ธรรมนัส พรหมเผ่า : เทียบคำวินิจฉัยศาล รธน. กับ ความเห็นกฤษฎีกาปี 2525 ว่าด้วยคำพิพากษาต่างแดน

ที่มาของภาพ, Thai news pix
เปิดบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นทางกฎหมายต่อคำถามจากกระทรวงมหาดไทยเมื่อ ก.ค. 2525 ว่าด้วยการต้องโทษในต่างแดน และคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2521 เทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 5 พ.ค. 2564 ในคดีของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช. เกษตร
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า สมาชิกภาพของ ส.ส. ของผู้ถูกร้อง (ร.อ. ธรรมนัส) ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) โดยที่มาตราหลังได้กล่าวถึงลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หากเคย "ต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด" ว่ากระทำความผิดในคดีต่าง ๆ หนี่งในจำนวนนั้นคือ "กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิด ฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า"

ที่มาของภาพ, กองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
"ขัดหลักอธิปไตย-ต่างตอบแทน"
คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดประเด็นที่ต้องวินิจฉัยไว้ 2 ประเด็น คือ 1) สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) หรือไม่ นับแต่เมื่อใด และ 2) ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ นับแต่เมื่อใด
ประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และวรรคสองบัญญัติรัฐสภา ครม. และศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า หลักอธิปไตยของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำพิพากษาของศาลรัฐใด ก็จะมีผลในดินแดนของรัฐนั้น ในบางกรณีรัฐใดรัฐหนึ่งอาจให้การรับรองคำพิพากษาของอีกรัฐหนึ่ง และอาจบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษานั้นได้ แต่ต้องมีการทำสนธิสัญญารับรองบังคับตามคำพิพากษาตามหลักการต่างตอบแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีแพ่ง คดีครอบครัว และคดีมรดก สำหรับคดีอาญา อาจได้รับการยอมรับพิจารณาบ้าง กรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือการโอนนักโทษ
"ดังนั้นทั้งหลักการและทางปฏิบัติของรัฐเกี่ยวกับการใช้อำนาจตุลาการ จึงได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ เพื่อยืนยันหลักการความเป็นอิสระของตุลาการ และความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา เมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีการกล่าวถึงคำพิพากษา จึงย่อมต้องหมายถึงคำพิพากษาของศาลแห่งรัฐหรือประเทศนั้นเท่านั้น ไม่รวมถึงคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ" นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงในศาล

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ประเด็นที่สอง ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ นับแต่เมื่อใด เมื่อศาลได้วินิจฉัยในประเด็นหนึ่งไว้แล้วว่าไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตาม 98 (10) จึงไม่มีเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 160 (6) ความเป็นรัฐมนตรีมาสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)
คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากกรณี ส.ส. 51 ราย เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสถานะทางการเมืองของ ร.อ. ธรรมนัส จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายอันถึงที่สุดว่าได้กระทำผิดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้าซึ่งยาเสพติด ที่แม้เป็นคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ แต่ ส.ส. ฝ่ายค้านเห็นว่าทำให้ ร.อ. ธรรมนัส เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส. และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง

