ไลฟ์สด 2 พส. : เทศน์ติดฮาของพระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง จะพาไทยสู่สังคม “โลกวิสัย” ได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
- Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
- Role, บีบีซีไทย
เกือบหนึ่งเดือนมาแล้วที่รายการทอล์กโชว์สดทางเฟซบุ๊กและยูทิวบ์ของพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2564 ซึ่ง ณ จุดหนึ่งมีคนดูพร้อมกันกว่า 2 แสนคนทางเฟซบุ๊ก สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของการเทศน์ ดึงดูดความสนใจ เรียกทั้งเสียงชื่นชม และวิจารณ์ในเวลาเดียวกัน และทำให้พระสงฆ์ทั้งสองรูปซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้วในคนละแนว ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก
ตั้งแต่นั้นพระมหาสมปอง-พระมหาไพรวัลย์ ก็จับมือและฉายเดี่ยว "ไลฟ์สด" ทางหน้าเฟซบุ๊กของตัวเองต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน และมี "แฟน" ติดตามรอชมเนืองแน่น
"ทั้งงง ดีใจ ปลื้มใจ แปลกใจ" พระมหาสมปองบอกในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยในลอนดอน ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom แต่ออกตัวว่าไม่ถนัด "เล่นโซเชียล" มากเท่าพระมหาไพรวัลย์ พระรุ่นน้องที่พระมหาสมปอง ยืนยันว่าแท้จริงแล้วก็ "สายฮา" เหมือนกัน
"ท่านไพรวัลย์…ท่านบอกอาตมานานแล้วว่าอาจารย์ จริง ๆ ผมเป็นคนชอบยิ้มชอบหัวเราะ ผมเคยซื้อดีวีดีพระอาจารย์ หนังสือพระอาจารย์ แต่ว่าผมไปทางนี้ ไปจุดเทียนหน้าเรือนจำ ก็เลยไปทางนี้ จริงแล้ว ๆ ผมชอบขำ"
จากการได้ไลฟ์สดร่วมกัน พระมหาสมปองบอกว่าทำให้พระมหาไพรวัลย์ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง การพูดไปหัวเราะไปนั่นคือ "บุคลิกของท่าน"

ที่มาของภาพ, พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
"ถ้าคนเคยอยู่กับวัดจริง ๆ จะเข้าใจว่าพระในอีกมิติหนึ่งก็คือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นที่เข้ามาบวชเพื่อฝึกหัด แต่ถามว่าจะไม่ให้มันหัวเราะ ร้องไห้ มันเป็นไปได้เหรอ พระอานนท์บรรลุโสดาบันยังร้องไห้เลย อาตมาเป็นแค่พระปุถุชน หัวเราะร้องไห้เป็นเรื่องปกติ ห้ามไม่ได้หรอก" พระมหาไพรวัลย์กล่าวย้ำถึงตัวตนกับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย ที่วัดสร้อยทอง ในกรุงเทพฯ
เมื่อถามว่าการได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารโดยตรงกับญาติโยม ได้ช่วยปลดปล่อยความรู้สึกของพระสงฆ์ที่มักถูกคาดหวังว่าจะต้องสงบเสงี่ยมหรือไม่ พระมหาไพรวัลย์ปฏิเสธ
"มันไม่ใช่ปลดปล่อย แต่มันเป็นพื้นที่ เฟซบุ๊กคือเพจของเราที่เราอยากจะสื่ออะไรกับคน มันคือการสร้างพื้นที่พูดคุยในรูปแบบใหม่ระหว่างพระกับฆราวาส ไม่ใช่การปลดปล่อยอะไร"
หน้าเฟซบุ๊กของพระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปองในเวลานี้ เต็มไปด้วยเรื่องราวความเป็นไปของพระทั้งสองรูปในแต่ละวัน ตั้งแต่การเชิญชวนร่วมทำบุญในวันเกิดของพระ การมีญาติโยมมาเยี่ยมเยือน การได้รับเชิญไปออกรายการทางโทรทัศน์ แถลงการณ์เรื่องอาพาธของพระมหาไพรวัลย์ที่เป็นเหตุให้ไลฟ์สดไม่ได้ ไปจนถึงภาพจากในกุฏิที่ใช้จำวัด และอื่น ๆ
