น้ำท่วมคลองด่าน : เสรี ศุภราทิตย์ เสนอรัฐบาลเวนคืนพื้นที่ชายฝั่งสมุทรสาคร-สมุทรปราการ ปลูกป่ากันคลื่น

จ.สมุทรปราการ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ชาติชาย อุทัยพันธ์

เหตุการณ์น้ำทะเลหนุนสูงจนพังพนังกั้นน้ำเค็มและไหลบ่าเข้าท่วมชุมชนใน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ กลางดึกวันที่ 4 ก.ค. 2562 ตอกย้ำว่าปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังคุกคามชุมชนชายฝั่งทะเลหนักขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ความเห็น

"เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามมันเริ่มชัดเจนแล้ว" รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวกับบีบีซีไทย

แม้เหตุน้ำท่วมฉับพลันจากน้ำทะเลหนุนครั้งนี้จะคลี่คลายลงในเวลาไม่นาน แต่ รศ.ดร.เสรี มองว่าเป็นเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นและการขาดมาตรการรับมือในระยะยาวของภาครัฐกำลังทำให้ชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งได้รับความเดือดร้อน

เกิดอะไรขึ้นที่คลองด่าน

เวลาประมาณ 21.45 น. วันที่ 4 ก.ค. น้ำทะเลได้หนุนสูงจนพังพนังกั้นน้ำเค็มและไหลบ่าเข้าท่วมชุมชนบ้านพักข้าราชการกรมชลประทานบริเวณพื้นที่ก่อสร้างสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตรใน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ทำให้บ้านเรือนเสียหายประมาณ 40 หลัง โดยระดับน้ำท่วมสูง 50-100 ซม. ข้าวของได้รับความเสียหายจำนวนมากเพราะน้ำท่วมเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ประชาชนไม่ทันตั้งตัว

เบื้องต้นมีการส่งข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจาก "เขื่อนแตก" แต่ไม่นานหลังจากนั้น นายชาติชาย อุทัยพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ชี้แจงว่าอุทกภัยครั้งนี้เกิดจากพนังกั้นน้ำถูกน้ำทะเลซึ่งหนุนสูงถึง 3.7 เมตร ดันจนพังลง ทำให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้าท่วมบ้านพักเจ้าหน้าที่ชลประทาน

น้ำท่วมคลองด่าน

ที่มาของภาพ, Facebook/อุทุมพร เกตุประทุม

คำบรรยายภาพ, บ้านพักข้าราชการกรมชลประทาน 40 หลัง ใน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ถูกน้ำท่วมสูง 50-100 ซม. จากเหตุน้ำทะเลหนุนสูงพังพนังกั้นน้ำไหลเข้าท่วมกลางดึกวันที่ 4 ก.ค.

เว็บไซต์ข่าวสด รายงานคำบอกเล่าของประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่า ก่อนเกิดเหตุมีคนงานก่อสร้างโครงการวิ่งมาบอกว่าเขื่อนพัง ให้รีบเก็บข้าวของและย้ายรถขึ้นที่สูงเพราะน้ำเค็มกำลังทะลักเข้ามา แต่ไม่ถึง 10 นาที น้ำก็ไหลเข้าท่วมเต็มพื้้นที่ ระดับน้ำในบ้านสูงระดับเอว

ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า ขณะเกิดเหตุเขากำลังจอดเรือหาปลาอยู่ในคลองด่านใกล้กับพนังกั้นน้ำ ทันใดนั้นก็มีกระแสน้ำไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วและพัดเรือของเขาเข้ามาถึงบ้านพักข้าราชการชลประทาน

หลังเกิดเหตุ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบายว่ายังไม่สามารถสูบน้ำออกได้ทันที เพราะน้ำทะเลยังคงหนุนสูง ต้องรอให้น้ำทะเลลดระดับลงก่อนจึงจะเริ่มเดินเครื่องสูบน้ำที่ท่วมออกจากชุมชนได้ และทางกรมชลฯ ได้เร่งซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของพนังกั้นน้ำเพื่อป้องกันเหตุการณ์เกิดซ้ำในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งในวันนี้ (5 ก.ค.)

