เลือกตั้ง 2562 : ส.ศิวรักษ์ ชี้ "สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่เหนือความรักความชังของผู้คน"
"สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่เหนือการเมือง เกลือกกลั้วการเมืองไม่ได้ เพราะเล่นการเมืองมีทั้งคนรักคนชัง แต่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ต้องอยู่เหนือความรักความชังของผู้คน" เป็นทัศนะของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ "ปัญญาชนสยาม" และนักคิด นักประวัติศาสตร์ วัย 86 ปี ต่อ "ปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ"
ในห้วงเวลากว่า 13 ชั่วโมงของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ "อึกทึกครึกโครมทั้งแผ่นดิน" เมื่อปรากฏพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)
ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกไปอีกทาง หลังมีพระราชโองการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประกาศว่า "การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควร ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"
สุลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ระบุว่า "ในแง่ของทูลกระหม่อมหญิงฯ ท่านก็ถือว่าท่านมีสิทธิเสรีภาพจะทำได้ เพราะท่านออกจากความเป็นเจ้าแล้ว แต่ทีนี้ในแง่ของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านเห็นว่าถึงจะลาออกแล้วก็ตาม แต่ยังใกล้ชิดกับพระราชวงศ์อยู่ ทำให้เสื่อมเสีย ท่านถึงได้มีประกาศพระราชโองการห้ามเด็ดขาดเลย"

ที่มาของภาพ, BBC THAI/WASAWAT LUKHARANG
นี่คือความคิดของผู้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น "ปัญญาชนสยาม" ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "ฝ่ายนิยมกษัตริย์" พร้อม ๆ กับที่ ทษช. กำลังเผชิญวิบากกรรมครั้งใหญ่ในสมรภูมิเลือกตั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วันที่ 14 ก.พ. รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้พิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบ ทษช. เพราะเห็นว่าเสนอพระนามของทูลกระหม่อมฯ เป็น "การกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
"พระเจ้าอยู่หัวมีความสามารถมาก ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเร็ว เพราะฉะนั้นก็ออกพระราชโองการมาทันทีทันใดเลย... เมื่อประกาศออกมาแล้ว ในสังคมไทย วัฒนธรรมไทย คำประกาศนั้นศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถที่มีใครจะหลีกเลี่ยงได้" สุลักษณ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters
"บ้านเมืองนี้ต้องเล่นซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา"
สุลักษณ์ กล่าวว่า โดยทฤษฎีพระนามของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เรียกว่าท่านผู้หญิง แต่เนื่องจากว่าพระองค์เคยทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ แม้จะถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้ว แต่ด้วยขนบประเพณีของไทยที่มีมา ราษฎรก็เรียกพระองค์ท่านว่าทูลกระหม่อมฯ
อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ตามความเห็นของสุลักษณ์ คือ "เลือดสีน้ำเงิน อย่างไรก็สลัดออกไม่ได้" เป็นใจความตอนหนึ่งที่ปรากฏในพระราชโองการ วันที่ 8 ก.พ.
"แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์... การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"

ที่มาของภาพ, TORSTEN BLACKWOOD/AFP/Getty Images
ขณะที่การนำเสนอพระนามทูลกระหม่อมฯ เป็นนายกฯ ในบัญชีของ ทษช. ถูกนักวิเคราะห์ต่างชาติบางส่วน ถอดรหัสออกมาว่ามีอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร "อยู่เบื้องหลัง" และ "เป็นผู้ส่งสัญญาณ"
อย่างไรก็ตาม นักคิดนักประวัติศาสตร์ผู้นี้มองว่า การอ่านสัญญาณที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเข้าใจ เป็นการ "อ่านประวัติศาสตร์ไทยไม่ออก"
"เขามีความเป็นไทยน้อยมาก เขานึกอย่างเดียวว่าเขาฉลาด เก่ง และรวย ถ้าไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งแล้วเนี่ย มันให้โทษมากกว่าให้คุณ" สุลักษณ์ กล่าว
"ทุกอย่างจะรวมตัวกันทักษิณจะกลับมา ยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) จะกลับมา จะรอมชอม จะดี จะร่วมกันต่าง ๆ เขามีสิทธิที่จะมอง แต่มองผิด ในพระราชโองการชัดเจนเลย ในหลวงท่านไม่เล่นกับใครลับหลัง ท่านพูดตรงไปตรงมาเลย ไม่เอา เอาอย่างนี้ ตรงไปตรงมา นี่ผมว่าน่าจะดีใจนะที่ในหลวงท่านบอกว่า บ้านเมืองนี้ต้องเล่นซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา"
บีบีซีไทยพยายามติดต่อนายทักษิณเพื่อขอความคิดเห็นต่อคำกล่าวข้างต้น แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
ประยุทธ์สู้
หลังการเปิดตัวทูลกระหม่อมฯของ ทษช. ในเวลาที่ห่างกันไม่ถึงห้านาที ของเช้าวันที่ 8 ก.พ. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยระบุไว้ตอนหนึ่งในแถลงการณ์ว่า เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายนัก และ "พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย"
ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ผู้คนในสังคมการเมืองไทยอ่านสัญญาณไปอีกทิศทางหนึ่ง และมีหลายเสียงอ้างถึง "ภารกิจที่ไม่อาจปฏิเสธ" ซึ่ง สุลักษณ์ ไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ และชี้ว่าคงต้องถามตัว พล.อ. ประยุทธ์เอง
เปลี่ยนพระเอก-นางเอกใหม่
ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเครือข่ายของนายทักษิณเผชิญวิบากกรรม หลังการรัฐประหาร 2549 พรรคไทยรักไทยที่เขาก่อตั้ง ถูกสั่งยุบ แล้วเกิดใหม่เป็นพรรคพลังประชาชน จนมาสู่พรรคเพื่อไทย และแตกย่อยออกมาเป็นพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็น "พรรคพี่-พรรคน้อง" ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภายใต้พรรคที่เปลี่ยนชื่อใหม่ ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่ สุลักษณ์ เรียกว่า "พระเอก-นางเอก" เรื่อยมา จนกระทั่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ที่ต้องออกนอกประเทศด้วยคดีจำนำข้าว เมื่อปี 2560
สุลักษณ์ กล่าวว่า แม้มี "ปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ" ที่ทักษิณพยายามเปิดดีลกับชนชั้นนำ เขาเห็นว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นก็ยังมีความสำคัญ ส่วนอดีตนายกฯ ทักษิณ ก็แค่เปลี่ยนผู้เล่นใหม่
"อันนี้หมายความว่าเปลี่ยนนางเอกคนเดียวอยู่แล้ว ผมบอกแล้วไงทักษิณก็ต้องหานางเอก พระเอกคนใหม่มาเล่น ทักษิณไม่ใช่คนโง่นี่"
สุลักษณ์มองว่า แม้ แต่เรื่องนี้ไม่น่าจะใช่ความเสี่ยงสูงสุดในชีวิตครั้งสุดท้ายของอดีตนายกฯ ทักษิณ
"ทักษิณเขาเป็นคนกล้ามาตลอดเวลา เขากล้าเสี่ยง... เขาเคยเปรียบเทียบว่าเขาเหมือนกับ อ.ปรีดี พนมยงค์ เขาต้องไปอยู่ต่างประเทศเหมือน อ.ปรีดี แต่ต่างกันเลย อ.ปรีดี ทำทั้งหมดเพื่อบ้านเมือง เพื่อราษฎร เพื่อความถูกต้องดีงาม ทักษิณทำตรงข้ามหมดเลย เขาฝันหวานว่าเป็นเหมือน อ.ปรีดี พนมยงค์ แต่เขาไม่ใช่วีรบุรุษ" สุลักษณ์ กล่าวกับบีบีซีไทย
