รัฐประหาร รสช. โดย พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ เปิดบันทึกรัฐบาลอังกฤษหลังปิดลับ 27 ปี

    • Author, เผด็จ ขำเลิศสกุล
    • Role, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สหราชอาณาจักร

เกือบ 1 ปี หลังการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ส่งรายงานบทเรียนจากการรัฐประหาร 23 ก.พ. 2534 ให้กระทรวงการต่างประเทศ ในกรุงลอนดอน มุมมองของเขาเรื่องการเมืองไทย เมื่อ 3 ทศวรรษ ยังเป็นความจริงถึงปัจจุบัน

17 ม.ค. 2535 เซอร์ ไมเคิล แรมซีย์ เมลฮ์อูอิช (Michael Ramsay Melhuish) เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ส่งรายงานชื่อ "ประเทศไทย: บทเรียนจากการรัฐประหาร" จากกรุงเทพฯ ถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในกรุงลอนดอน เอกสารนี้เพิ่งถูกปรับลดชั้นความลับมาเป็นเอกสารที่เผยแพร่ต่อสาธารณะได้เมื่อ 25 ก.ย. 2562

เอกสารความยาว 10 หน้านี้ ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ 23 ก.พ. 2534 วันที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ซึ่งนำโดย พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ. สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก, พล.อ. อิสระพงศ์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เหตุผลของการรัฐประหารโดย รสช. ที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการในคำชี้แจงเหตุผลการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตามแถลงการณ์ รสช. ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 23 ก.พ. 2534 มีทั้งสิ้น 5 ประการ ได้แก่

  • พฤติการณ์การฉ้อราษฎร์บังหลวง
  • ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำผู้ซื่อสัตย์สุจริต
  • รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา
  • การทำลายสถาบันทหาร
  • การบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

เอกสารระบุว่า การรัฐประหารดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยในปี 2534 เป็นประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากที่ยอมให้มีการยึดอำนาจทางทหารต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ 1950, 60 และ 70 นับแต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ระบบพรรคการเมืองไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าอาจจะมีความไม่ราบรื่นอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลง จากสถานะในอดีตที่พรรคการเมืองที่อาจจะดูเหมือนจะเป็นแค่ส่วนประกอบในระบบรัฐราชการไปสู่บทบาทที่สำคัญมากขึ้นในฐานะของการเป็นตัวแทนประชาชน

แต่นับจากการเข้ายึดอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถกเถียงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งได้กำหนดให้ รสช. แปรสภาพเป็นสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติและได้มอบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ พล.อ. สุนทร ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ยิ่งทำให้สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ รสช. อย่างมาก และทำให้ถูกมองว่าเหตุผลทั้ง 5 ประการ ของการรัฐประหารเป็นข้อแก้ตัวที่กลวงเปล่า ดังจะเห็นได้จากการตรวจสอบการทุจริตภายใต้รัฐบาล พล.อ. ชาติชาย มุ่งเน้นไปที่นักการเมืองบางคน ในขณะที่การทุจริตของทหารที่โจ่งแจ้งไม่แพ้กันก็ถูกเพิกเฉย

ความมุ่งมั่นเพื่อประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าทัศนคติของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย (พ.ศ. 2531-2534) ไม่ค่อยดี แต่ประชาชนก็เริ่มที่จะมีความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยแบบสากลมากขึ้นและมีความรู้สึกหวงแหนมากขึ้นกับรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย สาเหตุสำคัญนี้มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งได้เพิ่มจำนวนและความสำคัญของชนชั้นกลางในเมืองอย่างมากและมีนัยสำคัญ ความเติบโตอย่างเห็นได้ชัดของคนชั้นกลางในเมืองนี้ในทางกลับกันก็นำพาให้คนในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ห่างไกลออกไปสามารถที่จะติดต่อกับโลกภายนอกได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพาและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ดังนั้นทัศนคติของรัฐบาลต่างประเทศ นายธนาคารและนักธุรกิจมีผลกระทบที่สำคัญมากขึ้นต่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย คนไทยจำนวนมากเริ่มตระหนักแล้วว่าการยึดอำนาจของทหารและการปกครองแบบเผด็จการนั้นไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและอาจส่งผลเสียทางเศรษฐกิจได้

