เบื้องหลัง 5 เรื่องประทับใจชาวเน็ตไทยในปี 2560

เบื้องหลัง 5 เรื่องโซเชียลประทับใจชาวเน็ตไทยในรอบปี

ที่มาของภาพ, สน.ดอนเมือง/Google

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากที่สุดในโลก โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นขนาดใหญ่ ที่หลายครั้งทั้งให้ความรู้และสร้างความบันเทิงให้กับผู้อ่าน

บีบีซีไทยย้อนดูเบื้องหลังเรื่องราวน่าประทับใจที่ได้สร้างรอยยิ้มให้กับชาวเน็ตไทยตลอดปี 2560

1. เมื่อคนซื้อรถของคุณไประเบิด

ข้าม X โพสต์ , 1
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์, 1

กระทู้บนเว็บไซต์พันทิปกับคำถามว่า "ขายรถให้กับคนที่ไม่ดูแลรถเลย จะเอารถคืนได้มั้ย" อาจดูเหมือนกระทู้ทั่วไป แต่หนึ่งในความเห็นได้ทำให้หลายคนยกมันให้เป็นกระทู้โปรดประจำปี 2560

เมื่อมีผู้ตั้งกระทู้ถามว่า ถ้าคนซื้อรถของเขาไปและนำไปใช้อย่างไม่ทะนุถนอม จะสามารถซื้อคืนกลับมาได้ไหม เพราะ "เห็นสภาพรถตัวเองตอนนี้แล้วอยากร้องไห้ เหมือนเห็นคนเอาลูกเราไปเฆี่ยนตี"

ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ จนกระทั่งผู้ใช้งานชื่อ "viewwiwi" เข้ามาร่วมแสดงความเห็นว่า "แค่ไม่ดูแลนี่เด็ก ๆ ของผมนี่โดนซื้อไประเบิด 55 เค้าบอกจะซื้อไปแต่ง มาเจออีกทีอยู่ช่อง 7 ละ RIP....." พร้อมกับรูปรถเปอโยต์คันดังกล่าว ซึ่งถูกนำไปใช้ในฉากไล่ล่าในละครเรื่อง ทิวลิปทอง ก่อนจะถูกระเบิดจนหมดสภาพในที่สุด

เจ้าของความเห็นที่ใช้ชื่อว่า "วิว" บอกกับบีบีซีไทยว่า น้าข้างบ้านที่รู้จักกันมานาน เป็นคนขอให้เขาช่วยลงประกาศขายรถคันนี้ผ่านทางเว็บไซต์ เขากล่าวว่าตัวเจ้าของรถเป็นคนแรกที่รู้ว่ารถถูกนำไประเบิด

"น้าเขาเป็นคนบอกเองว่าไปเจอในทีวี เขาดูช่องนั้นแล้วเจอ เขาก็หัวเราะกันทั้งบ้าน คงคิดว่ารถคันนี้ทำอะไรแย่ ๆ กับเขาไว้เยอะ เพราะพอได้คันใหม่ก็จะขายคันนี้ทิ้ง เพราะมันใช้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่" วิวกล่าว

ตอนที่รับรถมาจากเจ้าของ วิวกล่าวว่ารถอยู่ในสภาพ "แอร์เย็นแต่รั่ว" และเขาต้องทำความสะอาดอยู่ 2-3 ชั่วโมง รถคันดังกล่าวถูกขายไปตั้งแต่ช่วงกลางปี โดยลูกค้าที่มาซื้อรถคันดังกล่าวเดินทางมาดูรถด้วยตัวเอง หลังจากตกลงราคากันได้ ก็ขอให้ทิ้งรถไว้หน้าหมู่บ้านเพื่อจะนำรถบรรทุกมาขนไป

วิวบอกว่าเขาไม่คิดว่าความคิดเห็นของเขาจะเป็นที่พูดถึงมากขนาดนี้ และไม่แน่ใจว่าคนที่ซื้อรถไปจะเป็นคนเดียวกับที่นำมันไปใช้ระเบิดในละครหรือไม่ เพราะลูกค้าคนดังกล่าวบอกเขาว่า "จะเอาไปแต่งรวมกับอีกคัน"

2. นายทหารทำซีพีอาร์ช่วยชีวิตลูกสุนัข

อีกหนึ่งในเรื่องน่าประทับใจบนโลกโซเชียลในปีที่ผ่านมา คือคลิปวิดีโอของทหารนายหนึ่งขณะช่วยชีวิตลูกสุนัขด้วยวิธีซีพีอาร์ ที่ชนะใจผู้ชมชาวไทยและถูกส่งต่อบนเฟซบุ๊กมากกว่า 1 แสนครั้งแล้ว

ข้าม Facebook โพสต์ , 1

ไม่มีเนื้อหานี้

ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.

