สิระ เจนจาคะ : ศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้น ส.ส. ย้อนหลังไปตั้งแต่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 เหตุต้องคดีฉ้อโกง

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต้องสิ้นสุดลง หลังถูกจำคุกตามคำพิพากษาศาล ในคดีฉ้อโกงเมื่อ 26 ปีก่อน
ผลจากการสิ้นสมาชิกสภาพของ ส.ส. ของนายสิระ ทำให้เสียงในสภาของ พปชร. หายไป 1 เสียง เหลือ 116 เสียง และต้องมีการจัดการเลือกตั้งซ่อมเพื่อมาทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 45 วัน
บ่ายวันนี้ (22 ธ.ค.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนายสิระ เจนจาคะ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ว่า สมาชิกภาพของ ส.ส. ของนายสิระสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวัน ในคดีหมายเลขดำที่ 812/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพการเป็น ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6)
ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายสิระพ้นจากสมาชิกภาพนับแต่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นในการนับสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. และให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับจากวันที่ตำแหน่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลง โดยถือเอาวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย (22 ธ.ค.) ให้คู่ความฟัง เป็นวันเริ่มต้น
สำหรับตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนที่เห็นว่าสมาชิกภาพ ส.ส. ของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงคือ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์

ที่มาของภาพ, สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ/Youtube
คดีนี้เป็นผลจากการที่ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ยื่นเรื่องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ที่เคยต้องคำพิพากษาจำคุกมาก่อน
ลำดับความเป็นมาคดีฉ้อโกง
ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัยราว 45 นาที โดยได้ลำดับความเป็นมาของคดีฉ้อโกงเมื่อ 26 ปีก่อน ที่มีชื่อนายสิระตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลย
- 5 ต.ค. 2537 พ.ต.ต. เขมรินทร์ หัสศิริ (ยศในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ยศ พล.ต.ต.) ร้องทุกข์ต่อ สน.ปทุมวัน ให้ดำเนินคดีอาญานายสิระกับพวก ฐานร่วมกันฉ้อโกง
- ต่อมา สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) ได้รับสำนวนจาก สน.ปทุมวัน คดีระหว่าง พ.ต.ต. เขมรินทร์เป็นผู้กล่าวหา โดยมีนายสิระเป็นผู้ต้องหาที่ 1 และพวกอีก 2 คน เป็นผู้ต้องหาที่ 2 และ 3

