การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือนั้น ในทางการทูตแล้วถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวงมากทีเดียว
ทั้งสองจะเจรจากันเรื่องอะไร?
การพบปะกันครั้งนี้จะทำให้โลกมีความมั่นคงปลอดภัยขึ้นหรือไม่?
จะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีเหนือ?
ทั้งทรัมป์และคิมจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่?
กีฬาสเกตน้ำแข็งเข้ามาเกี่ยวอะไรด้วย?
การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นการพบปะกันระหว่างผู้นำสองประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยต่างก็เอ่ยปากว่าต้องการจะสานสัมพันธ์แก้ไขความผิดพลาดที่แล้วมา ทั้งที่ไม่นานมานี้ต่างก็ข่มขู่กันและกันว่าจะโจมตีอีกฝ่ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ด้วยซ้ำ
เกาหลีเหนือนั้นเป็นรัฐต้องห้ามในการติดต่อคบหาทางการทูตมาหลายสิบปี เนื่องจากดำเนินโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่ลดละ รวมทั้งมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่น่าตกใจ
บรรดาผู้นำเกาหลีเหนือตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันมองว่า การได้พบปะกันซึ่งหน้ากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ สักคนนั้น สื่อถึงการยอมรับประเทศของตนอย่างจริงจังในที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และชาติอื่น ๆ ส่วนใหญ่ต่างปฏิเสธที่จะข้องแวะกับเกาหลีเหนือมาเป็นเวลานาน เว้นเสียแต่ว่าเกาหลีเหนือจะแก้ไขพฤติกรรมที่แล้วมาของตนเท่านั้น
สภาพการณ์ดังที่กล่าวมานี้ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิงเมื่อช่วงต้นปี เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบรับข้อเสนอในเชิงสันติจากคิม จอง อึน โดยบอกว่ายินดีที่จะเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือ
การพบปะระหว่างสองผู้นำครั้งนี้ จึงอาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ได้
เรื่องนี้มีความเป็นมาที่ซับซ้อน แต่โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองมีจุดยืนทางการเมืองที่ตรงข้ามกัน และต่างมองอีกฝ่ายเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของตนเอง
สหรัฐอเมริกาเป็นชาติทุนนิยมประชาธิปไตยที่ร่ำรวย ในขณะที่เกาหลีเหนือเป็นประเทศยากจนซึ่งปกครองด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จภายใต้การนำของพรรคการเมืองเดียว เกาหลีเหนือยังถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งแบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นสองประเทศ
สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือเคยสู้รบกันในสงครามช่วงทศวรรษ1950 เมื่อเกาหลีเหนือรุกรานเกาหลีใต้ ทำให้สหรัฐฯ ยกกองกำลังของตนเข้าหนุนช่วยฝ่ายเกาหลีใต้

จนถึงทุกวันนี้ สงครามเกาหลีก็ยังไม่ยุติลงอย่างเป็นทางการ เพียงแต่เกาหลีเหนือและใต้เห็นพ้องหยุดยิงโดยทำข้อตกลงสงบศึกกันไว้เท่านั้น ดังนั้นในทางเทคนิคแล้ว ทั้งสองเกาหลีก็ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม
นับแต่นั้นมา เกาหลีเหนือเริ่มดำเนินนโยบายแยกตัวโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก บรรดาผู้นำเกาหลีเหนือยังตัดสินใจว่า ประเทศของตนจำเป็นต้องมีโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบหากต้องการอยู่รอด
ความเป็นมาของโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ มีดังต่อไปนี้

ทศวรรษ 1950-60 วางแผนไปสู่การครอบครองนิวเคลียร์
เกาหลีเหนือเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีทางนิวเคลียร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต

ทศวรรษ 1970 เริ่มโครงการพัฒนาขีปนาวุธ
เกาหลีเหนือเริ่มโครงการพัฒนาขีปนาวุธ โดยใช้อุปกรณ์ที่ซื้อมาจากอียิปต์

ปี 2003 ลอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
เกาหลีเหนือถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ โดยหลายฝ่ายเชื่อกันว่าเกาหลีเหนือกำลังลอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อยู่
ในปี 2005 เกาหลีเหนือบรรลุข้อตกลงกับนานาชาติในการยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการได้รับความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แต่ข้อตกลงนี้กลับประสบความล้มเหลวภายในเวลาไม่นาน

ปี 2006 เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์
เกาหลีเหนืออ้างว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก

