'สำนึกประวัติศาสตร์' หนึ่งในกลไกสร้าง 'ความปรองดอง' ของ คสช.

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์
- Role, สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ในรอบกว่า 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญและส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างมากมาย โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้ประชาชนเกิด "ความปรองดอง"
แต่จนถึงวันนี้ เป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่า คสช. ประสบความสำเร็จอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะการเปิดตัว 'น้องเกี่ยวก้อย' ของ กระทรวงกลาโหม ย่อมสะท้อนได้ว่า คสช. อาจยังไม่บรรลุเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม เราลองมาทบทวนลำดับเหตุการณ์ความพยายามของรัฐบาลและ คสช. ในการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างความปรองดอง เพื่อเผยให้เห็นถึงกลไกและความคิดทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งเปิดเผยและแฝงอยู่
เริ่มสร้างสำนึกผ่านวิชาประวัติศาสตร์
นักวิชาการด้านชาตินิยมหลายคนเห็นพ้องกันว่า ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนึ่งในการสร้างสำนึกของความเป็นชาติให้เกิดขึ้น ช่วยร้อยรัดให้คนที่ไม่รู้จักกันให้สามารถจินตนาการว่าตนเองเป็นพวกเดียวกันได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไทยเริ่มต้นใช้อย่างจริงจังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อสร้างคนไทยที่สามัคคีกัน รวมถึงจงรักภักดีต่อชาติและพระมหากษัตริย์ผ่านระบบการศึกษาและอื่นๆ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมวิชาประวัติศาสตร์จึงถูกเลือกนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความปรองดองผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับ
9 มิ.ย. 2557 หลัง คสช. เข้าครองยึดอำนาจได้ไม่ถึง 1 เดือน ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แถลงว่า
"ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องเร่งสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองให้เกิดขึ้นแก่คนในชาติ ในส่วนของการศึกษาคงเป็นเรื่องของการส่งเสริมการเรียนการสอนในวิชาดังกล่าวให้มากขึ้น เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีความรักความสามัคคีกัน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไม่ถึง 1 สัปดาห์ต่อมา กระทรวงศึกษาธิการได้มีความเห็นให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยการแยกวิชาการทั้งสองออกจากกัน และให้พิจารณาเพิ่มเวลาเรียนวิชาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อ "ส่งเสริมให้เยาวชนมีความรักชาติ เห็นความสำคัญของเอกลักษณ์ไทย และประวัติความเป็นมาของประเทศชาติ"
มติดังกล่าวเกิดจากความเชื่อที่ว่าการเพิ่มเวลาเรียนวิชาประวัติศาสตร์จะช่วยให้เยาวชนรักชาติและสามัคคีกันมากขึ้น (แต่ในโลกความเป็นจริง เวลาก็ไม่เคยช่วยทำให้คนเรารักกันมากขึ้นได้จริง)
และด้วยมตินี้ จึงเกิดการตั้งคณะกรรมการจำนวนหนึ่งเพื่อผลิตตำราประวัติศาสตร์และสื่อการสอนขึ้นมากมาย โดยมีเค้าโครงหลักเป็นประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม เช่น ผลิตชุดหนังสือประวัติศาสตร์สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ที่จัดทำเป็นกล่องสวยงาม แจกจ่ายไปตามโรงเรียน และอบรมครูทั่วประเทศ แต่คำถามคือ อะไรคือแกนความรู้ที่จะปลูกฝัง ความปรองดองผ่านประวัติศาสตร์นั้นกลับกลายเป็นการเพิ่มเวลาเรียนและตอกย้ำข้อมูลชุดเดิม ด้วยนักวิชาการกลุ่มเดิม ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว
'ประวัติศาสตร์ชาติไทย' แบบดั้งเดิม
ให้หลังอีกปีเศษ คสช. มอบหมายให้กรมศิลปากรเขียนหนังสือชื่อ 'ประวัติศาสตร์ชาติไทย' โดยมีนายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ที่ปรึกษาสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กับคณะทำงานร่วมกันเขียนโดยใช้เวลา 2 เดือนเศษ! (ถือเป็นเวลาที่น้อยมากกับภารกิจปรองดองอันใหญ่หลวง)
หนังสือเล่มนี้มียอดพิมพ์ 13,000 เล่ม เพื่อขายและแจกจ่าย หนังสือได้รับความนิยมพอสมควรจากประชาชนทั่วไป ส่วนนักวิชาการนั้นซื้อเก็บเพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของแนวคิดชาตินิยมในยุค คสช.