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- 4 ส.ค. 2538 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสิระ เป็นจำเลยต่อศาลแขวงปทุมวัน ในคดีหมายเลขดำที่ 812/2538 ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 341, มาตรา 91 และมาตรา 83 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติม ป.อาญา ฉบับที่ 6 ปี 2526 มาตรา 24 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย และริบสัญญาจะซื้อจะขายทั้ง 3 ฉบับ โดยพนักงานอัยการมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินคดีผู้ต้องหาอีก 2 ราย เนื่องจากคดีขาดอายุความร้องทุกข์
- 21 พ.ย. 2538 ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 ว่านายสิระมีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 341 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน รับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน กับให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2 แสนบาทแก่ผู้เสียหาย และริบสัญญาจะซื้อจะขายทั้ง 3 ฉบับ
- ปี 2539 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ประกาศใช้ นายสิระย่อมได้รับการล้างมลทินโทษตาม พ.ร.บ. นี้ ซึ่งถือว่า "มิได้เคยถูกลงโทษจำคุกฐานฉ้อโกงในคดีนั้นมาก่อน" เข้าเงื่อนไขตาม ป.อาญา มาตรา 56 ว่าไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และศาลจังหวัดแพร่อาจใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่นายสิระ (ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอื่น ๆ อีก) ได้ แต่การได้รับประโยชน์จากการล้างมลทิน ไม่มีผลเป็นการลบล้างการกระทำผิดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 812/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 ของศาลแขวงปทุมวัน ที่ต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ข้อกล่าวอ้างทุกข้อของผู้ถูกร้องไม่อาจฟังได้"
ในระหว่างการพิจารณาคดีสมาชิกภาพ ส.ส. ของนายสิระ ศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกเอกสารพยานหลักฐานจากผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา
บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญไว้ ดังนี้
ศาลแขวงปทุมวัน ชี้แจงว่าได้กดทำลายสำนวนและเอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 812/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 ไปตามระเบียบแล้ว
ศาลอุทธรณ์ ชี้แจงว่าไม่มีการอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์
เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้แจงว่าไม่ปรากฏข้อความการต้องขังและรายนามผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา เพราะช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีการบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งในปี 2554 เกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่เรือนจำ เอกสารที่ถูกแยกเก็บไว้ในห้องจัดเก็บเอกสารบริเวณอาคารน็อกดาวน์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้
นายสิระ โต้แย้งว่า พล.ต.ต. เขมรินทร์ (ยศปัจจุบัน) ไม่เป็นผู้เสียหายในคดี หลังจากศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษา นายสิระได้รับการประกันตัวในวันเดียวกัน และได้เจรจาชดใช้ค่าเสียหายกับผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดที่ยอมความกันได้ โดยนายโสภณ เจนจาคะ พี่ชายของนายสิระ เป็นผู้เจรจาและชดใช้ค่าเสียหายให้ ซึ่งสามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอุทธรณ์ ทำให้ศาลแขวงสั่งจำหน่ายคดีทั้ง 2 ออกจากสารบบความ
อย่างไรก็ตามศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าคดีหมายเลขดำที่ 812/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 ถึงที่สุดอย่างไร ไม่มีสำนวนคำฟ้องที่บรรยายฟ้องว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหาย ไม่มีเอกสารที่แสดงการยอมความระหว่าง 2 ฝ่ายภายในระยะเวลาอุทธรณ์ แล้วศาลแขวงปทุมวันสั่งจำหน่ายคดีระหว่างอุทธรณ์ คงมีเพียงคำชี้แจงของ พล.ต.ต. เขมรินทร์, นายสิระ, นายโสภณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
พล.ต.ต. เขมรินทร์ (ยศปัจจุบัน) ชี้แจงว่า เป็นคนเช่าซื้อรถยนต์ 3 คัน และจ่ายเงินดาวน์รวม 1.1 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (ผู้ต้องหาที่ 2 และ 3 ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง) เป็นผู้จัดทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไม่ได้นำรถยนต์ไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และตัวเขาเชื่อว่ารถที่พิพาทมีอยู่จริง ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเลขเครื่องและเลขตัวถังไม่ได้อยู่ในสารบบของบริษัทผู้ผลิต แม้จะผ่อนส่งและชำระค่างวดครบ ก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ เพราะรถที่นำมาแสดงก่อนการทำสัญญาเช่าซื้อ เป็นรถยนต์ที่มีรุ่นและสีตรงกันเท่านั้น จึงร้องทุกข์ต่อ สน.ปทุมวัน ให้ดำเนินคดีกับทั้ง 3 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง
นอกจากนี้ พล.ต.ต. เขมรินทร์ยังเคยชี้แจงต่อประธาน กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ว่าในวันที่ 21 พ.ย. 2538 ได้เดินทางไปศาลแขวงปทุมวัน แล้วเห็นนายสิระสวมใส่ชุดนักโทษ และถูกล่ามโซ่ตรวนที่ขา มีพนักงานราชทัณฑ์ควบคุมตัวมาในห้องพิจารณา ซึ่งทราบว่านายสิระถูกจับและดำเนินคดีที่ สน.ลุมพินี ซึ่งศาลได้ตัดสินคดีแล้ว และถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และภายหลังศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษา ก็ไม่เคยได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหาย ไม่เคยถอนคำร้องทุกข์ หรือยอมความ
นายสิระ ยอมรับว่ารู้จัก พล.ต.ต. เขมรินทร์ เนื่องจากเคยทำสัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ 3 คัน แต่นายตำรวจรายนี้ไม่ได้เป็นผู้เสียหายในคดีหมายเลขดำที่ 812/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 แต่ผู้เสียหายเป็นบุคคลอื่น 2 คน และยืนยันว่าในวันที่ศาลแขวงปทุมวันพิพากษา ตัวเขาไม่ได้ถูกจองจำ ไม่เคยถูกคุมขัง เพราะได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างเจรจาชดใช้ค่าเสียหาย
นายสิระ และนายโสภณ ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญตรงกันว่า ภายหลังศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษา ทั้งคู่ได้นัดเจรจาจ่ายเงินชดใช้ตามพิพากษาให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 คน จำนวน 2 งวด งวดแรก จ่ายคนละ 5 หมื่นบาท ที่สำนักงานของนายโสภณ และอีก 20 วันต่อมา ก็จ่ายอีกคนละ 5 หมื่นบาท ที่ศาลแขวงปทุมวัน รวมเป็นเงิน 2 แสนบาท มีบันทึกชดใช้ค่าเสียหายและใบรับค่าเสียหาย โดยมีการตกลงกันว่าผู้เสียหายจะยื่นขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลแขวงปทุมวันในวันที่ได้รับเงินงวดที่ 2 ซึ่งก็มีการดำเนินการตามนั้น ต่อมา ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบ
"เอกสารการชำระหนี้ และเอกสารขอถอนการร้องทุกข์ไม่ได้เก็บไว้ และคดีก็ขอสำเนาไม่ได้ เพราะเป็นเวลานาน กอปรกับเอกสารก็ถูกทำลายตามระบบของศาลยุติธรรมแล้ว" นายสิระให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญ
"จำไม่ได้ว่าผู้เสียหายเป็นบุคคลใด เนื่องจากเป็นเวลานานแล้ว และช่วงปี 2538 ผู้ถูกร้อง (นายสิระ) ก็ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับเช็คหลายคดี และไม่ได้เก็บเอกสารบันทึกการชำระหนี้ไว้ แต่จำได้ว่าผู้เสียหายในคดีไม่ใช่นายตำรวจ ยศ ร.ต.อ. หรือ พ.ต.ต." นายโสภณชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าไม่เคยรู้จัก พล.ต.ต. เขมรินทร์

