โควิด-19 : ธนาคารโลกปรับลดจีดีพีไทยเหลือ 1% ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ธนาคารโลกปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นครั้งที่สอง จาก 2.2% เมื่อเดือน ก.ค. เป็น 1% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลา 3 ปี กว่าที่จะฟื้นตัว เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักน่าจะเริ่มฟื้นได้ในครึ่งหลังของปี 2565 หลังการฉีดวัคซีนครอบคลุม 70%
การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน "เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำเดือน ต.ค. 2564" เผยแพร่และจัดทำโดยธนาคารโลก ซึ่งมีประเด็นสำคัญ 2 ประการคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งไทยยังคงล่าช้าไม่เป็นไปตามที่เคยประเมินก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เกิดความยากจนและความเหลื่อมล้าเพิ่มขึ้นในหลายมิติ
นางเบอร์กิต แฮนเซิล ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยกล่าวในการเปิดตัวรายงานวันนี้ (28 ก.ย.) ว่า หากไม่นับรวมเศรษฐกิจของจีน กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิกฟิกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีอยู่ที่ 2.5% ซึ่งลดลงจากการประมาณการครั้งที่แล้วในเดือน เม.ย. ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตอยู่ที่ 4.4%
ในขณะที่อัตราการเติบโตของจีดีพีที่ธนาคารโลกคาดการณ์ไว้สำหรับ 5 ชาติในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนามอยู่ที่ 3.4% ในปีนี้ ลดลงจากการประมาณการเมื่อเดือน เม.ย. ที่ 4.8%
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 1% โดยการหั่นจีดีพีไทยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ หลังจากการประมาณการครั้งแรกได้ปรับลดจีดีพีไทยลงก่อนหน้านี้ในช่วงไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 2.2% และเมื่อไตรมาสที่แรกอยู่ 3.4% ตามลำดับ
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลก อธิบายถึงเหตุผลของการปรับประมาณการครั้งนี้ว่า เป็นผลมาจากความเสียหายและบาดแผลทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งล่าสุดที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง
ก่อนหน้านี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ได้ปรับประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ทั้งปีเช่นกันเมื่อวันที่ 16 ส.ค. โดยปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.7-1.2% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ต่ำสุดที่ 1.5-2.5% ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่แน่นอนจากวิกฤตการระบาดโควิด-19
คาดทั้งปี 2564 มีต่างชาติเที่ยวไทยเพียง 1.6 แสนคน
ธนาคารโลกยังพบอีกว่า มาตรการควบคุมโรคที่เคยประสบความสำเร็จในการระบาดระลอกก่อน กลับใช้ไม่ได้ผลกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา
"อย่างไรก็ตาม ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้างจากภาคการส่งออกที่ส่งสัญญาเข้มแข็งมากขึ้นจากอุปสงค์จากต่างประเทศ แต่เครื่องจักรทางเศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว โดยคาดว่าทั้งปีนี้จะมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยผ่านโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ราว 1.6 แสนคน" นายเกียรติพงศ์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปัจจัยสำคัญหลักที่นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่าสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจคือ การฉีดวัคซีนซึ่งจากรายงานฉบับนี้ระบุว่า หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมทั้งไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนครอบคลุมเพียง 60% ภายในสิ้นปีนี้ และคาดว่าการฉีดวัคซีนจะครอบคลุม 70% ของประชากร จนช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตลง พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินต่อไปได้ในช่วงกลางปี 2565
สำหรับการรับวัคซีนของคนไทย ณ วันที่ 26 ก.ย. มีจำนวนทั้งสิน 49.63 ล้านโดส แบ่งเป็นฉีดเข็มแรก 31 ล้านโดส ครอบคลุม 43.05% ของประชากร 72 ล้านคน ขณะที่เข็มที่สองมีจำนวน 17.5 ล้านโดส คิดเป็น 24% ของประชากร ส่วนที่เหลือเป็นเข็มที่สามอีก 1.12 ล้านโดส
ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการฟื้นเศรษฐกิจไทย
นายเกียรติพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจหลักของไทยอย่างอุตสาหกรรมทางการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนกว่า 17% ของจีดีพีของไทยจะสามารถเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อการฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ในกลางปีหน้า ซึ่งมีนัยสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ธนาคารโลกประเมินอีกว่า ในระยะเวลาครึ่งปีหลังของปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาได้เพียง 1.7 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งยังถือว่าน้อยกว่าจำนวนที่ไทยเคยได้รับก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 40 ล้านคน

ที่มาของภาพ, EPA
"จากเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้เชื่อได้ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ถึงจะเท่าเทียมกับช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งก็ล่าช้ากว่าที่ธนาคารโลกเคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้คือภายในเวลา 2 ปี" นายเกียรติพงศ์ระบุ
ปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะได้ แต่การใช้เงินต้องโปร่งใส-มีประสิทธิภาพ
การรับมือและแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมหลายครั้งในเรื่องความล่าช้าและไม่ตรงจุดของปัญหา และเมื่อวันที่ 20 ก.ย. คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบให้มีการขยายกรอบเพดานหนี้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี เพื่อรองรับการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินช่วยโควิด 1 ล้านล้านบาท ในส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมถึงการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิด 5 แสนล้านบาท
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลกให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การยกเพดานหนี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะสามารถเพิ่มโอกาสให้รัฐช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มการลงทุนในระดับกลางได้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"เมื่อพิจารณาสถานการณ์ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 43% ต่อจีดีพี เมื่อใช้แบบจำลองของธนาคารโลกไทยจะทำให้พบว่าไทยยังมีโอกาสเพิ่มหนี้ได้ถึง 62% เพื่อนำมาใช้เป็นมาตรการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนในระยะกลางอีกด้วย" เขาอธิบาย
เมื่อพิจารณาลงรายละเอียดเพิ่มขึ้น นักเศรษฐศาสตร์รายนี้บอกว่า หนี้สาธารณะของไทยยังมีความเสี่ยงต่ำเพราะเป็นการกู้ยืมเงินในประเทศเป็นหลัก ส่วนการกู้ยืมเงินในต่างประเทศยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ
อย่างไรก็ตาม นางเบอร์กิตแนะนำว่าในการออกมาตรการใด ๆ มาใช้ ควรจะเน้นการเยียวยาแบบเจาะจงมากขึ้น เช่น การเยียวยากลุ่มเอสเอ็มอี รวมทั้งมาตรการทางการเงินการคลับที่ประคับประคองกลุ่มคนยากจนและแรงงาน นอกจากนี้ ยังควรใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
ทั้งนี้ ในรายงานฉบับนี้ของธนาคารโลกยังประเมินว่า ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นและจะทำให้คนจนเพิ่มขึ้นกว่า 1.7 แสนคนในปีนี้ และสิ่งที่น่ากังวลคือหนี้ครัวเรือนที่สูง