ปี 2016 ระเบิดไฮโดรเจน?
ในเดือนมกราคมของปีนี้ เกาหลีเหนืออ้างว่าได้ทดสอบระเบิดไฮโดรเจนขนาดย่อส่วน แต่ข่าวนี้ไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด

ปี 2017 ทดสอบขีปนาวุธ
เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธที่ทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งขีปนาวุธข้ามทวีปที่อาจยิงโจมตีถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ได้
ในเดือนกันยายน เกาหลีเหนือทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 6 โดยอ้างว่าเป็นระเบิดไฮโดรเจนที่ติดตั้งบนหัวรบของขีปนาวุธได้
ทั้งหมดนี้หมายความว่า เกาหลีเหนือต้องเผชิญกับการถูกทั่วโลกรุมประณามและถูกคว่ำบาตรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยมาตรการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อลงโทษเกาหลีเหนือทางเศรษฐกิจ และบีบบังคับให้ล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์โดยเร็ว
ทำไมต้องกังวลเรื่องเกาหลีเหนือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์?
เพราะทั่วโลก (เว้นแต่บางประเทศซึ่งมีจำนวนไม่น้อย) เห็นพ้องกันว่าไม่ควรมีประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์รายใหม่เกิดขึ้น และชาติที่ครอบครองอยู่แล้วจะไม่ใช้งานอาวุธนิวเคลียร์ของตน
เกาหลีเหนือนั้นเป็นกรณีพิเศษที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันอย่างกว้างขวางว่า ไม่มีความรับผิดชอบพอที่จะถือครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด โครงการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ก็ถูกเก็บเป็นความลับจนน่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง ทั้งมีเรื่องน่าวิตกอีกว่า หากรัฐบาลเกาหลีเหนือถูกโค่นล้ม อาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่อาจตกไปอยู่ในมือของผู้คิดร้ายได้
ทรัมป์และคิมจะผูกสัมพันธ์กันได้หรือไม่?
นับแต่อดีตซึ่งเนิ่นนานมาแล้ว ผู้นำประเทศทั้งสองไม่เคยเข้ากันได้เลย
ทั้งคู่ต่างขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เปลี่ยนแปลงง่าย มีความคิดแบบชาตินิยม และมักระเบิดอารมณ์โกรธเคืองออกมาอยู่บ่อยครั้ง
นี่คือตัวอย่างถ้อยคำที่ผู้นำทั้งสองหรือตัวแทนของทั้งคู่ ใช้โจมตีตอบโต้กันในช่วงราวหนึ่งปีที่ผ่านมา
สเกตน้ำแข็งเปลี่ยนโลกได้อย่างไร?
ในวันที่ 1 มกราคม จู่ ๆ นายคิม จอง อึน ก็เอ่ยขึ้นมาว่า เขาต้องการเจรจากับเกาหลีใต้
สิ่งที่ผู้นำเกาหลีเหนือใช้เป็นจุดเริ่มต้นเปิดการเจรจาของเขา ก็คือการเสนอจะส่งทีมนักกีฬา รวมทั้งทีมสเกตน้ำแข็งลงแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองพยองชางของเกาหลีใต้

หลังจากพูดคุยต่อรองกันอยู่พักใหญ่ สองเกาหลีต่างตกลงจะร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์เป็นทีมเดียวกัน
ต่อมาในเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีใต้เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อนำข้อความจากผู้นำเกาหลีเหนือไปแจ้งว่า เขาต้องการพบเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเขาได้สั่งระงับการทดสอบขีปนาวุธรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ลงทั้งหมด และยังพร้อม "ยึดมั่นต่อพันธกิจในการปลดอาวุธนิวเคลียร์" อีกด้วย
ทรัมป์ตอบรับคำขอดังกล่าวในทันที ซึ่งเท่ากับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีมานานหลายทศวรรษจากหน้ามือเป็นหลังมือ และหลังจากนั้นการเตรียมแผนจัดการพบปะดังกล่าวก็เริ่มขึ้น
เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม มีการประกาศกำหนดวันพบปะของสองผู้นำเป็นวันที่ 12 มิถุนายน ที่ประเทศสิงคโปร์
เพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจและเจตนาดี เกาหลีเหนือได้ปล่อยตัวชาวอเมริกัน 3 คนที่ถูกคุมขังอยู่ก่อนหน้านั้นให้เป็นอิสระ
เกาหลีเหนือยังระเบิดทำลายสถานที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดิน ซึ่งเคยใช้ทำการทดสอบมาแล้วถึง 6 ครั้งก่อนหน้านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำเช่นนี้ไม่ได้รับรองว่าเกาหลีเหนือจะยุติการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ได้ตลอดไป

