ไอโอ : คณะก้าวหน้าเปิดโปงข้อมูลเครือข่ายปฏิบัติการข่าวสารกองทัพ ด้านเอกชนแถลงโต้ชี้ข้อมูลบิดเบือน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คณะก้าวหน้าเปิดแถลงข้อมูลเครือข่ายปฏิบัติการด้านข่าวสาร หรือ information operation (IO) ของกองทัพ ระบุมีบริษัทเอกชนผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ มีส่วนในการสนับสนุนปฏิบัติการด้านข่าวสารของกองทัพ ด้านผู้บริหารเอ็มกรุ๊ปที่ถูกกล่าวหา เปิดแถลงข่าวโต้อ้างให้ข้อมูลบิดเบือน และแจ้งความเอาผิดไปยัง ปอท. แล้ว
คณะก้าวหน้า แถลงโดยอ้างเอกสารของกองทัพที่มีการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์โดยไม่ทราบที่มา ก่อนหน้านี้ ว่า มีหน่วยทหารทั้งหมด 19 หน่วยงาน มีบัญชีใช้งานทวิตเตอร์ 54,800 บัญชี ที่ใช้เพื่อเผยแพร่ข้อมูล "สายขาว" สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกเกี่ยวกับกองทัพ และสถาบันพระมหากษัตริย์ และ "สายดำ" เพื่อตอบโต้บุคคลที่ในเอกสารระบุว่าเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ซึ่งชี้ว่าคือคณะราษฎร คณะก้าวหน้า พรรคก้าวไกล และผู้ที่วิจารณ์รัฐบาล
น.ส. พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ระบุว่า กองทัพมีปฏิบัติการด้านข่าวสารทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานกับทวิตเตอร์ จำนวน 2 แอป ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่สามารถทวีตข้อความหลายข้อความได้ในเวลาเดียวกันหรือ "ปั่นแท็ก" เพื่อ "ถักทอความจริงขึ้นมาโดยจงใจ"
กก.บห. คณะก้าวหน้า ระบุอีกว่า ในเอกสารของกองทัพที่ทางกองทัพยอมรับเองว่าเป็นของจริง ได้ระบุชื่อหน่วยทหาร กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ปราจีนบุรี ที่ตั้งของกองกำลังบูรพาพยัคฆ์ มีบัญชีปฏิบัติการในระบบไอโอ 17,562 บัญชี โดยอย่างน้อยที่สุด 600 บัญชีเป็นทหาร มีหน่วยงาน ยศ ตำแหน่งชัดเจน
"ในบรรดา 17,562 รายชื่อ เราตรวจสอบพบว่าเป็นทหารจริง ๆ 600 กว่า แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ว่าไม่มีเอกชนทำเรื่องนี้ เรามีสมมติฐานว่ามีบุคคลทั่วไปทำเรื่องนี้ด้วย "
"คำถามที่ว่าทหารอาจเผยแพร่ด้วยความสมัครใจนั้น ถ้ามีข้อความที่เหมือนกันเป็นพันข้อความ ท่านทำตามคำสั่งท่านไม่ได้สมัครใจและเป็นการทำในเวลาหลวง อันนี้ที่เป็นปัญหา" น.ส. พรรณิการ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, กองโฆษก คณะก้าวหน้า
ข้อมูลที่คณะก้าวหน้าเปิดแถลงวันนี้ (1 ธ.ค.) เป็นการตอบโต้การแถลงข่าวของกองทัพบก เมื่อวันที่ 28 พ.ย. หลังมีเอกสารจำนวนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นเอกสารกองทัพเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่ง พอ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. ได้ออกมาปฏิเสธว่ากองทัพไม่ได้มีการว่าจ้างบริษัทเอกชน ดำเนินปฏิบัติการข่าวสารตามที่มีความพยายามกล่าวหา
รองโฆษก ทบ.ได้ชี้แจงถึงเอกสารข้อมูลที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ผังโครงสร้างที่ปรากฏก็เป็นการจัดหน่วยประชาสัมพันธ์ เพื่อทดลองกระจายข้อมูลเชิงบวกให้กับบัญชีทวิตเตอร์ด้วยแอปพลิเคชั่นดังกล่าว และมีการลงทะเบียนใช้งานอย่างเปิดเผย"
เอกสารที่มีการอ้างว่าเป็นของกองทัพและนำมาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นผังโครงสร้างของ "การปฏิบัติของกลุ่ม Twitter Broadcast" ผู้ควบคุมระบบ เชื่อมโยงไปยัง 4 หน่วยงาน ได้แก่ ร.2 รอ. หรือ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ร.12 รอ. ร.21รอ. และ ป.2รอ.
