มาดามเดียร์: วทันยา วงษ์โอภาสี คือใคร

    • Author, ฐิติพล ปัญญาลิมปนันท์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ชัยชนะเหนือมาเลเชีย 1-0 หน้าผู้ชมกว่า 80,000 คนในรอบชิงชนะเลิศที่สนามชาห์อลัมสเตเดียมเมื่อวานนี้ทำให้ไทยครองแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์เป็นครั้งที่ 16 อันเป็นสถิติสูงสุดในอาเซียน

หนึ่งในความสนใจจากความสำเร็จครั้งนี้คือบทบาทของ วทันยา วงษ์โอภาสี ในฐานะ ผู้จัดทีมหญิงคนแรกของทีมฟุตบอลชายไทย

วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ "มาดามเดียร์" ตามฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้ ได้เริ่มทำงานกับทีมฟุตบอลมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี และมักถูกตั้งคำถามถึงบทบาทโดยเฉพาะเมื่อเธอดูเหมือนจะเป็นคนนอกสำหรับวงการฟุตบอลไทย

"คือตอนแรกที่คิดคือไม่มั่นใจ.. เรามองว่า เฮ้ย ฟุตบอล เราเป็นผู้หญิง ถึงเราจะติดตามดูบอล แต่การเข้ามาทำงานข้างในกับการเป็นแฟนคลับข้างนอก มันเป็นคนละบทบาท คนละบริบท ตอนนั้นเราก็กังวลนิดนึงเหมือนกันว่าเราจะทำได้มั้ย เพราะเป็นเรื่องใหม่หมดเลย" ผู้จัดการทีมชาติไทยวัย 31 ปีกล่าวกับบีบีซีไทย ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เธอได้รับการทาบทามจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ให้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมชาติไทยชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี

หลังใช้เวลาคิดประมาณหนึ่งสัปดาห์ เธอก็ตัดสินใจรับข้อเสนอ และเริ่มทำงานพร้อมกับ วรวุฒิ ศรีมะฆะ หรือ โค้ชโย่ง หัวหน้าผู้ฝึกสอน ในภารกิจทำทีมเข้าสู่รอบคัดเลือกของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และการรักษาแชมป์ซีเกมส์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง

ถึงแม้จะไปต่างประเทศมาหลายครั้ง วทันยากล่าวว่าการเข้าร่วมซีเกมส์ครั้งที่ 29 นี้ ก็นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกไปและมีหลายอย่างที่ต้องจัดการมากกว่าทุกครั้ง

"นอกจากความขลุกขลักทางหน้างาน มีเรื่องของหน่วยงานทางการของมาเลเซีย ที่ต้องอาศัยการประสานงาน อย่างล่าสุด เรื่องของการประสานกับทีมเชียร์ เรื่องการซื้อตั๋วที่เราก็พยายามช่วยติดต่อกับทางมาเลเชีย" เธอกล่าว

ความแข็งแกร่งจากในบ้าน

เส้นทางสู่แชมป์ซีเกมส์ของทีมไทยนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นเสียทีเดียว

ทีมชาติไทยลงสนามนัดแรกและทำได้เพียงเสมอกับอินโอนีเซีย 1-1 ก่อนจะเอาชนะทีมรองอย่างติมอร์ตะวันออกไปเพียง 1-0 เท่านั้น

หลังจากผ่านไปสองนัด กองเชียร์ในประเทศหลายคนเริ่มถอดใจว่าคงเป็นไปได้ยากที่ทีมไทยจะป้องกันแชมป์ไว้ได้

วทันยาบอกว่าในช่วงนั้นสิ่งที่เธอทำคือพยายามพูดคุยกับทีมเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้เล่น

"เรารู้ว่าน้องมีศักยภาพ เพราะเขาเล่นในไทยลีกที่ความเคี่ยวเข้มข้นของเกม จริงๆ แล้ว มีผู้เล่นต่างชาติเยอะ ความเขี้ยวของเกม ดีไม่ดีคือสูงกว่าของซีเกมส์เยอะ" เธอกล่าว

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยเป็นตัวเต็งเหรียญทองกิฬาฟุตบอลซีเกมส์มาโดยตลอด แต่ทีมอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกันก็พัฒนาทีมขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

การกลับมาครองแชมป์ 3 สมัยซ้อน หลังจากปีพลาดท่าตกรอบแรกของทีมฟุตบอลไทยในซีเกมส์ปี 2009 ที่ประเทศลาว และปี 2011 ที่อินโดนีเซีย เป็นเหมือนยืนยันการกลับมาครองตำแหน่งผู้นำในภูมิภาคอีกครั้ง

สำหรับความสำเร็จของทีมชาติไทยในครั้งนี้ นอกจากทีมเวิร์คของนักฟุตบอลแล้ว วทันยามองว่าความเข้มข้นของลีกฟุตบอลในประเทศโดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผลทำให้ศักยภาพรวมถึง "ความเก๋า" ของนักฟุตบอลไทยแต่ละคนอยู่ในระดับที่สู้กับต่างชาติได้

"ปัญหาของทีมชาติไทย ซึ่งเป็นปัญหาของทีมชาติทั่วโลกเลย ที่นักฟุตบอลมีจะเวลาอยู่กับทีมชาติน้อย คือจะทำยังไงให้เค้าเล่นเป็นทีมเวิร์คให้ได้เร็วที่สุด" เธอกล่าว