แน่นอนว่า หลังการเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักวิชาการสายประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง ผมเป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์พบว่าหนังสือเล่มนี้มีปัญหามากถึง 12 ประการหลัก เช่น โครงเรื่องเน้นการยกย่องบูชาวีรบุรุษทางประวัติศาสตร์ ไม่มีพื้นที่ให้สามัญชน เน้นเรื่องของคนไทยเป็นแกนเรื่องเพียงกลุ่มเดียว เป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่ยังคงให้เพื่อนบ้านคือพม่าเป็นศัตรูตัวหลัก นับเป็นความย้อนแย้งท่ามกลางบริบทประชาคมอาเซียน
ในส่วนของประวัติศาสตร์ที่ใหม่ขึ้นมาหน่อยคือ การอธิบายว่า เรื่องราวหลัง 2475 ภายใต้ยุคสมัยของคณะราษฎรและหลังจากนั้นคือ ยุคของความขัดแย้ง ความไม่สงบ และอำนาจนิยม หรือแสดงโดยนัยว่ารัฐประหารคือวิธีการแก้ปัญหาของประเทศที่ถูกทางแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดยทางทฤษฎี การพิมพ์หนังสือจำนวนมากนั้นสัมพันธ์กับกระบวนการสร้างความทรงจำทางประวัติศาสตร์ เห็นได้ชัดกรณีตำราเรียนที่ใช้ในกันในโรงเรียน (ที่เด็กภาคเหนือไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับล้านนา) แต่ทว่าหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยนี้ไม่ได้ใช้ในโรงเรียน และไม่เพียงพอต่อการแจกจ่ายไปยังสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและโรงเรียนที่มีกว่า 35,000 แห่งแน่นอน หมายความว่า ความพยายามนี้ของ คสช.ย่อมไม่ส่งผลอะไรมากนักต่อการสร้างความปรองดองทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติต่อระบบการศึกษาภาคบังคับ และประชาชน
ดูหนังวีรบุรุษกู้ชาติฟรี ส่งเสริมสถาบันทหาร
ราวกับนัดแนะกันไว้กับผู้กำกับภาพยนตร์ หลังจาก คสช. ปฏิวัติได้เพียงเดือนเดียว คณะรัฐประหารได้ 'คืนความสุข' ให้ประชาชนด้วยการเปิดให้ดูหนัง 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 5 ยุทธหัตถี' ฟรีทั่วประเทศ เมื่อ 15 มิ.ย.57 โดยมีวัตถุประสงค์อย่างตรงไปตรงมาเพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติ เช่นเดียวกับหนังที่มีวาระดังกล่าวทำให้พยายามถอดพงศาวดารมาเป็นหนังจนขาดความสนุก
เหตุที่พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมักได้รับการผลิตซ้ำอยู่บ่อยครั้งในช่วงรัฐชาติสมัยใหม่ เพราะเป็นเนื้อเรื่องที่ส่งเสริมและยกย่องวีรกรรมของพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้นำพาชาติรอดพ้นวิกฤตจากการตกเป็นเมืองขึ้น เท่ากับเป็นการส่งเสริมสถานภาพของสถาบันกษัตริย์ที่นำพาชาติพ้นภัย
ดังนั้น นักประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5-6 จึงผลิตซ้ำพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรจำนวนมาก เช่นหนังสือไทยรบพม่า หรือ ภายหลังผลกระทบจากการปฏิวัติสยาม 2475 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่อง 'พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ทั้งนี้เพื่อถวายให้รัชกาลที่ 8 ซึ่งต่อมา มจ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทูลเกล้าถวายในปี 2488 โดยนัยแล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ มีความคาดหวังให้รัชกาลที่ 8 กอบกู้ชาติ (และสถาบันเก่าแก่ของชาติ) นั่นเอง

ที่มาของภาพ, Bangkok Broadcasting and Television
ดังนั้น หนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรจึงเกิดขึ้นภายใต้บริบทต้องการส่งเสริมอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่เชื่อว่ากำลังตกต่ำลง และยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของทหารในฐานะผู้กู้ชาติจากการรัฐประหารด้วยเช่นกัน แต่ศัตรูของชาติในแบบหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรนั้นคือใคร ใช่พม่าหรือไม่ คงไม่ใช่ เพราะในบริบทการเมืองไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับเป็น "ศัตรู" ภายในตามที่ผู้กุมอำนาจนิยาม