ที่มาของภาพ, Thai news pix
มหาดไทยสอบถามกฤษฎีกาเมื่อ 39 ปีก่อน
ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อน เมื่อ เม.ย. 2525 ซึ่งขณะนั้นไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ทำหนังสือไปถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หารือบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. (ปัญหาการตีความมาตรา 96 (5) ของรัฐธรรมนูญปี 2521)
หนังสือของ มท. มีความว่า มาตรา 96 ของรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ รวม 7 ลักษณะ และมาตรา 96 (5) ได้กำหนดผู้มีลักษณะดังนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งคือ เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยพ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท คำถามของ มท. คือ การจำคุกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 96 (5) ดังกล่าว จะหมายความเฉพาะการถูกจำคุกในประเทศไทยเพียงกรณีเดียว หรือหมายความรวมถึงการถูกจำคุกในต่างประเทศด้วย
ความเห็นของ มท.
ความเห็นฉบับเต็มของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 276/2525 ระบุว่า มท. พิจารณาแล้ว เห็นว่า การถูกจำคุกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตามมาตรา 96 (5) น่าจะหมายถึงการถูกจำคุกในประเทศไทย และรวมถึงการถูกจำคุกในต่างประเทศด้วย เพราะ
1. เจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดห้ามบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปเข้าสมัครรับเลือกตั้ง มูลเหตุน่าจะมาจากบุคคลที่เคยถูกจำคุกนั้น ความรู้สึกของคนในสังคมทั่วไปไม่ยอมรับนับถือโดยเฉพาะผู้ที่จะมาเป็น ส.ส. จะต้องเป็นผู้มีความประพฤติดีพร้อมในทุกด้าน ปราศจากมลทินมัวหมอง ซึ่งแตกต่างกับผู้ที่กระทำผิดโดยประมาท เพราะความผิดดังกล่าวผู้กระทำผิดไม่มีเจตนากระทำผิด หรือความผิดลหุโทษ ซึ่งถือเป็นความผิดเล็กน้อยเพราะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้นการที่บุคคลใดเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก กฎหมายจึงต้องให้พ้นโทษเกินกว่า 5 ปี เพื่อให้โอกาสประชาชนได้ติดตามพฤติการณ์ และเพื่อให้บุคคลดังกล่าวได้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขความประพฤติของตน
2. หากตีความให้การจำคุกตามมาตรา 96 (5) หมายถึงการจำคุกในประเทศไทยเพียงกรณีเดียว ย่อมจะเป็นผลทำให้ผู้ที่เคยถูกจำคุกในต่างประเทศมาแล้วใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายเป็นประโยชน์ ซึ่งจะเป็นผลทำให้สภาพบังคับตามข้อ 1. ไม่บังเกิดผลอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่ลักษณะความผิดบางประเภทซึ่งผู้กระทำผิดได้กระทำลงในต่างประเทศเป็นความผิดที่ได้บัญญัติเป็นความผิดไว้เช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ในกฎหมายไทย เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตาย ความผิดฐานลักทรัพย์ความผิดฐานปล้นทรัพย์ หรือความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น
นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญายังได้ให้อำนาจศาลไทยในการพิจารณาอรรถคดี และลงโทษผู้กระทำผิดที่ได้กระทำผิดนอกราชอาณาจักรในลักษณะความผิดบางประเภทอีกด้วย ซึ่งพิจารณาได้จากมาตรา 7-11 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ดังนั้น ในการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกในต่างประเทศตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่ความผิดอันได้กระทำลงโดยประมาทแล้ว หากกระทรวงมหาดไทยจะวางแนวทางปฏิบัติแก่จังหวัดไม่ให้รับสมัครบุคคลดังกล่าว โดยถือเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 96 (5) ของรัฐธรรมนูญ จะถูกต้องหรือไม่ ประการใด จึงขอหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ความเห็นของกฤษฎีกา
ความเห็นฉบับเต็มของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่นายอมร จันทรสมบูรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขณะนั้น ลงนาม ระบุว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา โดยกรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ 5 ได้พิจารณาปัญหาดังกล่าว และได้ฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกรมการปกครอง มท. แล้วมีความเห็นว่า เมื่อได้พิจารณามาตรา 96 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แล้วเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำคุกของศาลในประเทศใด และบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งผู้ ส.ส. เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม ถ้าต้องห้ามเฉพาะการกระทำผิดในประเทศ ไม่เกี่ยวกับการกระทำผิดในต่างประเทศ ก็จะเกิดการลักลั่นไม่เป็นธรรม และขัดกับเหตุผลในกรณี เช่น ความผิดอย่างเดียวกัน มีโทษอย่างเดียวกัน ถ้าทำผิดในประเทศ ต้องห้าม ถ้าทำผิดในต่างประเทศไม่ต้องห้าม ฉะนั้นบุคคลใดเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกจำคุกในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ก็ต้องถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามเจตนารมณ์แห่งมาตรา 96 (5) ของรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นในการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุคคลใดที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกไม่ว่าในประเทศหรือในต่างประเทศตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทแล้ว ก็ย่อมถือได้ว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 96 (5) ของรัฐธรรมนูญ
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
อาจารย์นิติศาสตร์ จุฬาฯ ว่าอย่างไร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นทางบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเองเมื่อ 5 พ.ค. ว่า
"ไม่แปลกใจในผลและเหตุผลที่ยึดการตีความตามตัวอักษร แต่สะท้อนใจที่ 2 ประเด็นนี้มิได้ถูกเอ่ยถึง (1) เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนญที่ต้องการจะได้บุคคลที่มือสะอาด ปราศจากมลทินโดยเฉพาะในข้อหาร้ายแรง มาทำหน้าที่ในองค์กรหลักฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่ถูกเอ่ยถึง และ (2) ความผิดนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็น double criminality (เป็นความผิดของทั้งสองประเทศ และไม่ยากในการที่จะพิสูจน์องค์ประกอบความผิดว่าตรงกันหรือไม่) และความผูกพันและพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อนานาประเทศในการต่อต้านยาเสพติดที่ยอมรับว่าเป็นความผิดร้ายแรงข้ามชาติและเป็นภัยต่อความมั่นคงของมนุษย์"