สัญญาณความเสี่ยง

รศ.ดร.เสรี อ้างถึงผลการศึกษาแบบจำลองน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลของศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกเมื่อปี 2553 ว่า ระดับน้ำทะเลฝั่งอ่าวไทยสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.3 เซ็นติเมตรต่อปี อีกทั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่ากรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 9 เมืองในภูมิภาคเอเชียที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำทะเลไหลเข้าท่วม

"ถ้าน้ำทะเลสูงขึ้น 1.3 ซม.ต่อปี ก็หมายถึงว่าพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยจะหายไป 2-5 เมตรต่อปีอยู่แล้ว เมื่อน้ำทะเลหนุนสูงผิดปกติหรือมีคลื่นลมแรงจากพายุ น้ำทะเลจึงไหลทะลักเข้าถึงพื้นที่ชุมชนได้ง่าย ประกอบกับว่าพื้นที่กันชน คือ ป่าชายเลนไม่มีแล้ว พื้นที่ตรงนี้จึงมีความเปราะบางสูงมาก มีความเสี่ยงสูงมาก"

รศ.ดร.เสรี ขยายความว่า ในอดีตพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนเคยมีป่าชายเลนหนาแน่นเป็นแนวป่าที่มีความกว้างถึง 100-200 เมตร ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของคลื่นและน้ำทะเลที่ซัดเข้าได้มาก ทำให้ชุมชนที่อยู่ด้านในไม่ได้รับอันตราย แต่ปัจจุบันป่าชายเลนถูกทำลายจนเกือบหมด ส่วนที่เหลืออยู่ก็มีความกว้างแค่ 20 เมตรเท่านั้น

น้ำท่วมคลองด่าน

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ชาติชาย อุทัยพันธ์

คำบรรยายภาพ, หลังเหตุการณ์น้ำท่วมคลองด่าน นักวิชาการได้เรียกร้องภาครัฐมีนโยบายรับมือกับปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การสร้างพนังหรือเขื่อนกั้นน้ำทะเลเป็นวิธีการหนึ่งที่ป้องกันชุมชนจากน้ำทะเลไหลเข้าท่วม แต่ปัญหาคือพื้นที่บางส่วนของชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนเป็นที่ดินของเอกชนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงไม่มีการลงทุนก่อสร้างพนังกั้นน้ำเค็ม แต่ถึงแม้จะสร้างพนังกั้นน้ำ หากปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับมีน้ำทะเลหนุนสูงผิดปกติหรือมีคลื่นลมแรงจากพายุ ก็อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยน้ำท่วมคลองด่านได้อีก รศ.ดร.เสรี ให้ความเห็น

"นโยบายระดับประเทศในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่มี รัฐบาลควรจะซื้อคืนพื้นที่ริมทะเลทั้งหมดมาแล้วปลูกป่าเป็นแนวกันชนเป็นแนวกว้างสัก 100-200 เมตร จาก จ.สมุทรสงคราม จนถึง จ.สมุทรปราการ แต่ถึงที่สุดแล้ว ชุมชนควรจะต้องถอยร่นออกไปจากพื้นที่ชายฝั่ง เพราะเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ปลอดภัยที่จะเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว" รศ.ดร.เสรี กล่าว

ชาวคลองด่านกับการรับมือน้ำท่วม

นางกมลศรี ศรีวัฒน์ อายุ 49 ปี ชาวบ้าน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ชาวบ้านคลองด่านคุ้นเคยกับน้ำทะเลหนุนสูงดี จึงไม่ได้มองว่าการที่น้ำท่วมพื้นที่เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ด้วยทุกคนมีวิถีชีวิตที่พร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าวอยู่แล้ว

"เป็นที่รู้กันเลยว่าทุก 5 ปี ต้องใช้เงินเพื่อปรับปรุงบ้าน เกือบทั้งหมดก็จะสร้างบ้านที่ยกสูงอยู่แล้ว เวลาน้ำท่วมก็ปล่อยให้ชั้นล่างท่วมไป ปีไหนที่รู้ว่าน้ำจะขึ้นสูงกว่าเดิม บางบ้านก็จะถมที่สูงขึ้น บ้านไหนไม่พร้อมปรับปรุงบ้านก็แย่หน่อย ก็จะใช้วิธีการสร้างสะพานจากบ้านมาที่ถนน บ้านที่ติดริมทะเลก็เหมือนกันยกสูงกันเกือบ 3 เมตร ช่วงไหนหนักหน่อยก็จ้างช่างมาดีดบ้านไว้"

นางกมลศรีเล่าว่า พื้นที่คลองด่านมีความโชคดี ตรงที่ไม่มีน้ำท่วมขัง แม้จะท่วมสูงขนาดไหน แต่เมื่อถึงช่วงน้ำทะเลลง น้ำก็จะลดไปทันทีภายใน 2-3 ชม. นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านยังรับมือกับปัญหานี้ได้

"ตอนเด็กจำได้ว่ากำแพงวัดในหมู่บ้านสูงจนมิดหัว ผ่านมาเกือบ 30 ปี กำแพงวัดสูงแค่หัวเข่าเอง เพราะทุกพื้นที่ในคลองด่านต้องปรับตัวกันทั้งนั้น" นางกมลศรีกล่าว