สถาบันกษัตริย์ในอุทยานราชภักดิ์
ด้วยความรู้สึกต้องการกอบกู้ชาติให้พ้นวิกฤต ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว อภิมหาโครงการ อุทยานราชภักดิ์ จึงได้ถูกสร้างขึ้นและทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 กันยายน 2558
อะไรคือสารที่อนุสาวรีย์นี้ต้องการนำเสนอ
อนุสาวรีย์ดังกล่าวประกอบด้วยประติมากรรมของวีรกษัตริย์สำคัญตามแกนของประวัติศาสตร์ชาติไทย กษัตริย์แต่ละพระองค์ล้วนสะท้อนความโดดเด่นของพระราชกรณียกิจแต่ละด้าน โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อให้ชาติพ้นวิกฤตจากศัตรู ได้แก่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือสะท้อนวิเทโศบายอันชาญฉลาดและนำความรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ อันได้แก่ พ่อขุนรามคำแหง สมเด็จพระนารายณ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มาของภาพ, Getty Images
กองทัพกราบบังคมทูลวัตถุประสงค์การสร้างอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ "ประชาชนคนในชาติได้ศึกษาและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์" ดังนั้น การนำกษัตริย์องค์สำคัญมาสร้างรวมกัน ไม่ใช่เป็นการสร้างอนุสาวรีย์เพียงองค์เดียวอย่างเอกเทศดังที่นิยมกัน จึงย่อมต้องการให้ประชาชนสำนึกถึงเกี่ยวกับกษัตริย์ในระดับสถาบัน
อีกทั้งด้วยขนาดของประติมากรรมที่มีขนาดมหึมาย่อมสร้างความน่าเกรงขามต่อประชาชนที่มาเคารพ เราต้องไม่ลืมว่าในกองทัพที่มีกษัตริย์เป็นจอมทัพนั้น ทหารคือองค์ประกอบอันสำคัญ ดังนั้น การเคารพอนุสาวรีย์จึงมีความหมายสองนัยไปพร้อมกันคือเคารพทั้งสถาบันกษัตริย์และสถาบันทหารนั่นเอง
นอกจากนี้ อนุสาวรีย์ดังกล่าวยังทำให้เราเห็นถึงแกนของประวัติศาสตร์ชาติในสำนึกของทหารที่ประกอบด้วยเพียงอาณาจักรสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ทั้ง ๆ ที่ภายในขอบเขตที่เรียกว่าประเทศไทยไม่ได้มีเพียงอาณาจักรข้างต้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี อนุสารีย์นี้ก็ช่วยตอกย้ำความต่อเนื่องของสถาบันกษัตริย์มามีมาอย่างยาวนานและจะสืบต่อไปในอนาคต
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่า "ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีมาเกือบ 1,000 ปีมีพระมหากษัตริย์มาตลอด ฉะนั้นหน้าที่ของพวกเรา สิ่งแรกจะต้องเชิดชูสถาบันด้วยความจงรักภักดีปกป้องรักษาพระบรมเดชานุภาพให้ได้"
อย่างไรก็ดี ด้วยความคิดว่าประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างความปรองดองนี้เอง ทำให้ภาระต้องตกไปอยู่ที่เด็กนักเรียน เช่น สมัยหนึ่งมีนโยบายเร่งด่วนที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษา ขณะนั้น ต้องการเพิ่มความเข้มข้นการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ และการจัดทำคู่มือการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งคำถามคือปัญหาความแตกแยกของสังคมนั้น การแก้ปัญหาไปที่เด็กนักเรียนนั้นเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่
ตลอด 3 ปีกว่าที่ผ่านมา น่าคิดว่าทั้งนโยบายและงบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไปยังกิจกรรมทางประวัติศาสตร์ได้ช่วยแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงความคิดของคณะบุคคลที่มีความเคยชินกับการถูกปลูกฝังประวัติศาสตร์ชาติแบบเก่าที่เหมาะกับบริบทสังคมช่วงเวลาหนึ่งที่ยังสามารถผูกขาดความรู้ทางประวัติศาสตร์ได้แต่เพียงฝ่ายเดียว








