รับลูกสาวกลับบ้าน: ขจัดความไม่เท่าเทียมทางเพศในชุมชนม้งด้วยพิธีกรรม
เมื่อลี แซ่เฒ่า หย่ากับสามี เธอจึงนำลูกสาววัย 4 ขวบย้ายจากหมู่บ้านของอดีตสามีที่อยู่ต่างอำเภอกลับมาอยู่กับพ่อ-แม่ที่บ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตามเดิม
ที่นี่ ลีได้พบกับความจริงอันขมขื่นว่าเธอไม่อาจกลับมาเป็นสมาชิกของครอบครัวผู้ให้กำเนิดได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากตามประเพณีของม้ง เมื่อลูกสาวแต่งงานออกไป ก็ต้องตัดขาดกับครอบครัวเดิม เพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกของครอบครัวสามีอย่างเต็มตัว
การตัดขาดนี้มีผลต่อความเชื่อของครอบครัวและชุมชนม้งอย่างแรงกล้า ลีไม่มีสิทธิเข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาหรืองานเลี้ยงฉลองใด ๆ ในชุมชนที่ถือกำเนิดมาแม้แต่น้อย และหากเกิดเหตุการณ์โชคร้ายใด ๆ ขึ้นในชุมชนที่เธออยู่ ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ หรือมีคนเจ็บป่วย ก็มีแนวโน้มว่าคนในครอบครัวเองหรือชาวบ้านจะมองว่าเธอเป็นผู้นำโชคร้ายมาสู่ชุมชน
"หลังจากที่หย่ากับแฟน ก็กลับมาอยู่กับแม่ที่บ้าน ก็ลำบากใจเหมือนกัน มีลูกกลับมาด้วย เวลาไปไหน คนก็พูดกันว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี ก็เสียใจนะ" ลีกล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, BBC Thai
"ภาวะไร้สถานะทางสังคม"
ภาวะสังคมปัจจุบันส่งผลให้อัตราการหย่าร้างในสังคมม้งมีมากขึ้น แต่ความคิดต่อสถานะผู้หญิงยังคงไม่เปลี่ยนไป จากเมื่อ 100 ปีก่อนที่ชุมชนม้งยังอยู่โดดเดี่ยวลึกในหุบเขา การคมนาคมติดต่อกันลำบาก ผู้หญิงที่ไร้สามีจะถูกถือว่าเป็นของสาธารณะ ใครจะมาลวนลามก็ได้ และเมื่อตายก็ไม่มีใครทำพิธีส่งวิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดีตามความเชื่อของชาวม้ง
ในขณะที่โลกภายนอกเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ แม่ม่ายชาวม้งเป็นจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ "ไร้สถานะทางสังคม"
แต่ลียังโชคดีกว่าผู้หญิงม้งที่มีสถานะเดียวกันมากนัก เพราะว่าญาติผู้ใหญ่ของเธอ หย่วน ถนอมรุ่งเรือง วัย 65 อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแม่สาใหม่ ซึ่งเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวม้งในบ้านแม่สาใหม่ มีความคิดเรื่องนี้ต่างไปจากคนอื่น ๆ
"นี่คือลูกหลานของเรา เกิดมาร่วมตระกูลแซ่ของเรา แต่ทำไมต้องถูกกีดกันออกไป เวลาเขาทำพิธีกัน กินเลี้ยงรื่นเริงกันต้องออกไปอยู่นอกบ้าน มาร่วมไม่ได้ แม้แต่หมาแมวมันยังอยู่ได้เลย ทำไมคนจะอยู่ไม่ได้" หย่วนกล่าว

ที่มาของภาพ, BBC Thai
เขาบอกว่าที่บ้านแม่สาใหม่กับบ้านแม่สาน้อยที่อยู่ติดกัน มีครัวเรือนรวมกันราว 300 ครัวเรือน และมีผู้หญิงที่หย่าขาดกับสามี รวมทั้งสามีตาย ซึ่งต้องกลับมาเป็นคนไร้สถานะทางสังคมในชุมชนที่เกิดมาประมาณ 70 คน