นอกจากเหตุผลในความมุ่งมั่นเพื่อที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวข้างต้นในรายงานนี้ได้กล่าวว่าเหตุผลในเรื่อง 'หน้าตา' ก็เข้ามามีบทบาทเช่นกันเนื่องจากคนไทยไม่ต้องการถูกมองว่า 'ล้าหลัง' ในประชาคมโลก และในเดือน ส.ค. 2534 ก็มีเหตุการณ์พยายามทำรัฐประหารในสหภาพโซเวียตเพื่อเข้าควบคุมประเทศจากนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนไทยมีความรู้สึกละอายใจที่คนรัสเซียสามารถยืนหยัดต่อสู้กับทหารได้ในขณะที่คนไทยไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

รัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน

รายงานฉบับนี้กล่าวถึงรัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ว่าเป็นรัฐบาลที่ได้รับความยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตัวนายอานันท์ เซอร์แรมซีย์ยกย่องว่าเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์และมีความสามารถเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลของนายอานันท์กับ รสช. ไม่ค่อยดีนัก สาเหตุคือสมาชิกบางคนใน รสช. ถูกรัฐบาลของนายอานันท์ขัดขวางในการผลักดันให้ผ่านข้อตกลงในการซื้ออาวุธซึ่งมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมีการขัดแย้งกันกันระหว่าง รสช. และรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการพื้นฐานที่สำคัญซึ่งริเริ่มภายใต้รัฐบาลของ พล.อ. ชาติชายซึ่งนายอานันท์พยายามที่จะแก้ไขเงื่อนไขสัญญาเพื่อประโยชน์ของชาติ ในรายงานให้ความเห็นว่า สาเหตุสำคัญของความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างรัฐบาลของนายอานันท์และ รสช. คือการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย

ทูตอังกฤษให้ความเห็นว่ารัฐบาลของนายอานันท์ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีการศึกษาแบบตะวันตกและมีแนวความคิดที่ค่อนข้างจะเสรีนิยมและมีความต้องการที่จะนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าและสามารถที่จะแข่งขันระหว่างประเทศได้ ในขณะที่ฝ่ายกองทัพซึ่งอยู่ในรูปแบบคณะ รสช. ซึ่งยังคงยึดติดกับสังคมแบบอนุรักษนิยมแบบดั้งเดิม กองทัพตระหนักถึงสถานะและศักดิ์ศรีของตนเป็นอย่างมากและไม่พอใจต่ออำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นนายทุนไทยที่ได้รับค่าตอบแทนมหาศาลเมื่อเทียบกับรายได้ทหารที่น้อยนิด และรัฐบาลของนายอานันท์ก็มีความพยายามที่จะกีดกันผู้นำเหล่าทัพในการเข้ามามีตำแหน่งในคณะกรรมการต่าง ๆ ซึ่งผู้นำเหล่าทัพมองว่าเป็นแหล่งรายได้ตามธรรมเนียมที่เคยทำมา

"พวกเขา [ผู้นำเหล่าทัพ]ควรได้เรียนรู้จากปีที่ผ่านมาว่าอย่างน้อยพันธมิตรในระบบราชการดั้งเดิมของพวกเขามีมุมมองใหม่ต่อโลกและไม่สามารถพึ่งพาเพื่อช่วยให้พวกเขายึดอำนาจได้อีกต่อไป" ทูตอังกฤษระบุและกล่าวอีกไปว่า "อานันท์เข้าแทรกแซงในช่วงเวลาสำคัญในการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญเพื่อบอกว่าเขา 'ผิดหวัง' กับร่างที่จัดทำโดยสภานิติบัญญัติที่มีกองทัพบงการ"

ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

เซอร์แรมซีย์ ได้ให้ความเห็นเชิงวิเคราะห์ต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญและวิธีการที่พรรคการเมืองจะลงสมัครรับเลือกตั้งซึ่งความเห็นของเขาแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนที่มีมาอย่างต่อเนื่องของประชาธิปไตยไทย ทันทีหลังการรัฐประหารมีการอภิปรายกันอย่างคึกคักถึงแนวทางปฏิรูประบบการเมืองไทยเพื่อขจัดการทุจริต การอภิปรายนี้ "…มุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่องการ 'แบ่งแยกอำนาจ' เป็นหลักเพื่อหาวิธีแยกอำนาจบริหารออกจากสภานิติบัญญัติเพื่อไม่ให้นักการเมืองมองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงเส้นทางไปสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งพวกเขาใช้ตักตวงเพื่อสร้างความมั่งคั่งซึ่งนำไปสู่การซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือใช้ในการรวบรวมผู้สนับสนุนในรัฐสภา"