เมื่อเดือน ต.ค. ทวิตเตอร์ได้ระงับการใช้งานบัญชี 926 บัญชี ที่เชื่อว่าเป็นเครือข่ายปฏิบัติการไอโอ ของกองทัพบก โดยระบุว่า ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ทวิตเตอร์ตรวจสอบพบเครือข่ายบัญชีผู้ใช้ที่มีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการด้านข่าวสารของรัฐ
ขณะที่วานนี้ (30 พ.ย.) รอยเตอร์รายงานว่า ทวิตเตอร์ได้ระงับบัญชีผู้ใช้งานของโรงเรียนจิตอาสาพระราชทานที่ใช้ชื่อบัญชีว่า @jitarsa_school บัญชีดังกล่าวมีพฤติกรรมการใช้งานอย่างผิดวัตถุประสงค์ ด้วยการได้ส่งข้อความสแปมจำนวนมาก และบิดเบือนข้อมูลบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เปิดชื่อเอกชน เชื่อมโยงปฏิบัติการไอโอกองทัพ
กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ยังเผยข้อมูลที่ของเอกชนที่เป็นผู้เผยแพร่แอปพลิเคชั่น 2 แอป และผู้บริหารของเซิรฟ์เวอร์ที่แอป ใช้เป็นโดเมน รวม 3 คน ว่าเป็นทั้งวิทยากรอบรมจิตอาสา 904 และเกี่ยวกับโครงการที่ชื่อว่า "คืนคุณแผ่นดิน"
น.ส.พรรณิการ์ ได้แสดงภาพถ่ายของผู้บริหารเครือบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ที่แอปพลิเคชั่น 2 แอป ข้างต้นใช้งาน ว่าเป็นผู้มีกิจการต่าง ๆ และทำกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ ลงเรียนหลักสูตรของจิตอาสาพระราชทาน เป็นผู้ถวายผ้ากฐินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าไปบรรยายหลักสูตรพิเศษอบรมการใช้โซเชียลมีเดียของโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน 904 และ "เป็นผู้เข้านอกออกในกองทัพ"
เธอได้แสดงภาพบุคคลดังกล่าวที่อ้างว่าเป็นเหตุการณ์ในวันสถาปนา ร.31รอ. ทหารหมวกแดงที่ จ.ลพบุรี เดินอยู่ท่ามกลางผู้บัญชาการเหล่าทัพหลายคน
"แสดงว่าเข้านอกออกในและมีความสนิทสนมกันจริง ๆ" น.ส.พรรณิการ์ ระบุ และเสริมว่า พบการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ของบุคคลนี้ในช่วง 3 ปี ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และเคยให้สัมภาษณ์ว่าเราจะยิ่งใหญ่กว่ากูเกิลให้ได้
ผู้บริหารเอ็มกรุ๊ปแถลงโต้ อ้างคณะก้าวหน้าให้ข้อมูลบิดเบือน
นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานกลุ่มเอ็มกรุ๊ปที่คณะก้าวหน้าระบุว่าอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการไอโอของกองทัพ ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงประเด็นที่ถูกกล่าวหาเป็นข้อ ๆ โดยยอมรับว่าเป็นเจ้าของแอปและเซิร์ฟเวอร์ที่กองทัพบกใช้งานจริง แต่เป็นการให้ใช้ฟรีโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน นอกจากนี้วิทยากรของบริษัทยังเป็นผู้เข้าไปสอนเจ้าหน้าที่ทหารให้รู้จักการใช้โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีต่าง ๆ จริง และให้ใช้โดเมนเนม "เอ็มเฮลป์มี" ของทางเอ็มกรุ๊ปจริง เพราะตนเองเป็นจิตอาสา 904 ภาคประชาชนที่ต้องการคืนคุณแผ่นดินและแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่คณะก้าวหน้านำมาเผยแพร่มีหลายส่วนที่บิดเบือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับสถานะทางบัญชีของบริษัทซึ่งตนได้ไปแจ้งความเอาผิดยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) แล้ว
นายประสิทธิ์ยืนยันด้วยว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด แต่ที่สามารถ "เข้านอกออกในกองทัพ" ได้ เพราะได้ทำโครงการพัฒนาความรู้ให้ทหารร่วมกันโดยตนไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด
เปิดโครงสร้างไอโอ ฝ่ายปฏิบัติการ- สนับสนุน และ "สายดำ" "สายขาว"
น.ส.พรรณิการ์ บรรยายว่า ปฏิบัติการไอโอแบ่งเนื้อหาข่าวสารผ่านทวิตเตอร์ออกเป็น "สายขาว" และ "สายดำ" ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ผลิตเนื้อหา นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างของฝ่ายปฏิบัติการกับฝ่ายสนับสนุน โดยฝ่ายปฏิบัติการแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ซ.1 ฝึกการใช้งาน ซ.2 เป็นผู้ที่ใช้งานเป็นบ้างแล้ว ทำหน้าที่กดรีทวิต กดหัวใจ กดติดตาม และ ซ.3 "ทำหน้าที่ทวิตข้อความ ริชคอนเทนท์ เป็นข้อความมีเนื้อหาสาระที่มีเนื้อหา เอาไปเขียนข่าวได้ มีรูป วิดีโอ พร้อมใช้งาน"
ในกลุ่มสุดท้าย ยังแยกย่อยออกเป็น ซ.3.1 เน้นการสร้างผู้ติดตาม โดยทั่วไป บัญชีกลุ่มนี้มีผู้ติดตามหลักร้อยถึงพันคนทำหน้าที่ปล่อยข้อมูล "สายขาว" ซึ่งมีฝ่ายสนับสนุนที่เป็นนักเล่าเรื่อง เป็นคนเขียนเล่าเรื่องเชิงบวกสร้างภาพลักษณ์แก่กองทัพและสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งข้อมูลให้ ส่วนกลุ่ม ซ.3.2 เป็นบัญชีที่แพร่ข้อมูล "ชุดด้อยค่า แพร่มลทินให้กับประชาชน" น.ส.พรรณิการ์ เปิดเผย
สไลด์การบรรยายประกอบของคณะก้าวหน้า อ้างว่า มีเจ้าหน้าที่ผลิตสื่อดำ ทำหน้าที่ "รวบรวมข้อมูลจากหน่วยเหนือ ค้นเพิ่ม เก็บข้อมูล รูปภาพ วิดีโอด้านลบของ ฝตข. (ฝ่ายตรงข้าม) ผลิตสื่อให้กับ ซ.3.2" และ "รวบรวมข้อมูลการตอบโต้ของ ฝตข. (ฝ่ายตรงข้าม) ส่งให้ทีมผู้ควบคุมเพื่อวิเคราะห์ต่อไป"
สมาชิกคณะก้าวหน้าระบุว่า หนึ่งในลักษณะบัญชีทวิตเตอร์ที่เชื่อมโยงกับกองทัพและจงใจปั่นกระแสในลักษณะสแปม "บางคนเปิดหน้าเป็นทหาร แต่ส่วนใหญ่ไม่เปิดเผยชื่อ-หน้า"
"บัญชีต่าง ๆ เพิ่งมีการเปิดใช้ทวิตเตอร์เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา มีการทวีตข้อความซ้ำซากจำนวนมาก ติดแฮชแท็กพร้อมกันในห้วงเวลาเดียวกัน ติดตามกันเองในวงแคบ ส่วนใหญ่ใช้หมาแมวหรือดาราของเกาหลีเป็นโปรไฟล์ของตัวเองแทน"