เพิ่งมีการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นใช่หรือไม่?
ถูกต้องแล้ว เพิ่งมีการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ไปเมื่อไม่นานมานี้
ในเดือนเมษายน ประธานาธิบดี มุน เจ อิน ของเกาหลีใต้ เดินทางระยะใกล้จากกรุงโซลไปยังเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งเป็นพรมแดนที่มีทหารของทั้งสองฝ่ายประจำการอยู่อย่างแน่นหนา โดยเส้นเขตแดนนี้แบ่งแยกสองเกาหลีออกจากกันมาตั้งแต่ทำข้อตกลงสงบศึกในปี 1953
การพบกันครั้งนี้ทำให้โลกต้องตกตะลึง เมื่อสองผู้นำเดินเข้ามาจับมือกันตรงเส้นแบ่งเขตแดน และผลัดกันก้าวข้ามเส้นดังกล่าวเข้าไปเหยียบแผ่นดินของอีกฝ่าย

ในวันสำคัญเป็นพิเศษเช่นนี้ ผู้นำของสองเกาหลีต่างได้พูดคุยเจรจากันหลายรอบ รวมทั้งรับประทานอาหารร่วมกัน และได้ออกเดินเล่นด้วยกันอย่างสนิทสนมไปในบริเวณโดยรอบแนวพรมแดนอีกด้วย

เมื่อการประชุมสุดยอดสิ้นสุดลง มีการออก "ปฏิญญาปันมุนจอม" ซึ่งทั้งสองเกาหลีให้คำมั่นว่า
- จะดำเนินการเจรจากันต่อไปในทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องการรวมชาติ
- จะยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันลงทั้งหมด
- จะประกาศยุติสงครามเกาหลีลงอย่างเป็นทางการ และมุ่งหน้าไปสู่ "การปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีอย่างสิ้นเชิง"
ผู้นำทั้งสองได้พบกันอีกในเดือนพฤษภาคม โดยมีการเจรจาเพิ่มเติม และกอดแสดงความเป็นมิตรกันอีกครั้ง

เกาหลีเหนือให้คำมั่นจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์แล้วจริงหรือ?
ผิดแล้ว ข้อความในปฏิญญาที่สองเกาหลีระบุถึง "การปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีอย่างสิ้นเชิง" นั้นยังไม่ชัดเจนว่าหมายความถึงอะไรกันแน่
สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ที่ผ่านมาข้อความนี้หมายถึงการที่เกาหลีเหนือล้มเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หรือลงมือทำลายอาวุธนิวเคลียร์ที่ครอบครองอยู่ทั้งหมด ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้การแก้ปัญหาเกาหลีเหนือเดินหน้าต่อไปได้
แต่สำหรับเกาหลีเหนือ ข้อความนี้มีนัยไปในทางที่ไม่เด็ดขาดเช่นนั้น มีแนวโน้มว่าเกาหลีเหนือจะไม่สละสิทธิครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ง่าย ๆ หากไม่มีการรับประกันความปลอดภัยให้กับประเทศของตนเสียก่อน
นั่นหมายความว่า หากเกาหลีเหนือจะต้องถูกปลดอาวุธนิวเคลียร์ ทุกชาติในแถบคาบสมุทรเกาหลีก็จะต้องทำเช่นเดียวกันด้วย
กรณีนี้ยังรวมไปถึงสหรัฐฯ ซึ่งมีข้อตกลงทางทหารกับเกาหลีใต้ โดยสหรัฐฯ ให้คำมั่นจะยกกำลังเข้าช่วยป้องกันเกาหลีใต้เมื่อถูกโจมตี
แต่เดี๋ยวก่อน...ทรัมป์ยกเลิกการประชุมสุดยอดไปแล้วไม่ใช่หรือ?