หย่วนได้ติดต่อกับแน่งน้อย แซ่เซ่ง ผู้นำเยาวชนม้งในชุมชน และรัศมี ทอศิริชูชัย หัวหน้าโครงการวิจัยเครือข่ายผู้หญิงม้ง ซึ่งเข้ามาเก็บข้อมูลในชุมชนแม่สาใหม่เพื่อแก้ไขปัญหานี้มาตั้งแต่ปี 2547 และก็ได้คำตอบว่ามีหนทางแก้ไขได้ นั่นก็คือการทำพิธี "ผู่"
"หากเปรียบกับของไทย ผู่ก็คือพิธีปัดรังควาน ไล่โชคร้ายไปและเปิดรับเอาโชคดีเข้ามา พิธีที่ทำกันที่แม่สาใหม่ก็คือเอาไก่เป็น ๆ มา 2 ตัว มาวน 3 รอบที่ประตูบ้านไล่โชคร้ายไป และอีกสามรอบเพื่อรับเอาโชคดีเข้ามา และก็มีการกินเลี้ยงกันในครอบครัว ให้ผู้รู้กล่าวคำอวยพรให้ลูกสาวที่ออกจากบ้านไปกลับมาได้ และบอกผีบรรพบุรุษให้รับรู้ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น" หย่วนกล่าว
หย่วนยังบอกอีกว่าครอบครัวม้งที่ไปนับถือเอาศาสนาคริสต์ ก็ยังสามารถผสมผสานพิธีผู่เข้ากับพิธีกรรมทางศาสนาได้อีกด้วย
ด้วยพิธีผู่นี้เอง ทำให้ลีและผู้หญิงม้งคนอื่น ๆ อีก 46 กลับมามีตัวตนอีกครั้งหนึ่ง ส่วนที่เหลือนั้นครอบครัวยังไม่ยอมรับพิธีกรรมนี้

ที่มาของภาพ, แผนสุขภาวะผู้หญิงฯ
ชีวิตเมียที่ 2 ของแน่งน้อย
แน่งน้อย แซ่เซ่ง วัย 53 ถูกหนุ่มต่างหมู่บ้านฉุดไปเมื่ออายุ 17 ปี ทำให้ต้องกลายเป็นภรรยาคนที่ 2 ของเขาอย่างจำใจ และต้องตัดขาดจากครอบครัวเดิมเมื่อสามีเธอเอาเงิน 8,000 บาท มาขอเธอจากพ่อแม่ในภายหลัง
เธอเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าชีวิตเมียที่ 2 นั้นต้องอดทนอย่างมาก "ถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด ต้องตื่นก่อนนอนทีหลัง ทำงานหนักหาเงินเข้าบ้าน แต่กลับไม่มีสิทธิมีเสียง ถ้าทะเลาะกันญาติทุกคนต้องเข้าข้างสามี และภรรยาคนที่ 1 เสมอ เพราะเขาหาว่าพี่มาแย่งผัวคนอื่น"
แม้เธอจะมีลูกชายถึง 4 คน นอกบ้านเธอจะได้รับการยกย่องเป็นผู้นำของผู้หญิงม้ง ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมาย รวมทั้งมีธุรกิจของตัวเอง เป็นผู้หาเงินหลักของครอบครัว แต่สถานะในครอบครัวของเธอก็ไม่เคยดีขึ้น สามีก็เจ้าชู้มีผู้หญิงหน้าใหม่มาตลอดเวลายิ่งเพิ่มความขมขื่น จนกระทั่งได้มาอบรมเรื่องกฎหมาย และเรื่องทางสังคมต่าง ๆ จากศูนย์ผู้หญิงเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม หรือศูนย์บ้านดินที่ อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ ทำให้แน่งน้อยไม่อยากจะทนอยู่ในสภาพนี้อีกต่อไป

ที่มาของภาพ, BBC Thai
"พี่ก็ไปเรียกผู้อาวุโสมาให้ประกาศการหย่า เขาก็บอกว่าทำไม่ได้ พี่ก็เลยประกาศเองเลยว่าจะหย่ากับสามี สามีทวงเงิน 8,000 บาท ค่าสินสอดให้คืนเงินมา พี่ก็บอกว่าถ้าฉันคิดค่านอนกับเธอครั้งละ 5 บาท อยู่กันมา 26 ปี เธอน่าจะเป็นหนี้ฉันแล้ว " แน่งน้อยเล่า