ก่อนหน้านี้ พระมหาไพรวัลย์ได้ชื่อว่าเป็น "พระหัวก้าวหน้า" ซึ่งเป็นคำเรียกขานที่พระเองบอกว่ามีผู้แปะป้ายตีตราให้ เพราะออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองและสังคมบ่อยครั้ง ทั้งเคยยืนยันว่าไม่ว่าพระหรือเณรเป็นปัจเจกชน ควรมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองตามกรอบของพระธรรมวินัย มีความเป็นธรรมและอยู่ข้างฝ่ายที่ถูกกดขี่ หากพระสงฆ์ยึดโยงอยู่กับฝ่ายคนที่มีอำนาจ ก็แสดงว่าพระสงฆ์ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำ

ที่มาของภาพ, พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
เมื่อถูกถามว่า หากการไลฟ์สดที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม การเผยแผ่ธรรมในรูปแบบนอกขนบ เช่นที่วัดพระธรรมกายและอดีตพระพุทธอิสระทำไปก็ไม่น่าจะถูกครหา พระมหาไพรวัลย์ตอบเรื่องนี้โดยย้ำแนวคิดเปิดเสรีทางศาสนาว่า ตราบใดที่มีเป้าหมายเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องถูกวิจารณ์
"มันมีเยอะไม่ต้อง อิสระ วัดพระธรรมกาย วัดและสำนักปฏิบัติธรรมในไทยมีเป็นร้อยแห่ง การเทศน์ไม่มีทางเหมือนกัน รูปแบบวิธีการไม่มีทางเหมือนกันเลย จะไปบอกว่าเหมือนกันไมได้ เขาอยากสั่งสอนอะไรก็สั่งสอนไปสิ ที่ไม่นับเป็นสำนักสงฆ์ก็มี เช่น สันติอโศก สมณะโพธิรักษ์ เขาก็เผยแผ่ธรรมในแบบของเขา อาตมาว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ดีออก…เอาเถอะ วิธีการอาจแตกต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกันคือพาคนไปพ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ ไปถึงที่สุดของธรรมในแบบที่พระพุทธเจ้าอยากให้สอน สงบ เย็น เป็นประโยชน์ก็ถือว่าใช้ได้"
ท่าทีเช่นนี้ รวมทั้งมุมมองที่เปิดกว้างต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่พระมหาไพรวัลย์เคยชี้ไว้ว่าในทางศาสนาไม่ได้กีดกันคนกลุ่มนี้ให้เข้ามาบวช ผศ.สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญา มองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่นำไปสู่แนวคิด "โลกวิสัย" (secularism) ที่นักวิชาการบางคนเรียกว่าแนวคิดฆราวาสนิยม
ผศ.สุรพศ เคยนิยามความหมายของโลกวิสัยไว้ในบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประขาไทว่า คือแนวคิดที่ "รัฐกับศาสนาต้องแยกเป็นอิสระจากกัน" เพื่อให้หลักประกันว่ากลุ่มหรือองค์กรทางศาสนาต่างๆ จะไม่เข้ามามีอิทธิพลต่อพื้นที่สาธารณะของสังคมและกิจการของรัฐ
ส่วนรัฐเองก็ต้องให้อิสระไม่เข้าแทรกแซงหรือกำกับควบคุมกิจการทางศาสนา โดยปล่อยให้เป็นเรื่องของเสรีภาพทางความเชื่อส่วนบุคคลไป

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
แนวคิดนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องหลักศีลธรรมที่เป็นสากล เช่น สิทธิมนุษยชน โดยยกให้อยู่เหนือหลักคำสอนทางศาสนา รวมทั้งยึดถือหลักความเสมอภาคระหว่างศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคมตามกฎหมาย
"ผมเห็นว่าพระมหาไพรวัลย์นั้นเก็ต (เข้าใจ) ไอเดียเรื่องเสรีภาพทางศาสนา เก็ตไอเดียเรื่องโลกวิสัยในระดับหนึ่ง และผมเห็นว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำทั้งหมดนี้กำลังเคลื่อนไปสู่โลกวิสัย ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวในเชิงวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งในทางโครงสร้างนั้น เราไม่สามารถไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐโลกวิสัยได้ หรือยกเลิกศาสนจักรของรัฐให้เป็นเอกชน ในเชิงโครงสร้างเราทำแบบนั้นไมได้ แต่ถ้ามีพระออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น อย่างแก๊งแครอท (พระสงฆ์ที่ออกมาเคลื่อนไหวกับเยาวชนตามท้องถนน) หรือพระมหาไพรวัลย์ออกมาแบบนี้มากขึ้น ผมว่ามันอาจจะค่อยเป็นค่อยไป"
แต่หนทางไปสู่การเป็นรัฐโลกวิสัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ที่มาของภาพ, สุรพศ ทวีศักดิ์
"ในทางการเมืองขณะนี้ยังไม่สามารถนิยามได้ชัดเจนว่ารัฐไทยเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ฝ่ายหนึ่งบอกต้องปฏิรูปสถาบันฯ อีกฝ่ายบอกต้องไม่ปฏิรูป….ขณะที่ในเรื่องศาสนานั้น ในกรอบคิดหนึ่งเราบอกว่าถ้ามีความไม่เหมาะสมเกิดขึ้นรัฐต้องเข้ามาจัดการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคมต้องเข้ามาจัดการ นี่เป็นกรอบคิดแบบเดิม แต่กรอบคิดแบบใหม่บอกว่าเราต้องไปสู่สังคมโลกวิสัย เรื่องแบบนี้ต้องปล่อยฟรีแล้ว" ผศ.สุรพศ อธิบาย
เขายังมองว่าเสียงเรียกร้องให้เอาผิดพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์ ที่ในสายตาผู้ร้องเรียนเห็นว่ากระทำการไม่ถูกไม่ควรนั้น น่าจะเป็นเพราะ "ไม่ชอบทัศนคติทางการเมืองของพระ" มากกว่า
"ในแง่พระผู้ใหญ่ ผมว่าฟังก์ชั่น (ทำหน้าที่) ตามแบบพุทธราชาชาตินิยม…ราชาเป็นใคร รัฐธรรมนูญกำหนดว่าเป็นพุทธมามกะ และถ้าดูประวัติศาสตร์ ดูในแง่ปรัชญา และระบบโครงสร้างก็ชัดเจนว่าเป็นพุทธที่ผูกอยู่กับอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐต้องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา และรัฐต้องนำหลักจริยธรรมพุทธศาสนาไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน บังคับเรียนศาสนาในโรงเรียน ทั้งหมดนี้ผมมองเป็นพุทธราชาชาตินิยม และมันมีกฎของศาสนจักรด้วยว่าถ้าพระออกมาแสดงความเห็นอภิปราย เสวนา ชุมนุมทางการเมืองสนับสนุนประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน ถือว่ายุ่งการเมือง แต่ให้พระเทศน์สนับสนุนความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ถือว่ายุ่งการเมือง มันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมาก"

ที่มาของภาพ, พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
สำหรับพระมหาสมปองแล้ว เห็นว่าการเรียนการสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนเป็นสิ่งที่ยังต้องมีต่อไป แม้การเทศนาออนไลน์จะช่วยดึงเยาวชนให้ใกล้ชิดศาสนายิ่งขึ้นได้มากกว่า
"อาจารย์เป็นคนชอบเพิ่ม อะไรมีอยู่แล้วก็ทำไป สวดมนต์ สอนพระพุทธศาสนา ที่มีอยู่แล้วในโรงเรียนก็ทำไป อาตมาไม่ชอบที่จะตัดอะไรออกแล้วอะไรมาแทน แต่จะเติมศาสนาอิสลาม คริสต์ ซิกข์ และอีกหลากหลายความเชื่อเข้ามาก็ไม่เป็นไร"
ผศ.สุรพศ ยืนยันด้วยว่าการเทศน์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย สนุก ตลกของพระนั้น เป็นวัฒนธรรมของพระมหานิกายหรือพระวัดบ้าน ในขณะที่การวางตนเคร่งขรึมและเคร่งครัดในวินัยเป็นนิกายของราชสำนัก