ที่มาของภาพ, Thai news pix
อย่างไรก็ตามศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า "ข้อกล่าวอ้างทุกข้อของผู้ถูกร้อง (นายสิระ) ไม่อาจฟังได้"
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พล.ต.ต. เขมรินทร์เป็นผู้เสียหายในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 812/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 ของศาลแขวงปทุมวัน และไม่เคยยอมความกับนายสิระ หรือถอนคำร้องทุกข์คดี อันเป็นเหตุให้ศาลแขวงปทุมวันได้จำหน่ายคดีภายในระยะเวลาอุทธรณ์ เช่นนี้คำพิพากษาจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาของศาลแขวงปทุมวัน
ผู้ถูกร้อง (นายสิระ) จึงเคยต้องคำพากษาอันถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวันว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จึงเป็นบุคคลมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10)
คดีอาญาที่อาจตามมา
นอกจากต้องพ้นจากสถานะผู้แทนราษฎร ชายวัย 57 ปี ที่เพิ่งได้เป็น ส.ส. สมัยแรกภายใต้สังกัด พปชร. ยังอาจต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางกฎหมาย เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจพิจารณาเอาผิดทางอาญาแก่นายสิระได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2561 มาตรา 151 ฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ก็ยังลงสมัคร
พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ระบุว่า เขาได้ยื่นต่อ กกต. เพื่อดำเนินคดีอาญากับนายสิระ กรณีให้การเท็จเรื่องคุณสมบัติการสมัครรับเลือกตั้งแล้ว

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
หากศาลตัดสินว่านายสิระกระทำความผิดจริง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี นอกจากนี้ยังต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย
สำหรับรายได้ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่นายสิระได้รับในระหว่างเป็น ส.ส. ในช่วง 2 ปี 9 เดือน (24 มี.ค. 2562-22 ธ.ค. 2564) ประกอบด้วย 1. เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง 113,560 บาท/เดือน 2. เงินเดือนผู้ช่วย ส.ส. ของนายสิระ จำนวน 7 คน ตั้งแต่ 15,000-24,000 บาท/เดือน และ 3. เบี้ยประชุม ซึ่งมีทั้ง กมธ.ป.ป.ช. กมธ.กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน และ กมธ.วิสามัญชุดอื่น ๆ ได้ 1,500 บาท/ครั้ง 4. ค่าเดินทาง และ 5 ค่ารักษาพยาบาล