เมื่อเธอหย่าใหม่ ๆ เธอก็กังวลใจกลัวหนุ่ม ๆ จะมาลวนลามจับต้องอย่างไรก็ได้ "และหากมีโอกาสก็อาจจะมาขอนอนด้วย" ทำให้เธอประกาศออกไปว่าหากมีคนมายุ่งด้วยเธอจะจัดการอย่างรุนแรง จากนั้นเธอก็เป็นอิสระอยู่กับลูกทั้ง 4 คนตั้งแต่นั้นมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้หญิงคนอื่น ๆ อาจไม่เข้มแข็งอย่างแน่งน้อย "บางคนต้องยอมเป็นเมีย 2, 3, 4 ของคนอื่นเพราะต้องการที่พึ่ง ต้องยอมนอนตรงปลายเท้าเขา เพราะไม่มีที่ให้นอน เพราะกลัวต้องอยู่คนเดียว กลัวจะตายโดยไม่มีญาติมิตรทำพิธีให้ ด้วยข้อจำกัดอย่างนี้เองที่ทำให้ผู้หญิงม้งเปรียบเหมือนเถาวัลย์ต้องพยายามเลื้อยไปหาหลักเกาะอยู่เสมอ" แน่งน้อยกล่าวและว่า "พี่ก็เลยอยากช่วยพวกเขา"
แน่งน้อยได้รู้จักกับรัศมี ทอศิริชูชัย เมื่อเข้าอบรมที่ศูนย์ผู้หญิงเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม หรือ ศูนย์บ้านดินที่ อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ รวมทั้งเพื่อนหญิงม้งคนอื่น ๆ ที่เห็นปัญหาเดียวกันจึงจัดตั้งเป็นเครือข่ายสตรีม้งแห่งประเทศไทยขึ้น

ที่มาของภาพ, แผนสุขภาวะผู้หญิง
สังคมผู้ชายเป็นใหญ่
แม้รัศมีไม่ได้ประสบกับปัญหาหย่าร้างในครอบครัว แต่เธอเห็นคนรอบตัวประสบกับปัญหานี้ เมื่อได้มีโอกาสไปเรียนรู้แนวคิดทางสังคมที่ศูนย์บ้านดิน ทั้งเข้ารับการอบรมกับแผนงานสุขภาพผู้หญิงที่สนับสนุนการทำวิจัยภาวะสังคมโดยชุมชนเอง "ทำให้ได้กลับมามองตัวเอง มองสิ่งที่เกิดขึ้นและก็เข้าใจว่าโครงสร้างสังคมที่ชายเป็นใหญ่แบบนี้เองที่ทำให้ผู้หญิงออกไปและกลับบ้านไม่ได้" เธอกล่าว
กลุ่มของรัศมีเลือกชุมชนม้งที่แม่สาใหม่เป็นสถานที่เก็บข้อมูลเพื่อหาทางออก พวกเธอเข้าไปคุยกับชาวบ้านพยายามนำเสนอโครงการเรื่องสิทธิผู้หญิง โดยเฉพาะประเด็นการยอมรับลูกสาวที่ไปแต่งงานแล้วหย่าให้กลับเข้ามามีสถานะสมาชิกครอบครัวตามเดิมภายใต้ชื่อ "โครงการรับลูกสาวกลับบ้าน"

ที่มาของภาพ, แผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ
"คำว่าสิทธิผู้หญิงเป็นคำแสลงหูของผู้อาวุโสทั้งหลายมาก เราต้องเอาออกแล้วหาคำอื่น ๆ ที่เบากว่ามาแทน จึงออกมาเป็นรับลูกสาวกลับบ้าน เพื่อเน้นว่าผู้หญิงเป็นลูกหลานของคนในชุมชน" รัศมีกล่าว แต่กระนั้นกลุ่มวิจัยก็เจอแรงต้าน "ที่หนักที่สุดก็คือผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่ารอให้ฉันตายก่อนนะ ถึงค่อยทำ"
แต่ก็น่าดีใจคือมีกลุ่มผู้ชายที่เป็นผู้อาวุโสบางคนมาให้กำลังใจ และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ อย่างเช่น หย่วน ถนอมรุ่งเรือง ญาติผู้ใหญ่ของลี แซ่เฒ่า
"ผู้อาวุโสเหล่านี้มาเพราะเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเขา" รัศมีกล่าว "น่าแปลกที่ว่าคนที่ต่อต้านแรงที่สุดก็คือผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งบอกว่ายอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เลย การรับลูกสาวกลับคืนมาเป็นเรื่องเลวร้ายมาก จะทำให้ผีบรรพบุรุษไม่พอใจ"