ตอบตกลง ยังไม่แน่นอน ปฏิเสธ
ทรัมป์บอกยกเลิกการพบปะกับคิมก็จริง แต่ก็กล่าวเช่นนั้นได้เพียงวันเดียวก่อนมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ดูเหมือนว่าการจัดประชุมเกือบจะประสบความล้มเหลวลงในชั่วขณะหนึ่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายคนพยายามยกกรณีของลิเบียขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่เกาหลีเหนืออาจดำเนินรอยตามได้
เหตุการณ์นี้สร้างความตระหนกตกใจให้เกาหลีเหนืออย่างมาก เพราะเมื่อปี 2003 พันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ได้ตกลงจะล้มเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับทำให้เขาถูกสังหารในไม่กี่ปีต่อมา เมื่อชาติตะวันตกสนับสนุนให้ประชาชนลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลของเขา
ต่อไปนี้เป็นลำดับเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง จนทำให้เส้นทางสู่การประชุมสุดยอดมีอันต้องสะดุด
10 เมษายน - นายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า
ผมคิดว่าเรากำลังเจอสถานการณ์แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในลิเบียเมื่อปี 2003 และ 2004"
เกาหลีเหนือขู่จะยกเลิกการประชุมสุดยอด หากสหรัฐฯ "เป็นฝ่ายเดียวที่เรียกร้องให้เราปลดอาวุธนิวเคลียร์"
17 พฤษภาคม - ทรัมป์ชี้แจงคำกล่าวที่พาดพิงถึงกรณีของลิเบียดังนี้
เหตุการณ์แบบลิเบียนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึงเลยในกรณีของเกาหลีเหนือ...แต่สถานการณ์แบบที่ว่ามีแนวโน้มจะเกิดขึ้นตอนนี้ หากเราตกลงกันไม่ได้"
อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันต่อมารองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ก็กล่าวย้ำถึงตัวอย่างกรณีของลิเบียอีก
24 พฤษภาคม - นางโช ซอน ฮุย ผู้แทนเจรจาฝ่ายเกาหลีเหนือกล่าวว่าความเห็นของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้น "โง่เง่า"
ไม่ว่าสหรัฐฯ จะพบกับเราในห้องประชุม หรือจะเผชิญหน้ากันในสงครามนิวเคลียร์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการตัดสินใจของสหรัฐฯ"
24 พฤษภาคม - ทรัมป์แถลงยกเลิกการประชุมสุดยอด
เป็นที่น่าเสียใจว่า ความโกรธเกรี้ยวรุนแรงและความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างเปิดเผยในแถลงการณ์ล่าสุดของอีกฝ่าย ทำให้ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมสำหรับการพบปะเจรจาที่ได้วางแผนกันมานานนี้"
แต่แผนการจัดประชุมสุดยอดมีอันต้องระงับไปได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เมื่อมือขวาของคิมเดินทางเข้าพบทรัมป์ และยื่นจดหมายสำคัญซองใหญ่ให้ หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความปลอดภัย มีความเป็นกลาง มั่นคง และมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่เกาหลีเหนือมีสถานทูตตั้งอยู่ ทั้งยังทำธุรกิจผ่านตัวแทนในสิงคโปร์มาเป็นเวลานาน
การชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่เป็นสิ่งต้องห้ามในสิงคโปร์ ดังนั้นผู้นำทั้งสองประเทศที่จะพบเจรจากันจึงไม่ต้องกังวลถึงเรื่องนี้
ทั้งสองฝ่ายหวังจะบรรลุข้อตกลงเรื่องอะไรกันบ้าง?
อันที่จริงแล้ว ประเด็นนี้ยังคงไม่มีความชัดเจนนัก
คาดกันว่าผู้นำทั้งสองจะคุยกันเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อลดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีและนำมาซึ่งสันติภาพโลก ไม่ว่าความหมายของการปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้นจะครอบคลุมไปถึงในระดับใดก็ตาม
ไม่นานมานี้ทรัมป์ได้ผ่อนปรนหลักการเด็ดขาดของตน ที่เคยยืนกรานให้เกาหลีเหนือล้มเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง โดยกระบวนการล้มเลิกนี้ต้องตรวจสอบได้ และไม่สามารถหวนกลับมาดำเนินการต่ออีกได้ (CVID) ทรัมป์ปรับท่าทีใหม่โดยบอกว่าจะยอมรับการล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อแลกกับการพิจารณายกเลิกการคว่ำบาตร
ด้านคิม จอง อึน นั้นต้องการจะแสดงให้โลกและชาวเกาหลีเหนือเห็นว่า สหรัฐฯ ถือว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญ แน่นอนว่าเขาย่อมต้องการให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรลงด้วย แต่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเกาหลีเหนือเคยยืนกรานว่า จะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างเพียงเพราะข้อเสนอให้ความช่วยเหลือจากต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเกาหลีเหนือเคยตอบตกลงต่อข้อเสนอทั้งหมดนี้มาก่อน แต่ก็ฉีกสัญญาที่ทำกันไว้ทิ้งในภายหลัง