"ความเคร่งวินัยเป็นนิกายของราชสำนักหรือธรรมยุติกนิกาย และสายพระป่า แต่เราก็จะเห็นเรื่องสองมาตรฐานนี้เสมอ เช่นในสมัยหลวงตามหาบัวซึ่งเป็นพระป่าออกมาด่าคุณทักษิณ (ชินวัตร) ก็ไม่มีใครไปร้องว่ายุ่งการเมืองเลย"
สำนักงานพระพุทธศาสนาได้ตอกหมุดย้ำว่า การพูดคุยสดของพระทั้งสองรูปที่ฟังดูไม่ต่างจากบทสนทนาชวนหัวทั่วไปของฆราวาส ถือเป็นความผิดที่ไม่รุนแรงตามพระวินัย แต่ถึงอย่างนั้นพระดังก็ยังถูกนิมนต์ให้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ของสภาผู้แทนราษฎร โดยกลับออกมาพร้อมข้อตกลงว่าจะเพิ่มเนื้อหาสาระในรายการไลฟ์สดให้มากกว่าเดิม

ที่มาของภาพ, พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
และโดยทันทีก็ปรากฏเนื้อหาทางธรรมในรายการไลฟ์สดเพิ่มขึ้น มีการเชิญชวนญาติโยมให้นั่งสมาธิ สวดมนต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นช่วงท้ายรายการที่ออกอากาศตั้งแต่กว่า 1 ชั่วโมง ไปจนถึงกว่า 2 ชั่วโมง ขณะที่ตลอดรายการพระมหาสมปอง และพระมหาไพรวัลย์ ยังคงพูดคุยหยอกเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ แตะประเด็นการเมืองหรือนักการเมืองที่แม้ไม่เอ่ยชื่อก็เป็นที่เข้าใจ ไม่ต่างจากก่อนที่จะถูกเชิญไปชี้แจงที่สภาฯ
สิ่งที่เพิ่มมายังมีช่วงเวลาของการ "unbox" ที่พระทั้งสองรูปแยกกัน "ไลฟ์" เปิดกล่องสิ่งของที่ญาติโยมและเจ้าของผู้ผลิตสินค้านำมาทำบุญ พระสงฆ์ให้พรและกล่าวขอบคุณ พร้อมทั้ง "รีวิว" รับรองคุณภาพของสินค้าที่ได้รับ
ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาที่รับชมรายการ ส่งภาพการนั่งสมาธิ ฟังธรรม บอกเล่าถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตหลังได้ฟังไลฟ์สดของพระดัง กับมีคนส่งคำถามเข้ามามากมาย แต่ยังอยู่ในข่ายที่นักวิชาการด้านปรัชญาอย่าง ผศ.สุรพศ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในรายการไลฟ์น่าจะเข้าถึงแก่นธรรมได้มากกว่านั้น

ที่มาของภาพ, พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
"ถ้าเรามองจริง ๆ ยังไม่ได้เห็นการนำเสนอธรรมะที่ลึกซึ้งในแบบวชิรญาณ หรือในแบบทะไลลามะที่เป็นมูฟเมนต์ (ขบวนการเคลื่อนไหว) ทางความคิดที่สัมพันธ์กับจิตวิญญาณแบบโลกวิสัย คำสอนของทะไลลามะที่ลึกจริง เขาตีความพุทธธรรมให้สอดคล้องกับคุณค่าสมัยใหม่จริง...แต่ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่เราไม่ลึกซึ้งเหมือนทะไลลามะ ก็เพราะคำถามทางศาสนาในบ้านเรามันก็วนเวียนอยู่แค่ ทำแบบนี้จะได้รับกรรมไหม ตายแล้วจะไปไหน เราพูดแบบนี้กับผู้ใหญ่เป็นไรไหม มันก็วนเวียนอยู่แค่นี้ ไม่ได้พัฒนาไปสู่โลกทัศน์ที่ไกลกว่านั้น"
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านปรัชญาสนับสนุนในสิ่งที่พระทั้งสองรูป โดยเฉพาะพระมหาไพรวัลย์เคยแสดงจุดยืน
"ถ้าท่านจะขับเคลื่อนให้สังคมไทยไปสู่สังคมโลกวิสัย ท่านต้องหาให้ได้ว่ามันมีหลักพุทธอะไรที่ส่งเสริมคุณค่าความเท่าเทียมของมนุษย์ ท่านต้องกล้าปฏิเสธว่าคำสอนต่าง ๆ ที่สอนให้คนมองคนไม่เท่ากัน เช่น คนเกิดมาเป็นหญิง เป็นตุ๊ด เป็นเกย์ เพราะทำผิดศีลข้อสามมาก่อน เป็นกรรมเก่า ท่านต้องกล้าที่จะฉีก เหมือนที่นิกายเควกเกอร์สอนว่าการมีทาสเป็นเรื่องผิด อะไรแบบนี้ ต้องมูฟไปถึงระดับนั้น"









