ไวรัสโคโรนา : กรรมการนโยบายการเงินมีมติด่วน ลดดอกเบี้ยมาตรฐานลงอีก 0.25% มีผล 23 มี.ค.

ที่มาของภาพ, Getty Images
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการประชุมนัดพิเศษเพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกลไกการทำงานของตลาดการเงินของประเทศ
เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า กนง. เห็นว่าการระบาดของโควิด-19ในระยะข้างหน้ารุนแรงกว่าที่คาดไว้เดิม รวมทั้งจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ การระบาดที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลให้กับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและกลไกการทำงานของตลาดการเงินไทย แม้ว่าระบบการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพ
กนง. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.00 เป็นร้อยละ 0.75 ต่อปี โดยให้มีผลในวันที่ 23 มีนาคม 2563 เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงิน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาตรการการคลังของรัฐบาลที่ได้ออกมาแล้วและจะออกมาเพิ่มเติม
"คณะกรรมการฯเห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งที่ผ่านมาและในครั้งนี้จะเกิดผลต่อระบบเศรษฐกิจก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินจะต้องมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องของลูกหนี้ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และประชาชน รวมทั้งการเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เกิดผลอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม จึงขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลสภาพคล่องและกลไกการทำงานของตลาดการเงินเพื่อให้มั่นใจว่าตลาดการเงินมีเสถียรภาพและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ" เว็บไซต์ของ ธปท. ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) ประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยปรับให้ลงมาอยู่ในระดับเป้าหมาย 0% - 0.25% พร้อมทั้งออกนโยบายอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ และกลุ่มประเทศยูโรโซน เพิ่งประกาศใช้ เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลก อันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีฉุกเฉินของเฟดในคราวนี้ นับว่ามีขึ้นเป็นครั้งที่สองแล้ว หลังจากได้ตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 0.5% เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งในคราวนั้นถือเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ที่มีการตัดลดอัตราดอกเบี้ยนอกรอบการประชุมนโยบายของเฟดตามปกติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
การลดดอกเบี้ยมาตรฐานของไทย ถือเป็น ครั้งที่ 2 ของปีนี้ หลังจากที่เมื่อ ต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปีจากเดิม 1.25% มาเป็น 1.00% โดยให้มีผลทันที หลังจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ความล่าช้าของพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และภัยแล้ง
นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมและต่ำกว่าศักยภาพที่ประเมินไว้มากอันเนื่องมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การระบาดของไวรัสโคโรนา ความล่าช้าของพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และภัยแล้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
เกิดอะไรขึ้นเมื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ธปท. หรือแบงก์ชาติ อธิบายว่า หาก กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ
อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและของธนาคารพาณิชย์จะปรับลดลงตาม ทั้งในส่วนของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงทำให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจที่จะกู้ยืมเพื่อลงทุนมากขึ้น
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำลงจะลดแรงจูงใจของประชาชนที่จะนำเงินมาฝากออมไว้กับธนาคาร และอาจนำเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยแทน
ธปท. สรุปว่า "อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจึงช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับสูงขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะมีแนวโน้มชะลอลง"
กนง. คือ ใคร
ธปท. มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศโดยใช้นโยบายการเงิน ซึ่งมีเครื่องมือที่สำคัญ คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่าน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. 3 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 4 คน ประชุมกันปีละ 8 ครั้ง เพื่อลงมติตัดสินระดับของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมกับภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ที่มาของภาพ, Reuters