"เขาคงจะกล้าเสี่ยงอีกเยอะ ๆ เขาเป็นคนเก่ง เป็นคนกล้า กล้าเสี่ยงกล้าทำ ส่วนมากจะนำความหายนะมาสู่บ้านเมือง"
เชื่อ ร. 10 ทรงมีพระราชประสงค์เห็นการเลือกตั้งที่เรียบร้อย
การเปลี่ยนผ่านประเทศจากการถือครองอำนาจของคณะรัฐประหารที่อยู่มาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ผ่านการเลือกตั้งที่ผู้เขียนกติกามีที่มาจาก คสช. ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ผูกโยงกับความมั่นคงของสถาบันในช่วงก่อนมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สุลักษณ์ ชี้ว่า กองทัพเข้าใจตัวเองว่าเป็นคนที่ปกป้องสถาบันได้ดีที่สุด แต่ภายใต้ภารกิจเพื่อราชบัลลังก์ เขาเห็นว่า ประชาชนไม่ถูกรวมในภารกิจนี้
"กองทัพเขาคิดอย่างนั้นตลอดเวลาอยู่แล้ว เขาไม่เห็นราษฎรอยู่ในสายตาเลย กองทัพเป็นรัฐภายในรัฐ คุณเห็นไหม ทุกอย่างเลย เขามีมหาวิทยาลัยเขาเอง มีโรงพยาบาลเขาเอง เขามีทุกอย่างของเขาเองหมด แต่เขาไม่ทำเพื่อประโยชน์ราษฎรเลย"
เกี่ยวกับท่าทีของกองทัพ หลังจากเหตุการณ์ในวันที่ 8 ก.พ. พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวยืนยันว่า ทหารยืนอยู่ข้างประชาชน และทุกคนต้องอยู่ในกติกาของตัวเอง
"ผมยืนยันว่ากองทัพวางตัวเป็นกลาง และจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชน ที่บอกไว้แล้วว่าอย่าล้ำเส้น คำนี้ก็มีความหมายอยู่แล้ว" พล.อ. อภิรัชต์ กล่าวเมื่อวันที่ 13 ก.พ.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แต่หากให้คาดการณ์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองหลังจาก "ปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ" ผ่านการเลือกตั้ง และไปถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในเดือน พ.ค. สุลักษณ์ ไม่ขอประเมิน แต่เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหวังให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
"ผมไม่ใช่หมอดูคงบอกคุณไม่ได้หรอก แต่ท่านก็คงจะหวังว่าเลือกตั้งก็คงจะเรียบร้อยดี งานราชาภิเษกของพระองค์ท่านคงจะได้มี ส.ส. เข้ามา มีรัฐบาลที่เรียบร้อยมาทำหน้าที่ เพื่อที่ว่าพระราชพิธีบรมราชภิเษกจะได้งดงามจะได้เลียบพระนครอย่างโอฬารึก" สุลักษณ์กล่าวกับบีบีซีไทย
นิมิตรดีคนรุ่นใหม่ลงแข่งเลือกตั้ง
การเลือกตั้งในช่วงที่มีการพระราชพิธีสำคัญรออยู่ รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งที่จะคงเสถียรภาพให้บ้านเมืองราบรื่นในความคิดของเขา คือ พรรคที่ชนะเสียงข้างมากควรจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
"นิมิตรดีคือคนรุ่นใหม่มาลงเลือกตั้งกันเยอะ ก็หวังว่าเลือกตั้งครั้งนี้คงจะไม่สกปรก คงจะได้คนรุ่นใหม่เข้ามา คนรุ่นใหม่เข้ามาสามารถปกครองบ้านปกครองเมืองได้ก็ดีไป"
ไม่ไว้ใจทหาร
อย่างไรก็ตาม สุลักษณ์ ชวนย้อนให้ดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยกับอำนาจของกองทัพในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตั้งแต่ปี 2475

ที่มาของภาพ, Reuters
"ได้ผลยังไง ผมก็ยังไม่ไว้ใจทหาร แม้คนรุ่นใหม่สามารถปกครองได้ เดี๋ยวทหารก็ยึดอำนาจอีก ตั้งแต่ 2490 ทหารไม่เคยอนุญาตให้มีประชาธิปไตยได้นานเลย ดีไม่ดียึดอำนาจอีกแล้ว เรามีรัฐประหารกันเป็นว่าเล่น เพราะทหารก็คิดว่ารัฐเป็นรัฐของเขาอยู่ ตอนนี้ประยุทธ์ก็เตรียมเป็นนายกฯ เห็นไหม พวกนี้มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่เคยคิดถึงหัวอกราษฎรเลย" สุลักษณ์กล่าวกับบีบีซีไทย

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562










