอยู่ประเทศนี้ถ้าขยันไม่จน เขาบอกว่าระบบ NHS เป็นระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในโลก เขาเองสบายใจที่จะเสียภาษีเข้าระบบ เพราะรู้ตัวว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะได้ใช้บริการ ถ้าอยู่ในอินเดียตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าต้องเสียเงินเท่าไหร่ ต้องกู้เงินญาติมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือไม่
เนาบี นอนอยู่โรงพยาบาลได้ 2-3 วัน ก็ถูกส่งตัวกลับบ้านเข้าระบบดูแลปฐมภูมิต่อไป พยาบาลของโรงพยาบาลบอกว่าจะมีพยาบาลชุมชนมาตรวจอาการสักสองสามวัน แล้วให้แพทย์ประจำตัวในชุมชนดูแลต่อไป

ที่มาของภาพ, Thai PBS handout
วันรุ่งขึ้น หมอสั่งให้ส่งผมไปตรวจ MRI scan เพราะหมอประเมินว่าจะต้องผ่าถุงน้ำดี ส่วนผลการเจาะเลือดที่ทำติดต่อกันทุกวันมา 5-6 วัน แสดงตัวเลขดีขึ้นเป็นลำดับ จึงยกเลิกยาฆ่าเชื้อแบบถุง มาฉีดเป็นหลอด วันละหลอด ตอนนี้ก็เลิกยาพาราเซตามอลไปแล้ว มีความรู้สึกว่าร่างกายพร้อมจะกลับบ้านแล้ว
เมื่อเนาบีได้กลับบ้าน คนไข้ที่มาแทนชื่อ มาร์วิน พื้นเพเป็นคนจากแคว้นคอร์นวอลล์ ย่านคนรวย ลักษณะการแต่งตัวดูเป็นผู้มีฐานะ มีสำเนียงผู้ดี หรือ posh accent ไม่เหมีอนโจอี้ หรือ เนาบี หรือนางพยาบาลบางคนที่มีสำเนียงแบบผู้ใช้แรงงาน หรือ working class

ที่มาของภาพ, สมชัย สุวรรณบรรณ
คนไข้ของระบบ NHS ไม่ว่ายากดีมีจนก็จะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมแบ่งปันกันตามความหนักหนาของอาการ ไม่ใช่ตามสถานะทางสังคมหรือทางเศรฐกิจ ไม่มีใครกร่างอ้างอภิสิทธ์แบบ "รู้ไหม-ลูกใคร"- "รู้ไหม-องครักษ์ใคร" ทุกคนรู้สึกมีความเท่าเทียมทั่วหน้ากัน แม้มีโรงพยาบาลเอกชนบริการ แต่ก็แพงมาก คนส่วนใหญ่ก็ยังใช้บริการ NHS อยู่ดี
หลังจากนอนโรงพยาบาลได้ 11 คืน วันรุ่งขึ้นหมอเฉพาะทางคนแรกที่สั่งรับตัวไว้ ก็ปรากฎตัวอีกครั้งหนึ่ง มาบอกข่าวดีว่าวันนี้จะปล่อยตัวให้กลับบ้านได้ ให้ยาฆ่าเชื้อแบบเม็ดไปกินต่อที่บ้านอีก 5 วัน แล้วอีก 4 สัปดาห์ให้มาตรวจเลือด เพื่อนัดคุยกันกำหนดวันผ่านิ่ว จากนั้นอีก 6 เดือนหลังผ่านิ่ว หมอจะส่งทำ MRI scan อีกครั้ง
ได้กินอาหารกลางวันแบบหรูที่โรงพยาบาลฟรีอีกมื้อก่อนกลับบ้าน นางพยาบาลนำเอกสารปล่อยตัวมาให้ พร้อมสำเนาจดหมายที่หมอเฉพาะทางเขียนรายงานส่งตัวให้หมอประจำตัว ประจำตำบลของผมให้รับทราบเพื่อเฝ้าติดตามอาการต่อไป ทั้งหมดนี้ผมไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม นอกจากระบบภาษีปกติที่จ่ายเข้ารัฐตามระดับรายได้ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นคือการรอคอย ตามจังหวะสายพานของระบบ NHS