ผู้นำทั้งสองต่างให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดส่วนบุคคลอย่างยิ่ง ดังนั้นการประชุมครั้งนี้อาจเป็นวันแห่งการเจรจาฉันมิตรริมชายหาดของโรงแรมหรูในสิงคโปร์ ซึ่งชื่นมื่นเพียงพอจะทลายทางตันของปัญหาออกไปได้ในขณะนี้ และทำให้กระบวนการสู่สันติภาพเดินหน้าต่อไป
สิ่งที่จะไม่มีการพูดถึงในการประชุมสุดยอดครั้งนี้อย่างแน่นอน คือประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเกาหลีเหนือ
มีใครเป็นผู้มีอำนาจต่อรองในการเจรจาครั้งนี้อีกด้วยไหม?
แม้ผู้นำประเทศอื่น ๆ นอกเหนือไปจากสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ จะไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการเจรจานี้โดยตรง แต่หลายฝ่ายก็พยายามวิ่งเต้นให้ทั้งทรัมป์และคิมรับฟังความเห็นในประเด็นปัญหาเรื่องเกาหลีเหนือของพวกตนด้วย
ประเทศแรกคือเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดแจงให้การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้น โดยประธานาธิบดีมุน เจ อิน นั้นรับบทเป็นสื่อกลางจับคู่ให้ทรัมป์และคิมได้มาพบกัน
แต่เมื่อคิม จอง อึน เดินทางเยือนจีนอย่างไม่คาดฝันในเดือนมีนาคม เหตุการณ์นี้ส่งสัญญาณให้ทราบว่า จีนยังคงเป็นผู้เล่นคนสำคัญอย่างยิ่งยวดของเกมการเมืองระหว่างประเทศนี้อยู่
การเยือนครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่คิม จอง อึน เดินทางออกนอกประเทศ นับแต่ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำสูงสุด โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่เขาได้พบ
การที่เกาหลีเหนือจะทำข้อตกลงใด ๆ กับสหรัฐฯ นั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากจีนอย่างเงียบ ๆ ด้วย
ด้านนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ได้เข้าพบกับผู้นำสหรัฐฯมาแล้วหลายครั้ง เพื่อผลักดันให้ข้อเสนอบางอย่างที่เป็นประเด็นของตนเข้าสู่การเจรจาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวพลเมืองญี่ปุ่นที่ถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว
ส่วนรัสเซียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านและพันธมิตรเก่าแก่ของเกาหลีเหนือนั้น แม้จะกล่าวประณามการทดสอบนิวเคลียร์ แต่ก็คัดค้านวิจารณ์การคว่ำบาตรเกาหลีเหนือด้วย ตอนนี้ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ว่า คิม จอง อึน มีกำหนดจะพบปะกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ด้วยเช่นกัน
และที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง คือประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด ของซีเรีย ซึ่งเป็นผู้นำที่ถูกโดดเดี่ยวมากที่สุดของโลกอีกผู้หนึ่งโดยไม่นานมานี้ทางการเกาหลีเหนือประกาศว่า เขามีแผนการจะเดินทางไปพบกับคิม จอง อึน ที่เกาหลีเหนือ

นอกจากนี้ นายเดนนิส ร็อดแมน นักบาสเก็ตบอลคนดังซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับคิม และได้ไปเยือนเกาหลีเหนืออยู่บ่อยครั้ง ก็อาจไปปรากฎตัวที่สิงคโปร์ด้วยก็เป็นได้
ผู้นำทั้งสองจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่?
ทรัมป์กล่าวว่ามีหลายคนแสดงความเห็นว่า เขาควรจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้รับรางวัลทรงเกียรติดังกล่าวไปก่อนแล้ว ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มงานในตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ
การที่ผู้นำประเทศสามารถละทิ้งความขัดแย้งส่วนตัว รวมทั้งความเป็นปฏิปักษ์กันทางการเมืองที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ จนนำมาสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ นับว่าเป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลอันสมควรที่จะมอบรางวัลแก่ผู้นำประเทศเหล่านี้
แต่อย่างไรก็ตาม คาดได้ว่าคงจะมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพน้อยคน ที่จะมีภูมิหลังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและแตกต่างกันสุดขั้วเช่นคิม จอง อึน และโดนัลด์ ทรัมป์

เหรียญที่ระลึกการประชุมสุดยอดสองผู้นำ ทรัมป์-คิม