สิ้นสุด Facebook โพสต์, 1

จ.ส.ต.วีระพล ประจำการ คือทหารที่ช่วยปั๊มหัวใจลูกสุนัขในวิดีโอนี้ เขาเล่าว่าช่วงบ่ายวันที่ 22 ก.ย. มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ รวมถึงบริเวณชั้นวางของซึ่งเป็นบ้านของสุนัขแม่ลูกอ่อนและลูกสุนัขอีก 6 ตัว

เหล่าทหารเวรจึงช่วยกันยกชั้นวางของขึ้นไปชั้นสองเพื่อให้พ้นน้ำ แต่สักพักก็พบว่าลูกสุนัขเหลืออยู่เพียง 5 ตัว ทหารทุกนายจึงรีบมองหาว่าลูกสุนัขอีกตัวอยู่ที่ไหน จนพบร่างที่หมดสติของลูกสุนัขอยู่ใต้น้ำ

"ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร พอหยิบขึ้นมาวาง ตัวมันม่วง ลิ้นจุกปากเรียบร้อย ก็เลยใช้วิธีซีพีอาร์" จ.ส.ต.วีระพลกล่าว

ทหารผู้รับราชการมานานกว่า 10 ปี มีสัตว์เลี้ยงที่บ้าน 2 ตัว คือ กระต่ายชื่อ เจฟฟรี และหนูแกสบีสามสีชื่อ คาราเมล เขาบอกว่าไม่เคยช่วยชีวิตสัตว์แบบนี้มาก่อน แต่การอบรมสูตรกู้ชีพเบื้องต้นของทบ. ก็มีส่วนช่วยเขาในครั้งนี้

หลังเหตุการณ์นี้ บรรดาทหารได้ตั้งชื่อลูกสุนัขตัวนี้ว่า "บุญช่วย" ขณะที่ จ.ส.ต.วีระพล กล่าวถึงวิดีโอที่กลายกระแสโซเชียลครั้งนี้สั้น ๆ ว่า "ขอขอบคุณ สำหรับคำติชมที่ให้มา ขอน้อมรับด้วยใจครับ"

3. แมวถูกจับ

ข้าม X โพสต์ , 2
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์, 2

ภาพแมวสองตัวที่นั่งอยู่ท้ายกระบะ ราวกับเพิ่งถูกตำรวจจับกุมได้ถูกส่งต่อทั่วโลกโซเชียล และทำให้หลายคนสงสัยว่าทั้งสองทำผิดข้อหาใด

ภาพดังกล่าวได้สร้างความบันเทิงไม่ใช่แค่เฉพาะในโลกโซเชียล แต่ยังรวมถึงตำรวจในแม่ฮ่องสอนที่ได้เห็น

"มันน่ารักดีครับ ตลกที่มีคนบอกว่าถูกจับเพราะเข้าไปขโมยปลาย่าง แต่คิดว่าน่าจะมีเจ้าของเพราะทั้งคู่ก็สวมปลอกคอ" ด.ต.วีระศักดิ์ จุลคำภา ประจำสภ.เมืองแม่ฮ่องสอน กล่าว

ความจริงแล้ว แมวทั้งสองตัว คือ "เอ็ดเวิร์ด" และ "ต๊อด" และพวกมันไม่ได้ทำผิดข้อหาใด เพียงแต่ไปนั่งเชียร์กีฬาเท่านั้น

เจ้าของเพจแมว "เอ็ดเวิร์ด" ชี้แจงบนเพจเฟซบุ๊กว่า "มีหลายท่านสงสัย และไม่รู้ (ที่มาของรูปท้ายกะบะ) ทำไมเราถึงต้องไปอยู่บนรถ ภ.จว.แม่ฮ่องสอน ทางเราได้จัดกิจกรรม ร่วมกับร้านกีฬาใน จ.แม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อบริจาค ชุดกีฬาและอุปกรณ์กีฬ่า ให้น้อง ๆ รวม 8 โรงเรียน" และแมวทั้งสองก็ได้ไปนั่งร่วมเชียร์ในรถกระบะตามที่เห็นในภาพ

ต๊อด เป็นแมวพันธุ์อเมริกันชอร์ตแฮร์ อายุเกือบ 3 ปี ขณะที่ เอ็ดเวิร์ด เป็นพันธุ์บริติชชอร์ตแฮร์ มีอายุ 1 ปี 7 เดือน ทั้งสองตัวมีผู้ติดตามบนเฟซบุ๊กหลักหมื่น และเจ้าของยืนยันว่าทั้งสองไม่ได้ตีกัน ตามที่มีผู้นำคลิปแมวอื่นมาผสมแต่อย่างใด

4. "แขกขี้คุย"

ข้าม Facebook โพสต์ , 3

ไม่มีเนื้อหานี้

ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.

