ประชุมสภา: วราวุธ ปัดปิดบังยอดน้ำมันรั่วระยอง-กินปูคนละตัว หลัง ส.ส. ก้าวไกลตั้งข้อสังเกต

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
น้ำมันดิบจากบริษัทสตาร์ปิโตรเลี่ยม รีไฟน์นิ่ง จำกัด มหาชน (SPRC) รั่วไหลเป็นครั้งที่ 3 กลางทะเล จ.ระยอง ท่ามกลางความคลางแคลงใจจาก ส.ส. พรรคฝ่ายค้านว่ายอดน้ำมันรั่วไหลในครั้งแรกมีปริมาณเท่าใดกันแน่ และมีการใช้สารเคมีเพื่อละลายน้ำมันเกินความจำเป็นหรือไม่
ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เป็นวันที่สอง (18 ก.พ.) ส.ส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตต่อเหตุน้ำมันรั่วจากทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเลมาบตาพุด จ.ระยอง ของบริษัท SPRC ครั้งแรกเมื่อ 25 ม.ค. และการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันของภาครัฐ
นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก.ก. ตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า ปริมาณน้ำมันรั่วไหลมีลิตรกันแน่ 400,000 ลิตร หรือ 160,000 ลิตร หรือ 50,000 ลิตรตามที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ออกมาระบุเอาไว้ เพราะในวันเกิดเหตุ มีการเทสารละลายน้ำมัน (dispersant) ที่ทำให้น้ำมันกระจายไป 60,000-70,000 ลิตร ซึ่งต่อมาปรากฏข้อมูลว่าอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ทส. อนุมัติให้ใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน ซิลิคกอน (Slickgone NS) ผลิตโดยบริษัทดาซิค อินเตอร์เนชันแนล (Dasic International) หลังจากนั้นอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง รวม 85,400 ลิตร ดังนี้
- 26 ม.ค. อนุมัติให้ใช้สารซิลิคกอน 40,000 ลิตร
- 27 ม.ค. อนุมัติให้ใช้สารซิลิคกอนเพิ่มอีก 36,400 ลิตร ซึ่ง "ไม่ได้อนุมัติเพราะอ้างอิงกับปริมาณน้ำมันรั่วแล้ว แต่เพื่อควบคุมไม่ให้น้ำมันเข้าสู่ชายฝั่ง"
- 29 ม.ค. อนุมัติให้ใช้สารซิลิคกอนเพิ่มอีก 9,000 ลิตร

ที่มาของภาพ, Thai New Pix
ส.ส. รายนี้สืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัทดาซิคฯ พบว่า ผู้ผลิตสารเคมีนี้แนะนำให้ใช้ในอัตราส่วน 1:20 ถึง 1:30 แล้วจะได้ผลลัพธ์ในการบำบัดที่มีประสิทธิภาพ
"ท่านใช้สารเคมีไป 8 หมื่นกว่าลิตร ท่านบอกน้ำมันรั่ว 5 หมื่น ท่านใช้อัตราส่วนประมาณ 1.5 กว่า ๆ ต่อ 1" นพ. วาโยกล่าว
ส.ส. ก้าวไกลกล่าวต่อไปว่า เมื่อย้อนไปดูเหตุน้ำมันรั่วที่ จ.ระยองราว 50,000-70,000 ลิตร เมื่อปี 2556 ก็มีการใช้สารเดิม ซิลิคกอน จำนวน 30,000 กว่าลิตร ซึ่งในตอนนั้นบริษัทแนะนำให้ใช้ในอัตราส่วน 1:10 ถึง 1:20
เขายังอ้างถึงความเห็นของนายศิริชัย ธรรมวานิช สาขาสมุทรศาสตร์เคมี ภาควิชาวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ที่ตั้งข้อสังเกตว่า สารเคมีที่ใช้ต้องสอดคล้องหรือจำเพาะกับชนิดน้ำมัน เมื่อเลือกชนิดที่เหมาะสมแล้วก็ต้องคำนวณสัดส่วนการใช้ เพราะหากใช้น้อยเกินไป น้ำมันก็จะไม่แตกตัว หรือถ้ามากเกินไปก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ
นพ. วาโยตั้งคำถามว่า เหตุที่ต้องใช้สารเคมีปริมาณมากเกินกว่าที่คำนวณได้ เพราะน้ำมันที่รั่วไหลจริงมีปริมาณมากกว่าที่ชี้แจงหรือไม่ "ท่านใช้ (สารเคมี) ไป 8-9 หมื่นลิตร แสดงว่าน้ำมันรั่ว 8-9 แสนลิตรหรือเปล่า" และปริมาณสารเคมีที่เทลงทะเลมากเกินไป ก่อให้เกิดผลเสียอย่างไร