ที่มาของภาพ, Facebook/Pareena Toei Srivanit
ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นทางบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเองว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "ไม่ได้แย่มาก" เพราะนักกฎหมายหลายคนก็คาดหมายว่าควรตีความเช่นนี้ มีฐานอธิบายได้ว่าทำไมถึงตีความแบบนี้
"แต่จะวินิจฉัยให้ดีกว่านี้ก็ได้ ถ้าตุลาการมีทัศนคติกว้างขวางกว่าการดูลายลักษณ์อักษร และมองจากกรอบของความเป็นชาติ อธิปไตย ไปสู่การตีความที่เห็นว่าความผิดอาญาบางฐานนั้นเป็นความผิดสากล การค้าเฮโรอีนนั้นไม่มีอารยประเทศที่ไหนยอมรับได้แน่ จึงอาจเลือกตีความตามเจตนารมณ์"

ที่มาของภาพ, Facebook/Khemthong Tonsakulrungruang
วิษณุ-ประวิตรคิดอย่างไร
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ให้ ร.อ.ธรรมนัสไม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรีว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือพูดอะไรเพิ่มเติม เพราะได้วินิจฉัยจบแล้ว ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความเหมาะสมด้านจริยธรรม "ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"
ส่วนกรณีที่มีการอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี 2525 ที่เห็นว่าบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท สมควรต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้รวมถึงคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศด้วยนั้น นายวิษณุกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัสถูกตัดสินลงโทษจำคุกคดียาเสพติด ตั้งแต่ ปี 2536 และพ้นโทษ เมื่อปี 2540 ถือว่าพ้นโทษมาแล้วเกิน 5 ปี จึงถือว่าไม่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย
นายวิษณุย้ำว่าในทางกฎหมายเรื่องนี้ถือว่าสิ้นสุดแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญควรจะทำคำชี้แจงกับสังคมหรือไม่เนื่องจากมีการถกเถียงวิจารณ์กันมาก นายวิษณุกล่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือพูดอะไรเพิ่มเติม เพราะได้วินิจฉัยจบแล้ว ส่วนผลทางวิชาการหรือทางการเมืองก็แล้วแต่จะวิจารณ์กันไป
รองนายกฯ กล่าวด้วยว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะไม่เคยมีคำวินิจฉัยมาก่อน และใช้ได้กับความผิดทุกกรณี ไม่เฉพาะแต่ความผิดคดียาเสพติดอย่างเดียว แต่ไม่ใช่การล้างมลทิน เพราะเป็นเรื่องคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ซึ่งอาจจะมีมลทินก็ได้
ด้าน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. บอกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคุณสมบัติของ ร.อ. ธรรมนัส ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น "เป็นเรื่องของศาล รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง"

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี










