เปรียบเทียบ ทักษิณ กรณีซุกหุ้น กับกรณีพาราไดซ์ เปเปอร์ส ของควีน-ชาร์ลส์

ทักษิณเก็บของ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร เก็บของออกจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2549 หลังประกาศ "เว้นวรรคการเมือง" หนึ่งวันก่อนหน้านั้น ท่ามกลางแรงกดดันจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

มอง บริษัทเทียม-ธุรกรรมลวง-ผลประโยชน์ทับซ้อน ของคนดังโลก ที่ถูกเปิดโปงผ่าน พาราไดซ์ เปเปอร์ส ไม่เว้นกระทั่งสมเด็จพระราชินีฯ แห่งสหราชอาณาจักร เทียบกับคดี "ซุกหุ้น" ของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำให้ชีวิตการเมืองของเขา "ดิ่งเหว" และยังถูกตามล่าเก็บภาษีย้อนหลังด้วย "อภินิหารทางกฎหมาย"

นี่เป็นอีกครั้งที่บรรดาผู้นำประเทศ-คนดัง-มหาเศรษฐีระดับโลก ถูก "กระชากหน้ากาก" หลังปกปิดความมั่งคั่งของตนเองผ่านการใช้บริการบริษัทบริหารสินทรัพย์ใน "ดินแดนสวรรค์แห่งการหลบเลี่ยงภาษี" (Tax haven)

"พาราไดซ์ เปเปอร์ส" เอกสารกว่า 13.4 ล้านฉบับ รั่วไหลออกมาจากแอปเปิลบี บริษัทบัญชีและกฎหมายชั้นนำที่ให้คำแนะนำด้านภาษีแก่บริษัทและลูกค้ามหาเศรษฐี ถูกนำมาเผยแพร่โดยเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ)

ในจำนวนนี้คือการเปิดโปงให้เห็นว่า ในปี 2547-2548 (ค.ศ. 2004-2005) ดัชชี ออฟ แลงคาสเตอร์ สำนักงานจัดการลงทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์ (สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) ได้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 10 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 450 ล้านบาทไปลงทุนอย่างไม่โปร่งใสเพื่อหลบเลี่ยงภาษีตามแผนการจัดการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่เกาะเคย์แมน และเกาะเบอร์มิวดา

ส่วนในปี 2550 (ค.ศ. 2007) ดัชชี ออฟ คอร์นวอลล์ สำนักงานจัดการลงทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์ (เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารอังกฤษ) เข้าซื้อหุ้นบริษัท Sustainable Forestry Management Ltd หรือเอสเอฟเอ็ม ซึ่งตั้งอยู่ในเบอร์มิวดาอย่างลับ ๆ ในมูลค่า 113,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยบริษัทนี้จะได้รับประโยชน์ หากมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้พระองค์ถูกตั้งคำถามเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อนกันระหว่างการลงทุนของ ดัชชี ออฟ คอร์น วอลล์ และสิ่งที่พระองค์พยายามผลักดันในที่สาธารณะ"

การลงทุนในต่างประเทศของควีนเอลิซาเบธ

แม้การลงทุนทั้ง 2 กรณีไม่ผิดกฎหมาย แต่ได้เกิดสารพัดคำถามขึ้นในสังคมอังกฤษ โดยหนึ่งในนั้นคือความชอบธรรมและจริยธรรมของประมุขแห่งรัฐ

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการทวงถามเรื่องความรับผิดชอบ โดยเฉพาะการที่สำนักงานจัดการลงทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์นำพระราชทรัพย์ไปลงทุนในไบรท์เฮาส์ บริษัทที่ถูกประณามว่ามีปัญหาทางกฎหมายและจริยธรรม จนถูกสั่งจ่ายเงินชดเชยลูกค้า (จากกรณีขายสินค้าเงินผ่อน แต่เรียกเก็บดอกเบี้ยโหด)

"ไม่เฉพาะกรณีควีนเอลิซาเบธ แต่ใครก็ตามที่มีชื่อในพาราไดซ์ เปเปอร์ส สมควรถูกตั้งคำถามว่ารู้หรือไม่ว่าเงินของคุณถูกนำไปลงทุนในบริษัทใดบ้าง เพราะลำพังการอ้างว่าไม่ได้จัดการเอง มีคนอื่นจัดการให้ คำตอบแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะสังคมมีความคาดหวังสูงขึ้นกับผู้นำทางการเมือง" สฤณีกล่าว

เอกสารลับจุดกระแสปฏิรูปการเงิน-เลิก "บริษัทเทียม"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเปิดเผยโฉมหน้าผู้นำประเทศที่ผ่องถ่ายทรัพย์สินของตนไปอยู่ใน "โลกการเงินนอกประเทศ"เพราะเมื่อปีก่อน ไอซีไอเจได้เปิดโปงข้อมูลชุดใหญ่ภายใต้ชื่อ "ปานามา เปเปอร์ส"จำนวน 11.5 ล้านฉบับ แสดงให้เห็นว่า มอสแซค ฟอนเซกา บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายในประเทศปานามา อาจช่วยลูกค้าฟอกเงิน-หลบเลี่ยงภาษีผ่านการเปิดบริษัทการค้านอกประเทศ (ออฟชอร์) กว่า 2.4 แสนแห่งในช่วง 38 ปี ปรากฏชื่อผู้นำประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบันรวม 12 คนอยู่ในนั้น

ประชาชนชุมนุมไล่นายกฯ ไอซ์แลนด์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนหลายร้อยคนชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา ที่กรุงเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ หลัง ซิกมูเดียร์ กันลักซัน นายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะแรงกดดันจากกรณีมีชื่ออยู่ในปานามา เปเปอร์ส ปี 2559

ซิกมูเดียร์ กันลักซัน นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ คือผู้นำคนแรกที่ต้อง "สังเวยตำแหน่ง" หลังข้อมูลใน "แฟ้มลับ" พบว่าเขาและภรรยาเป็นเจ้าของออฟชอร์ โดยที่เขาไม่เคยแจ้งต่อรัฐสภามาก่อน

"คนไอซ์แลนด์ยังเจ็บปวดอยู่จากภาวะเศรษฐกิจล่มสลายในปี 2551-2552 (ค.ศ. 2008-2009) ต้องไปกู้เงินไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) มาต่อลมหายใจ ธนาคารล้มเพราะไปซุกซ่อนสินทรัพย์บางส่วนไว้ในออฟชอร์ จนมองไม่เห็นฐานะทางการเงินที่แท้จริง เมื่อผู้นำกลายเป็นเจ้าของออฟชอร์เสียเอง ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงอยู่ในตำแหน่งต่อไม่ได้" สฤณีกล่าว

เอกสารลับว่าด้วย "บริษัทเทียม" และ "ธุรกรรมลวง" ที่หลุดออกมา ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกมุมโลก เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบกำกับดูแลแหล่งหลบเลี่ยงภาษี รวมถึงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการถือครองทรัพย์สินดังขึ้นในหลายประเทศ แม้แต่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ (ในขณะนั้น) ก็ยังบอกว่า "ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ คือการที่มันถูกกฎหมาย"

ออฟชอร์ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ

อย่างไรก็ตามนักวิชาการด้านการเงินรายนี้ไม่คิดว่าผู้ใช้บริการออฟชอร์ "เลวร้ายหมด" เพราะมันมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องใช้บริการ เช่น คนที่มีทรัพย์สินมาก ๆ อาจต้องการรักษาความเป็นส่วนตัว หรือการลงทุนในบางประเทศที่มีสนธิสัญญาทางภาษี อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าหากบริษัทจดทะเบียนที่หมู่เกาะเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นการบริหารภาษีและมีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง แต่กรณีที่ยอมรับไม่ได้คือการ "สร้างธุรกรรมหลอก ๆ" แบบที่เกิดขึ้นในหมู่มหาเศรษฐีและนักกีฬาดังที่เป็นเจ้าของเครื่องบินเจ็ท แต่ไปตั้ง "บริษัทกล่อง" ขึ้นมาเพื่อเลี่ยงภาษี ทำเสมือนว่าบริษัทนี้เป็นผู้ปล่อยเช่าเครื่องบิน

ชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลเยอรมนีให้ออกกฎหมายปฏิรูประบบการเงิน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักกิจกรรมสวมหมวกปานามาถือธนบัตรปลอม ระหว่างขณะชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลเยอรมนีให้ออกกฎหมายปฏิรูประบบการเงิน เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2559 ซึ่งเป็นผลจากการรั่วไหลของปานามา เปเปอร์ส

"ประเทศที่ประชาชนเริ่มโวยวาย เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนสูงอยู่แล้ว คำว่าภาษีมันเชื่อมโยงเข้ากับค่าใช้จ่ายสาธารณะ แต่ถ้าคนรวยหาวิธีการทุกเม็ดเพื่อทำให้ตัวเองจ่ายภาษีน้อยลง หรือไม่ต้องจ่ายภาษี มันก็คือการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ" สฤณีกล่าว

เธอไม่เชื่อว่าพาราไดซ์ เปเปอร์ส จะเป็นเอกสารลับล็อตสุดท้ายที่หลุดออกมาต่อสาธารณะ ส่วนเมื่อข้อมูลเหล่านี้หลุดออกมาแล้ว จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับบรรดาผู้นำทางการเมืองที่ไม่สมัครใจจ่ายภาษีในบ้านเกิดตัวเองมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระดับความโกรธแค้นของประชาชนประเทศนั้นๆ และความคาดหวังต่อนักการเมือง

ทักษิณ "ซุกหุ้น" ตำนานเลี่ยงภาษีเมืองไทย

กล่าวสำหรับคนไทยเริ่มรู้จัก "เกาะสวรรค์แห่งการเลี่ยงภาษี" ในวงกว้างขึ้นเมื่อปี 2549 จากคดี "ซุกหุ้นภาค 2" ของทักษิณ ชินวัตร ไว้ที่บริษัทถือสัญชาติ บริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์

ภาคแรก ทักษิณเพียงแต่ "ซุกหุ้นในชื่อคนขับรถ-คนรับใช้" ทิ้งวรรคทอง "ผมไม่มีเจตนาปกปิด เป็นเพียงความบกพร่องโดยสุจริต" กลางศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนหลุดพ้นความผิดคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ด้วยมติของตุลาการเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2544

ทักษิณ ชินวัตร รับดอกไม้จากผู้สนับสนุน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร รับดอกไม้จากผู้สนับสนุน ณ ทำการพรรคไทยรักไทย เมื่อเดือน เม.ย. 2549

เวลาผ่านไปไม่นาน การทำธุรกรรมทางการเงินของนายทักษิณซับซ้อน-ซ่อนกลขึ้นกว่าเดิม ทว่าฝ่ายค้านและสื่อมวลชนตามแกะรอยจนพบว่า "ทักษิณขายหุ้นตัวเองให้กับบริษัทที่ตัวเองถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์" ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2542 ทักษิณได้รายงานการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชัน จำกัด จำนวน 329.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.875 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่บริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนท์ (Ample Rich Investments Limited) ซึ่งมีชื่อทักษิณถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์

ถือเป็นครั้งแรกที่ "แอมเพิลริชฯ" บริษัทบนเกาะบริติช เวอร์จิน ถูกเปิดชื่อต่อสาธารณะ

ก่อนกลับมาอยู่ในการจับจ้องของสังคมอีกครั้งวันที่ 20 ม.ค. 2549 เมื่อพานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของทักษิณ ซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ จากแอมเพิลริชฯ จำนวน 329 ล้านหุ้น ในราคาพาร์หุ้นละบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่หุ้นละ 49.25 บาท ก่อนเทขายหุ้นทั้งหมดให้กองทุนเทมาเสกของสิงคโปร์ในอีก 3 วันต่อมา ในราคาตลาด เป็นเงิน 73,300 ล้านบาท เลี่ยงภาษีได้ 15,883 ล้านบาท

แม้ตามตามกฎหมายไทย การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ก็ถูกสังคมโยนคำถามใส่เรื่อง "จริยธรรมของผู้นำ" และ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ปฏิกิริยาสนองตอบจากนายกฯ คนที่ 23 คือการไม่เสียภาษีจากการขายหุ้นให้กับสิงคโปร์นั้น "ถูกต้องตามกฎหมาย" และออกอาการฉุนขาดที่ถูกตีเจตนาว่าจงใจหลบเลี่ยงภาษี "ผมตัวเบ้อเร้อเท่อ ผมทำอะไรไม่ตรงไปตรงมาได้อย่างไร โธ่..." และกล่าวทิ้งท้ายว่า"อิจฉาล่ะสิ"

กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่ทักษิณ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Image

คำบรรยายภาพ, กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง เมื่อเดือน มี.ค. 2549

คำ ๆ นี้กลายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่เรียกมวลชนออกไปชุมนุมร่วมกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เมื่อมองย้อนกลับไป สฤณีเห็นว่าคำว่า "ขายหุ้นไม่เสียภาษี" คือสิ่งที่กระทบใจคนเป็นจำนวนมาก และคัดง้างกับความรู้สึกของคนทั่วไปที่ต้องเสียภาษีทั้งทางตรง-ทางอ้อม อีกทั้งหน่วยงานที่มีอำนาจทั้งกรมสรรพากร เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ขณะนั้น ก็ออกมาการันตีเป็นฉาก ๆ ว่าไม่ต้องเสียภาษี

"เคยแสดงความคิดเห็นไปหลายครั้งแล้วว่ากรณีคุณทักษิณต้องเสียภาษี แต่นี่เขาไปจัดการให้เข้ามาขายในตลาด ทั้งที่จุดประสงค์ของการงดเว้นภาษีในตลาดทุน ก็เพื่อดึงคนมาลงทุนในตลาด นี่เขาดีลนอกตลาด แต่มาจบในตลาด ถ้าเขาอยากจบให้สวย ๆ ในเมื่อตกลงนอกตลาด ก็เสียภาษีตามกฎหมายไป แต่เขาดันเลือกวิธีที่มันน่าเกลียด" นักวิชาการด้านการเงินระบุ

นอกจากประเด็น "ขายหุ้นไม่เสียภาษี" ประเด็นที่ใหญ่กว่าอาจอยู่ที่การ "ซุกหุ้น" โดยใช้ออฟชอร์เป็นแหล่งหลบเลี่ยงภาษี

ปิดฉากการเมือง แต่ยังถูกตามล่าภาษี

แรงกดดันจากภายนอกรัฐบาล ทำให้ทักษิณไม่อาจอยู่ในอำนาจอีกต่อไป ต้องประกาศยุบสภา แต่ไม่อาจปิดเกมบนท้องถนนได้ ที่สุดจบลงด้วยการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

ทักษิณ ชินวัตร ประกาศ "เว้นวรรคการเมือง"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ท่ามกลางแรงกดดันจากปม "ขายหุ้นไม่เสียภาษี" ทำให้ทักษิณ ชินวัตร ประกาศ "เว้นวรรคการเมือง" ค่ำวันที่ 4 เม.ย. 2549

แม้ปิดฉากอำนาจ แต่ชีวิตนายทักษิณยังเผชิญวิบากกรรมต่อเนื่องจากปม "ซุกหุ้น" เขาถูกตรวจสอบ ตั้งข้อหา และนำไปสู่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2553 คดีร่ำรวยผิดปกติ ให้ยึดทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน

มาถึงยุครัฐบาล คสช. มีปฏิบัติการ "ไล่บี้เก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป"ย้อนหลัง เป็นเงิน 17,629 ล้านบาท หลังตรวจสอบพบว่าในปี 2550 กรมสรรพากรเห็นว่าส่วนต่างที่เกิดจาก "ราคาซื้อ-ราคาขาย" หุ้นแบบบิ๊กล็อตเป็น "รายได้พึงประเมิน" และเป็นรายได้ "นอกตลาดหลักทรัพย์" จึงเรียกภาษีนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา พร้อมเบี้ยปรับเป็นเงิน 11,300 ล้านบาท แต่ทั้งคู่ยื่นอุทธรณ์และยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรให้เพิกถอนการประเมินภาษี ต่อมาศาลภาษีอากรพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2553 ยืนตามศาลฎีกาฯ ระบุว่า 2 พี่น้องตระกูลชินวัตรไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอร์ปฯ แต่เจ้าของหุ้นตัวจริงคือนายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ จึงสั่งเพิกถอนการประเมินภาษี หลังจากนั้นกรมสรรพากรก็ไม่เคยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษี และไม่เคยออกจดหมายเรียก "เจ้าของหุ้นตัวจริง" มาไต่สวนด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2560 มือกฎหมายของรัฐบาลคสช. ใช้ "อภินิหารทางกฎหมาย" รีดเงินจากตระกูลชินวัตรอีกครั้ง!!!