ที่มาของภาพ, วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา
ก่อนหน้านี้เมื่อ 3 ก.พ. พรรคก้าวไกลโดย น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในประเด็นนี้มาแล้วหนหนึ่ง โดยมีนายวราวุธเป็นผู้ตอบกระทู้แทน ซึ่งในช่วงท้าย น.ส. เบญจาได้ฝากปูระยองให้ รมว.ทส. ไปรับประทาน และขอให้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียด้วยว่าอาหารทะเลที่ จ.ระยอง ยังมีความปลอดภัยหรือไม่ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์หรือไม่ ทำให้นายวราวุธกล่าวขอบคุณสำหรับปู และบอกว่า "อย่าลืมน้ำจิ้มด้วยนะครับ เพราะผมชอบน้ำจิ้ม"
มาวันนี้ นพ. วาโย เพื่อนร่วมพรรคได้หยิบยกเรื่องปูระยองมาพูดอีกครั้ง ทำให้เกิดการตอบโต้กันกลางสภา
- นพ. วาโย: "ส.ส.เบญจาหวังดี เอาปูมาให้รัฐมมนตรีกินแล้วไม่เอาน้ำจิ้มมา ท่านวราวุธก็แขวะ ส.ส.เบญจาจังเลยว่าทำไมไม่เอาน้ำจิ้มมา แล้วก็กินปูโชว์ว่าปูนี่ปลอดภัย แต่ ส.ส.เบญจาเขาถ่ายรูปปูทุกตัวไว้ เขาบอกว่าลายมันไม่เหมือนกัน หนังยางที่มัดไว้ ปูระยองของจริงเขามัดเป็นกากบาทไว้ ของรัฐมนตรีมัดเป็นแนวขนาน เรื่องปูยังเอาตัวอื่นไปกินเลยท่านประธาน"
- นายวราวุธ: "ประเด็นที่บอกว่าจับปูมาแล้วมัดหนังกระติ๊กไม่เหมือนกัน อันนี้ขออนุญาตอย่าไปพูดถึงดีกว่านะครับ ขออนุญาตพูดถึงแก่น ไม่อยากพูดถึงกระพี้ เสียเวลาสภาแห่งนี้ แต่ว่าก็จะขออนุญาตไปสอบปากคำแม่บ้านที่เอาปูไปนึ่งให้ผมทานที่กระทรวง ถ้าจำเป็นก็จะตั้งกรรมการสอบให้ว่ามัดหนังสติ๊กกลับมาให้ผมทานอย่างไร ตอนที่เอาไปนึ่งแล้วไม่เหมือนเดิม ต้องขออภัยด้วย"
นายวราวุธกล่าวชี้แจงถึงการใช้สาร dispersant 70,000 ลิตร เพราะถ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 25 ม.ค. น้ำมันรั่วในช่วงเวลาราว 22.00 น. และหยุดราวเที่ยงคืนกว่า ๆ มันมืด มองไม่เห็นว่าน้ำมันอยู่ตรงไหน และเตรียมทุ่นกักน้ำมัน (boom) มาใช้ล้อมคราบน้ำมันได้ไม่ทัน จึงไม่รู้ว่าน้ำมันลอยขึ้นมาแล้วจะลอยไปทางไหน กระจัดกระจายไปหมด "ฉะนั้นท่ามกลางความมืดตื้ดตื๋อ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการใช้สาร dispersant ฉีดเข้าไปให้เยอะที่สุดจุดที่คาดว่ากระแสน้ำจะไป"
รมว.ทส. ย้ำด้วยว่า ข้อมูลน้ำมันรั่วไหล 50,000 ลิตร หรือ 100,000 ลิตร เป็นข้อมูลที่ได้จากบริษัทที่เป็นเจ้าของต้นเรื่อง ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทส., กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังไม่สามารถรู้ได้ เมื่อบริษัทบอกว่า 50,000 ลิตร ก็ต้องเอาเท่าที่บริษัทบอกแล้วนำมาใช้คำนวณการใช้สารในเบื้องต้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าน้ำมันรั่วเท่าไร และเกิดจากอะไร
ส่วนสาร dispersant ที่ใช้เหมือนกับปี 2556 นั้น นายวราวุธชี้แจง เป็นสารยี่ห้อเดิม แต่ไม่ใช่ตัวเดิม เพราะสารซิลิคกอนที่ใช้ปี 2565 เป็นรุ่นสาม ไม่ใช่รุ่นหนึ่ง โดยรุ่นสามถือว่าเป็น Food Grade มีความปลอดภัยมากกว่า สามารถย่อยคราบน้ำมันออกมามีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นหนึ่ง
"เวลาที่ตั้งโรงงานขึ้นมาแห่งหนึ่ง ท่านไปขออนุญาตหน่วยงานไหน กระทรวงทรัพย์ฯ เรามีหน้าที่ไปเก็บกวาดปัญหาที่เกิดขึ้น เราไม่เคยจะวิ่งหนี หรือมาแก้ตัว และไม่ได้มีเจตนาจะมาแก้ตัว ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะมาต้องนั่งปิดบังว่าน้ำมันรั่วเท่าใด" นายวราวุธกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เขาย้ำด้วยว่า ภาพชายหาดแม่รำพึงที่ ส.ส. ก้าวไกลนำมาเปิดขึ้น เป็นสภาพที่เกิดขึ้นไม่ถึง 12 ชม. เพราะพอคราบน้ำม้นขึ้นหาด หน่วยงานต่าง ๆ ก็เอาแผ่นซับมันมาซับและดูดออก ในเวลาไม่ถึง 24 ชม. สภาพหาดแม่รำพึงจึงกลับสู่สภาพปกติราว 90% ของที่เคยมี
ทะเล จ.ระยอง ต้องเผชิญกับมลพิษอย่างต่อเนื่อง จากเหตุน้ำมันดิบของ SPRC รั่วไหลลงสู่ทะเลซ้ำซาก ครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อ 25 ม.ค. มีน้ำมันรั่วไหลราว 50,000 ลิตร ครั้งที่สอง เกิดขึ้นเมื่อ 10 ก.พ. มีน้ำมันรั่วไหลเพิ่มอีก 5,000 ลิตร และล่าสุด 17 ก.พ. ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าน้ำมันรั่วไหลไปมากน้อยแค่ไหน สร้างความกังวลใจให้แก่บรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน และพ่อค้าแม่ค้าอาหารทะเล