ชี้หลังจากเอกสารหลุด แอปฯ ถูกถอดออกจากูเกิลเพลย์
แม้กองทัพบกออกแถลงยืนยันว่าเอกสาร 25 หน้า เป็นการสอนเพื่อพัฒนาการสื่อสารออนไลน์ โดย พอ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. ชี้แจงเมื่อวันที่ 28 พ.ย. เกี่ยวกับการใช้แอปฯ ในเอกสาร เป็น "ฟรีซอฟต์แวร์" ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ น.ส.พรรณิการ์ ชี้ว่า ภายหลังเรื่องนี้เป็นประเด็น แอปดังกล่าวได้ถูกถอดออกไปจากกูเกิลเพลย์เพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอตั้งคำถามว่า "ถ้าบริสุทธิ์ใจ ทำไมต้องถอดแอปหนี"
"จริงหรือไม่ แอปที่ใช้ เป็นแอปที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้เป็นฟรีซอฟต์แวร์" เธอตั้งคำถาม ก่อนระบุว่าแอป ดังกล่าวเป็นแอปที่ใช้เป็นการภายใน "แอปนี้ใคร ๆ ก็โหลด ได้แต่ใช้ไม่ได้ เป็นแอป ที่ใช้ได้เฉพาะภายในที่มีรหัสเท่านั้น ถ้าใครแคปหน้าจอจะมีการแจ้งเตือนทันที"
กก.บห. คณะก้าวหน้า ยังกล่าวถึงภาพของทหารที่ใช้โทรศัพท์มือถือที่แพร่ทางโซเชียลมีเดียว่าที่หน้าจอเป็นภาพที่กำลังใช้งานทวิตเตอร์
"ทหารเกณฑ์เหล่านี้ถูกบังคับให้เผยแพร่ปฏิบัติการ ทั้งหมดทำไปโดยใช้ภาษีของประชาชน เป็นเวลาที่ควรเอาไปใช้ภารกิจของกองทัพ ไม่ใช่เอาไปรบกับประชาชนบนโลกออนไลน์"

ที่มาของภาพ, Thai News pix
ทบ. แจง "ปฏิบัติการข่าวสารเป็นเรื่องปกติในหลักสูตรทางทหาร"
คำชี้แจงที่กองทัพบกส่งให้สื่อมวลชนวันนี้ (1 ธ.ค.) ระบุว่า "การอบรมให้ความรู้ทหารเรื่องออนไลน์และปฏิบัติการข่าวสาร เป็นเรื่องปกติในหลักสูตรทางทหาร"
พอ.หญิง ศิริจันทร์ รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า ภาพทหารกับการใช้โซเชียลมีเดีย ภาพการใช้โทรศัพท์ของทหาร และภาพการอบรมความรู้ทางทหาร ซึ่งถูกเชื่อมโยงไปถึงการทำปฏิบัติการข่าวสาร "เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน"
"ส่วนที่ปรากฎภาพทหารนั่งเรียนเรื่องพื้นฐานการปฏิบัติการข่าวสารหรือ IO นั้น ขอเรียนเพื่อความเข้าใจว่า ภาพดังกล่าวเป็นการเรียนการสอนตามปกติของหน่วยทหาร ที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของวิชาการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation : IO) เนื่องจากเป็นไปตามหลักนิยมทางทหาร และเรื่องการปฏิบัติการข่าวสาร ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารรูปแบบหนึ่ง ที่มีใช้อยู่ในกองทัพ หลายประเทศทั่วโลก จึงจำเป็นที่ทหารไทยจะต้องเรียนรู้ให้เท่าทันกับต่างประเทศ เพื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันประเทศได้"








