ฟิน(แลนด์)ที่สุดในโลก?

    ยูเอ็นจัดฟินแลนด์เป็นประเทศที่มี "ความสุข" ที่สุดในโลกในปีนี้
    แล้วคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่มีความสุขหรือเปล่า

    News imageNews imageNews image

    “เพราะผมมีงานทำไงล่ะ” ชายชาวฟินแลนด์ตอบผมสั้น ๆ พร้อมกับขอโทษที่อธิบายได้แค่นี้เพราะไม่ถนัดภาษาอังกฤษเท่าไร

    ตลอดการเดินทางไปเมืองต่าง ๆ ในประเทศแถบนอร์ดิกแห่งนี้ ผมไม่เคยแน่ใจว่าท่าทางที่ดูเฉยเมยของพวกเขาคือลักษณะของคนที่แอบชอบคุณอยู่ลึก ๆ แต่ไม่แสดงออก หรือเป็นคนที่มีความอดทนมหาศาลซึ่งกำลังรำคาญคุณอยู่เต็มทน

    และก็ไม่แน่ใจว่าชายคนนี้ที่นั่งข้าง ๆ ผมบนเที่ยวบินที่มุ่งสู่กรุงเฮลซิงกิเป็นประเภทแรกหรือหลัง แต่นั่นไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ผมตรงเข้าถามคนแปลกหน้า จากคนขับรถแท็กซี่ไปจนถึงหญิงชราที่ยืนรอรถบัสด้วยกัน ว่า

    “จริงหรือเปล่า ที่เขาว่าประเทศคุณเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก?”

    เขาที่ว่าคือองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น (UN) กับ “รายงานความสุขโลก” (World Happiness Report) ที่จัดอันดับให้ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ "มีความสุข" ที่สุดในโลกในปีนี้ โดยวัดจากการถามคนในกว่า 150 ประเทศด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า จากคะแนนเต็ม 10 พวกเขามีความสุขแค่ไหน และเพราะอะไร

    ฟินแลนด์ได้คะแนน 7.6 เต็ม 10 ในขณะที่ประเทศไทยมีความสุขอยู่ที่อันดับ 46 ของโลกด้วยคะแนน 6 ส่วนสาธารณรัฐบุรุนดีในฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริการั้งอันดับท้ายสุดด้วยคะแนน 2.6

    สิ่งที่ประเทศที่มีความสุขติดอันดับต้น ๆ ล้วนมีเหมือนกันคือการสนับสนุนปัจจัยสำคัญ ๆ ในการใช้ชีวิตเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้, การช่วยเหลือทางสังคม, อายุคาดเฉลี่ยที่ดี, เสรีภาพในการใช้ชีวิต, ความมีน้ำใจ และสภาพปลอดคอร์รัปชั่น

    นอกจากนี้ ยูเอ็นยังได้สำรวจระดับความสุขของผู้อพยพในประเทศต่าง ๆ และฟินแลนด์ซึ่งมีประชากรราว 5.5 ล้านคนและคนต่างชาติอาศัยอยู่ราวสามแสนคน ก็ครองแชมป์ประเทศที่คนต่างถิ่นอยู่แล้วมีความสุขที่สุดในโลกเช่นกัน

    แต่ความสุขคืออะไร? แล้วคนไทยที่อาศัยอยู่ในฟินแลนด์มีความสุขหรือเปล่า? นี่เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัวเพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสุขเป็นเรื่องอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับมุมมองความคิดเห็นของแต่ละบุคคล

    แต่การพูดคุยกับคนไทยหลากหลายอาชีพในฟินแลนด์ที่พูดถึงประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสวัสดิการ การศึกษา ไปจนถึงความเท่าเทียมในสังคม ก็อาจจะเผยให้เห็น “เค้าโครง” คร่าว ๆ ของสิ่งนามธรรมที่เรียกกันว่า “ความสุข” และอาจตอบคำถามได้ว่าทำไมประเทศ ๆ นี้จึงถูกยกให้เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก

    "อยู่กับสวัสดิการ"
    News image

    “ความจำใจคือลูกเราอยู่นี่ ที่นี่เราอยู่เพราะลูกเราจะได้การศึกษา เรียนฟรี” ภัทรา ปีปโปเนน พนักงานทำความสะอาดวัย 30 ปี เล่าขณะเก็บเครื่องดูดฝุ่นและไม้ถูพื้นใส่ท้ายรถส่วนตัวหลังเสร็จงานจากบ้านลูกค้ารายหนึ่ง