สิ้นสุด Facebook โพสต์, 3

วิดีโอที่บอกเล่าสิ่งที่คนไทยเชื้อสายอินเดียต้องเจอเป็นประจำได้อย่างตรงไปตรงมา จากเพจ "แขกขี้คุย" เป็นหนึ่งในวิดีโอที่สร้างเสียงหัวเราะและประทับใจชาวเน็ตไทยในปีนี้

คำถามที่คนไทยเชื้อสายอินเดียในไทยเจอเป็นประจำ อย่างเช่น "ทำไมพูดไทยชัดจัง แล้วอย่างนี้พ่อแม่เป็นคนอะไร" ถูกนำมาตัดต่อเป็นการถามตอบอย่างสนุกสนาน

เจ้าของคลิปดังกล่าว ศิมิรัญ ศรีนฤหล้า หรือ ซิมมี่ นักศึกษาปริญญาตรีด้านสื่อที่นครซิดนีย์ บอกว่าคลิปของเธอได้ส่งข้อความที่เธออยากสื่อสารมานานแล้ว

"รู้สึกว่าแค่นี้โอเคแล้ว ถ้าจะไม่ได้ดังกว่านี้ สำหรับหนูมันไม่ได้เกี่ยวกับชื่อเสียง มันเกี่ยวกับสิ่งที่เราอยากพูด มันมีคนฟัง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นข้อความที่อยากสื่อให้คนฟังตั้งนานแล้ว แต่ถ้านอกจากคนรู้จักใครจะไปฟัง" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากจะสร้างความบันเทิงแล้ว วิดีโอดังกล่าวยังทำให้สังคมหันมาพูดถึงเรื่องการเหยียดเชื้อชาติในประเทศไทย และแบ่งปันประสบการณ์ที่แต่ละคนเคยประสบมาอีกด้วย

"พอมีคนฟังว่ามีการเหยียดชาติพันธุ์ในไทย ว่าอาจจะมีการเหยียดสีผิว การเหยียดหยามในเมืองไทย เหมือนเริ่มตั้งคำถามกับการกระทำของตัวเอง และเราเชื่อว่ามันมีพื้นที่ให้ปรับปรุงตลอดเวลาในตัวเรา" เธอกล่าว

5. ตำรวจช่วยชีวิตชายในชุดทหาร

ข้าม Facebook โพสต์ , 4

ไม่มีเนื้อหานี้

ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.

สิ้นสุด Facebook โพสต์, 4

ชาวเน็ตไทยต่างพากันชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการปั๊มหัวใจช่วยชีวิตชายในชุดทหารบนสะพานลอย ในวิดีโอที่ถูกเข้าชมแล้วเกือบ 8 ล้านครั้งบนเฟซบุ๊ก

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 พ.ย. พลเมืองดีพบชายแต่งกายในชุดทหารล้มลงบนสะพานลอยคนข้าม บริเวณถนนกำแพงเพชร 6 จึงได้วิ่งลงมาแจ้งกับ เมื่อ ด.ต.ธนาธิป ประเสริฐ และด.ต.บุญมา ตาแสง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่อยู่ข้างล่างสะพาน

ทั้งสองรีบวิ่งขึ้นไปตรวจสอบและพบว่าชายคนดังกล่าวหายใจแผ่วลงจนหยุดหายใจ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปั๊มหัวใจจนเขากลับมาหายใจได้ แต่ในอีกชั่วขณะหนึ่งเขาก็หยุดหายใจไปอีก ด.ต.ธนาธิป จึงต้องรีบทำการปั๊มหัวใจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในวิดีโอ

"ผมคิดอย่างเดียวว่า ผมอยากให้น้องเขามีชีวิตอยู่ ไม่อยากให้เป็นอะไร" ด.ต.ธนาธิป กล่าวกับสถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงการทำซีพีอาร์จริงเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา

ปี 2560 ยังนับเป็นปีที่มีคนดังเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเป็นจำนวนมาก ทำให้แพทย์หลายคนได้ออกมารณรงค์ถึงความสำคัญของการฝึกทำซีพีอาร์ ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยได้ถึง 20-30%

"มันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเราไม่รู้ว่าวันไหน เราจะไปเจอคนหมดสติ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เราไม่รู้จัก หรือคนรู้จักก็ได้ ถ้าเรามีความรู้ตรงนี้ เราก็จะช่วยได้ระดับหนึ่ง" นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ กล่าว