วทันยาอธิบายว่าโดยปกติทีมชาติไทยจะมีโอกาสเก็บตัวซ้อมร่วมกันตามกำหนดปฏิทินของฟีฟ่า ซึ่งวัน "ฟีฟ่าเดย์" เหล่านี้มีไม่เกิน 10 วันต่อเดือน โดยเฉพาะช่วงสองเดือนที่ไม่มีฟีฟ่าเดย์เลย ก่อนซีเกมส์ก็ไม่มีกำหนดการ ทีมชาติไทยจึงมีเวลาเตรียมทีมเพียง 5 วันก่อนเดินทางไปยังมาเลเซียในครั้งนี้

เพราะฉะนั้นนอกจากการทำงานเป็นทีมแล้ว "มันคือประสบการณ์ คือความเก๋า ที่เป็นศักยภาพของน้องแต่ละคนที่ได้มาจากสโมสร" ที่ช่วยให้ทีมชาติไทยชุดนี้กลับสู่เส้นทางแชมป์ได้ในที่สุด

ความเป็นผู้จัดการทีมหญิง

นอกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมฟุตบอลชายนี้แล้ว วทันยายังเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ สำหรับเธอแล้วการเป็นผู้หญิงมีผลต่อการทำงานในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอลชายแน่นอน แต่เธอเชื่อว่ามันมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

"อย่างเช่นในช่วงสองนัดแรกที่เราโดนคำวิจารณ์เยอะ พอเราเป็นผู้หญิง มันทำให้หลาย ๆ อย่างมันซอฟต์ลงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศภายในทีม หรือเวลาเดียร์แฮนเดิ้ลกับทางผู้สื่อข่าว"

ถึงแม้ฟุตบอลกับงานด้านสื่อสารมวลชนจะดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน เธอมองว่าประสบการณ์ด้านสื่อและการบริหารมีส่วนช่วยในการทำงานของเธออย่างมาก

"แก่นในเรื่องของการทำงานมันเหมือนกันเลย เปลี่ยนแค่บริบท คืออันหนึ่งเป็นองค์กร รายงานข่าว อีกอันเป็นฟุตบอล ซึ่งมันมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ แต่ในเรื่องของการเตรียมตัว เรียนรู้ข้อด้อยข้อเสีย วิธีการวิเคราะห์ เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดหมายใช้หลักทฤษฎีเหมือนกัน"

เธอบอกว่าแนวทางการบริหารของเธอคือการทำงานแบบเปิดเผยตรงไปตรงมา และการเป็นส่วนหนึ่งของทีมเหมือนเป็น พี่ เพื่อน และแม่ ที่นั่งกินข้าวร่วมกันกับทีม ไม่ใช่การวางตัวเป็นผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชา ที่ต้องมีระดับชั้นในการสื่อสาร

วทันยายอมรับว่ามีอุปสรรคในการทำงานในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน แต่เชื่อว่าความเป็นมืออาชีพคือการทำตามคำสัญญา และเติมเต็มความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย

"ปัญหาที่มันเข้ามาระหว่างทาง ก็ต้องแก้ปัญหาไป มันถอดใจไม่ได้ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่เราได้คุยเอาไว้ จนกว่าจะได้ส่งมอบสิ่งที่เราตกลงเอาไว้ เราเชื่อว่าถ้าเราเจอปัญหาแล้วเราถอดใจในการทำงาน มันไม่เป็นมืออาชีพ"

เป้าหมายต่อไป

ในขณะหลายคนมองว่าการชนะครั้งนี้ คือการตอกย้ำว่าไทยเป็นผู้นำด้านฟุตบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่จากผลงานล่าสุดของทีมชาติไทยในการแข่งขันกับทีมแถวหน้าของทวีปอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การ์ตา หรือจีน ในช่วงที่ผ่านมา วทันยาเชื่อว่าทีมฟุตบอลมีศักยภาพที่จะไปใกลกว่าระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"นั่นคือแบบความฝันที่เราอยากพาน้อง ๆ ไปให้ได้ แต่ว่ามันก็ประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ถ้าถามว่าวันนี้ด้วยศักยภาพวันนี่ที่ แต่ละคนมีเป็นรายบุคคุล ถ้าเราทำทีมดี ๆ เรามีการฝึกซ้อมที่ดี เดียร์เชื่อว่าเป็นไปได้ที่เราไปยืนในระดับเอเซีย"

อนาคตของเธอเองยังไม่ได้รับการยืนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเธอบอกว่าจะต้องเข้าหารือกับทางสมาคมอีกครั้ง แต่เธอได้ปฏิเสธมุมมองที่หลายคนตั้งข้อสังเกตุว่าตำแหน่งผู้จัดการทีมของเธออาจะเป็นการปูทางสู่เส้นทางการเมือง

"ไม่มีการเมืองแน่นอน เพราะเดียร์ถือว่าอาชีพหลักของเราคือการเป็นสื่อมวลชน แล้วเราก็แบบเชื่อว่าเรื่องของสื่อกับการเมือง มันไม่ควรจะมาบรรจบกัน" เธอกล่าว

จากการที่ทำงานกับทีมฟุตบอลมากว่า 1 ปี วทันยากล่าวว่าเธอมีความผูกพันกับทีมยิ่ง "อะไรที่เมื่อเราต้องผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน มันเหมือนมีเส้นใยอะไรบางอย่างที่เหมือนมันจะแน่นกว่าปกติ"

เธอทิ้งท้ายว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งของเธอในอนาคตต้องดูรายละเอียดและบริบทอีกที แต่สำหรับสิ่งที่เธอรับผิดชอบอยู่ในตอนนี้ เธอเชื่อว่า "ตรงนี้เราก็มีศักยภาพที่จะสามารถทำได้"