ข้อเสนอแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจนี้ เซอร์แรมซีย์อธิบายว่า "ตั้งอยู่บนรากฐานของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งหากผู้บริหารไม่ได้มาจากรัฐสภาก็จะได้รับความชอบธรรมจากการเลือกตั้งโดยตรงเท่านั้น แต่สิ่งนี้เสี่ยงต่อการปรากฏตัวของบุคคลที่มีบทบาทคล้ายประธานาธิบดีที่อาจมาแข่งขันกับตำแหน่งอันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ "

ร่างแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ เซอร์แรมซีย์ ระบุว่ามีแนวคิดใหม่ ๆ มีการก่อตั้งขณะผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะเลือกสมาชิกวุฒิสภาร่วมกัน แต่ร่างนี้ได้รับการแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ครอบงำโดยทหารซึ่งจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในแนวดั้งเดิมตามจารีตและมีการเพิ่มอำนาจขึ้นอย่างมีนัยสำคัญให้กับวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะ รสช. ในความเห็นของเซอร์แรมซีย์ การอภิปรายครั้งนี้แสดงให้เห็น "ถึงความล้มเหลวของการเมืองไทยซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการแก้ไขโครงสร้างทางการเมืองที่เหมาะสมกับประเทศอยู่แล้ว " เซอร์แรมซีย์ยังแสดงทัศนะอีกว่าการ 'แบ่งแยกอำนาจ' "ไม่มีความเป็นไปได้ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีกษัตริย์เป็นประมุข และในขณะที่ระบอบประชาธิปไตยที่นำโดยทหารก็ไม่เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่สถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองต่าง ๆ และทัศนคติของสาธารณะ"

นักการเมือง

รายงานของเซอร์แรมซีย์นี้กล่าวว่าเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2534 ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ซึ่งถูกครอบงำโดย "บุคคลที่มีอิทธิพล" ได้แก่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการเพิ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนและจะพยายามเชื่อมโยงตัวเองกับบุคคลใดก็ตามที่ดูเหมือนว่าจะสามารถให้ตำแหน่งได้ สำหรับพรรคการเมืองก็เป็นการรวมตัวกันแบบหลวม ๆ โดยไม่มีองค์กรระดับรากหญ้าที่จะกำหนดอุดมการณ์ของพรรคหรือมีความสามารถในการที่จะบังคับใช้วินัยกับสมาชิกในพรรค สมาชิกรัฐสภาสามารถย้ายพรรคได้อย่างง่ายดายและทั้งพรรคก็สามารถย้ายจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลได้ง่าย ๆ ดังที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลของ พล.อ. ชาติชายสับเปลี่ยนรัฐบาลในเดือน ธ.ค. 2533 สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ไม่น่าแปลกใจที่คนไทยโดยทั่วไปดูแคลนการเมือง

เซอร์แรมซีย์กล่าวว่าในปี 2535 จะครบรอบ 60 ปีของการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในประเทศไทยซึ่ง 60 ปีเป็นเวลาไม่นานพอที่ประชาชนจะย้ายจากสังคมที่พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทั้งหมดไปยังสังคมที่ประชาชนจะต้องรับผิดชอบต่อตนเอง ในตอนท้ายของรายงานชิ้นนี้ เซอร์แรมซีย์ สรุปว่ารัฐบาลไทยที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะยังคงไม่มีความมั่นคงตราบเท่าที่ยังไม่มีโครงสร้างพรรคที่พัฒนาแล้วและผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่เลือกนโยบายมากกว่าตัวบุคคล ทั้งหมดนี้ เซอร์แรมซีย์เห็นว่ามีสัญญาณเพียงเล็กน้อยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ทว่า สิ่งที่รายงานของเซอร์แรมซีย์ไม่ได้เขียนไว้ คือ การเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2535 พรรคสามัคคีธรรม ที่ก่อตั้งโดยเครือข่าย รสช. ได้คะแนนเสียงมากที่สุด รวบรวมพรรคการเมืองอื่น ๆ ในสภาผู้แทนฯ เลือก พล.อ. สุจินดา ที่ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางความไม่พอใจของชนชั้นกลาง ออกมาชุมนุมตามท้องถนน โจมตีอดีตผู้บัญชาการทหารบกที่พูดว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ" พร้อมกับเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง

การชุมนุมนำไปสู่การปราบปรามด้วยอาวุธจริงโดยทหาร ตั้งแต่ 17-21 พ.ค. ทำให้เกิดความสูญเสีย กระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 44 ราย บาดเจ็บรวม 1,728 ราย (สาหัส 47 ราย) และสูญหายอีก 48 ราย แต่หลายฝ่ายคาดกันว่าตัวเลขจริง สูงกว่านั้นมาก