NHS คืออะไร
NHS คือระบบบริการสาธารณสุขถ้วนหน้า ของสหราชอาณาจักร เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ ก.ค. 1948 โดยรัฐบาลพรรคเลเบอร์ของนายกรัฐมนตรี คลีเมนต์ แอตลี เป็นช่วงที่ประเทศค่อย ๆ ฟื้นตัวจากความเสียหายของสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพสังคมและชีวิตผู้คนยากแค้นลำบาก ใครมีเงินทองก็สามารถซื้อหาบริการรักษาพยาบาลได้ ส่วนคนจนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศขณะนั้น ต้องฝากชะตากรรมไว้กับพระเจ้า
ช่วงเวลานั้นนักการเมืองฝ่ายซ้ายและปฏิรูปที่นิยมอุดมการณ์สังคมนิยมช่วยกันผลักดันให้ออกกฎหมายบริการสาธารณสุขถ้วนหน้าได้สำเร็จ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสวัสดิการสังคมที่เรียกว่า "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ตั้งแต่นั้นมา NHS ก็ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองจนวางรากฐานที่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ 74 ปี เป็นหน่วยงานที่ถูกนักการเมืองใช้หาเสียงมาโดยตลอด
แต่หลักการสำคัญ 3 ประการที่ยังยึดถือติดต่อกันมา คือ
- ต้องให้บริการรักษาพยาบาลให้เหมาะสมตามสภาพการป่วยของคนไข้แต่ละคน
- ต้องให้บริการโดยไม่เรียกค่าใช้จ่าย
- ให้บริการทุกคนไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ยากดีมีจน ในมาตรฐานเดียวกัน

ที่มาของภาพ, Reuters
NHS เป็นหน่วยงานภาครัฐขนาดใหญ่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ได้รับงบประมาณแผ่นดินมากกว่าทุกกระทรวง มีโรงพยาบาลใหญ่เต็มรูปแบบและคลินิกชุมชนทั่วประเทศรวมกันกว่าพันแห่ง มีเตียงรับคนไข้ได้มากกว่า 125,000 เตียง มีแพทย์ พยาบาล และบุคคลากรสนับสนุนทั้งระบบประจำและรับช่วงกว่าล้านคน นับเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของประเทศ
แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่ NHS มีระบบบริหารจัดการเป็นอิสระจากนักการเมือง แบ่งงานการบริหารตามภูมิภาค โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็จะมี CEO ของตนเอง มีคณะกรรมการ NHS Trusts ในแต่ละภูมิภาคที่กำกับดูแลตรวจสอบผลงานว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งบรรลุภาระกิจตามเป้าหมายอย่างไร มีเสียงสะท้อนจากคนไข้อย่างไร
เนื่องจาก NHS เป็นหน่วยงานที่ใหญ่และจ้างงานมากที่สุดของประเทศ จึงใช้งบประมาณมาก มีการบริหารงานแบบระบบราชการ หลายส่วนจึงขาดประสิทธิภาพ มีกฎระเบียบทับซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณรั่วไหลโดยไม่จำเป็น ผู้บริหารบางคนแสวงหาประโยช์ส่วนตน บางโรงพยาบาลถูกฟ้องร้องเพราะความผิดพลาด ละเลย ประมาทเลินเล่อ เป็นข่าวฉาวอยู่เนือง ๆ
ความที่ประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ความต้องการการดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่ NHS ไม่สามารถขยายบริการได้ทันกับความต้องการ เพราะงบประมาณและบุคคลกรไม่พอเพียง จึงต้องจัดระบบ Waiting List ให้คนไข้รอรับบริการที่ยาวขึ้นทุกปี ประกอบกับเกิดโรคระบาดโควิด 19 ก็ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติมากขึ้น