ต่อสู้ด้วยข้อมูลจริง
ทางเครือข่ายสตรีม้งฯ ต้องต่อสู้ด้วยการเอาประสบการณ์จริงของผู้หญิงที่หย่าแล้วกลับบ้านมาเปิดเผยว่าพวกเธอมีความทุกข์อย่างไรกันบ้าง นอกจากนี้ก็ยังมีข้อมูลของผู้หญิงบางคนที่หาทางออกในชุมชนไม่ได้ จนต้องละทิ้งความเป็นม้งไปโดยสิ้นเชิง ไปอยู่ในเมืองที่ไม่พูดภาษาม้ง ไม่เกี่ยวข้องกับชุมชนเดิมอีกเลย

ที่มาของภาพ, แผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ
พวกเธอสืบเสาะหาทางออกอยู่นาน จนได้พบกับพิธีกรรม "ผู่" หรือพิธีรับลูกสาวกลับบ้าน ซึ่งเคยมีอยู่แต่ถูกลืมเลือนไปในม้งประเทศไทย แต่ยังใช้อยู่ในม้งในที่อื่น ๆ อย่างเช่น เวียดนาม ลาว และม้งที่อพยพไปอยู่ที่สหรัฐฯ บางตระกูลแซ่
"พวกเรานำเสนอพิธีผู่ขึ้นมาภายใต้โครงการ "รับลูกสาวกลับบ้าน" เพื่อให้ 15 ตระกูลแซ่ของชาวม้งที่อยู่ในเมืองไทยรับเอามาปฏิบัติ" รัศมีกล่าว
เครือข่ายสตรีม้งฯ เคลื่อนไหวจนได้จัดงานพบปะกันระหว่างผู้นำ 15 ตระกูลแซ่ของม้งในเมืองไทย ด้วยความช่วยเหลือของแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ งานจัดขึ้นที่ จ.ตาก เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กิจกรรมที่สำคัญที่สุดของงานก็คือ การลงนามของตระกูลแซ่ต่าง ๆ แสดงการยอมรับพิธีผู่เข้ามาใช้สำหรับหญิงที่หย่าขาดกับสามีและต้องการกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่งของเครือข่าย แต่รัศมีชี้ว่าก็ยังต้องเดินหน้าอธิบายสร้างความเข้าใจกับตระกูลแซ่และครอบครัวม้งต่าง ๆ เพราะการใช้พิธีผู่นั้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละครอบครัวด้วย
ก้าวต่อไป:ความเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน
เมื่อถามว่าความตั้งใจต่อไปของเธอคืออะไร แน่งน้อยบอกว่าความตั้งใจของเธอยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะเธออยากจะเห็นความเท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิงในบรรดาคนม้งในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 2 แสนคน แต่ตอนนี้ร่างกายเธอก็ไม่แข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว อาจต้องส่งต่องานนี้ไปให้รัศมีและสมาชิกเครือข่ายวัยเยาว์คนอื่นเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
ต่อคำถามที่ว่าทำไมผู้หญิงจำนวนมากที่ขมขื่นกับความไม่เท่าเทียมเช่นนี้ จึงไม่เลือกเส้นทางตัดขาดจากความเป็นม้ง เพื่อสถานะที่ดีกว่า รัศมีบอกว่ามีเพียงไม่กี่รายที่เลือกเส้นทางเช่นนี้
"สิทธิไม่เท่าเทียมของผู้หญิงเป็นเพียงด้านหนึ่งของความเป็นม้ง ความเป็นชนเผ่าทำให้คนม้งจะมีความแน่นแฟ้นกันมาก ดูแลช่วยเหลือกันในหลาย ๆ ด้าน แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย แต่เราก็ต้องยอมรับว่ามีด้านลบที่ต้องแก้ไข ในขณะที่ค่านิยมที่ดี ๆ ในความเป็นม้งก็ต้องช่วยกันสืบทอดต่อไป" รัศมีสรุปในที่สุด