    “ถ้าเราไปอยู่ไทย เราจบ ม.3 เราไม่ได้ทำงานอะไรที่มันแบบว่าเงินเดือนดีที่จะส่งลูกเราให้เรียนโรงเรียนดี ๆ มันเป็นไปไม่ได้ เราก็ต้องอยู่ที่นี่ อยู่กับสวัสดิการที่นี่”

    เป็นเวลา 5 ปีแล้วที่ชาวนครพนมผู้นี้แต่งงานกับชาวฟินแลนด์และย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เมืองตัมเปเร่ ซึ่งห่างจากกรุงเฮลซิงกิไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 2 ชม. ทางรถยนต์

    จากงานในโรงงานที่สมุทรปราการและงานทำความสะอาดในโรงแรมในภูเก็ต ทุกวันนี้ ภัทรายังยึดอาชีพที่เธอรักแต่อยู่ในฐานะเจ้าของบริษัทที่ลงมือลุยเดี่ยว ตระเวนไปตามบ้านต่าง ๆ และทำรายได้ชั่วโมงละ 40 ยูโร หรือเกือบ 1,500 บาท

    แต่ถึงแม้จะมีความสุขที่มีบริษัทเป็นของตัวเอง ทำให้เธอไม่ต้องไป “แบมือขอสามี ไม่ต้องพึ่งเงินรัฐ” เธอบอกว่าก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่ามีความสุขที่สุดที่นี่ จากที่ชอบเพราะอากาศ “ไม่ร้อน” และได้เงินจากรัฐระหว่างเรียนภาษาฟินนิชในช่วงแรก จุดเปลี่ยนสำคัญคือการตั้งครรภ์ลูกคนแรก

    “พอท้องแล้วชีวิตเปลี่ยน คือเราอยู่นานละ เริ่มรู้ว่ามันไม่ใช่เท่าไหร่ มันเหมือนว่าเราคิดถึงเมืองไทย อาหารการกินเหรอ หายาก แพง อยู่ไทยเราซื้อ มันถูก ข้าวแกงง่าย ๆ ...ช่วงหน้าหนาวนี่เป็นอะไรที่หดหู่มาก บรรยากาศครึ้มทุกวัน แทบจะไม่ได้เจอดวงอาทิตย์” ภัทราเล่า

    “ข้าวแกงง่าย ๆ” ที่ภัทราเอ่ยถึงทำให้นึกถึงแผงกับข้าวหลากหลายที่ถูกและอร่อยซึ่งมีอยู่ทั่วไปที่ไทย มันช่างขัดกับชีสเบอร์เกอร์ก้อนโตที่เราสั่งขณะนั่งคุยกันต่อที่ร้านแห่งหนึ่งในใจกลางเมืองตัมเปเร่ ขัดกับ “ไส้กรอกเลือด” อาหารประจำเมืองที่เสิร์ฟเป็นอาหารเช้าในโรงแรมที่ผมพัก หน้าตาคล้ายไส้อั่วแต่ไม่มีวันจะแทนกันได้

    “สำหรับเรา 50/50” ภัทราบอก เมื่อถามว่านี่คือประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกหรือเปล่า “สุขแต่ไม่สุด เราชอบที่นี่เพราะสวัสดิการช่วยเรื่องแม่ เงินลูก แล้วก็ลูกเรียนฟรี ถ้าเปรียบที่ไทย เราทำงาน[โรงงาน] 8 ปีคือเราไม่มีอะไรเลย ค่าอยู่ค่ากินค่าห้อง คือหมดไปแล้ว เดือนละไม่ถึงหมื่น ค่าห้องก็ห้าพันหกพัน ไม่มีเก็บไม่มีเหลือ แต่มาอยู่นี่เงินสวัสดิการเราสามารถส่งให้แม่ ส่งทำบ้าน ส่งซื้อรถ งอกเงยมาเป็นของเรา”

    เป็นเวลา 80 ปีแล้วที่ทางการฟินแลนด์มอบ “กล่องทารก” ให้กับแม่มือใหม่ทุกคน ซึ่งมีข้าวของเครื่องใช้จำเป็นสำหรับทารกแรกเกิด ไม่ว่าจะเป็นชุด ถุงนอน ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและทำความสะอาด หนังสือเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แม่ยังสามารถลาคลอดและยังได้รายรับถึง 4 เดือน ในขณะที่พ่อสามารถลางานและยังได้รายรับถึง 9 สัปดาห์ หลังจากนั้น ใครคนใดคนหนึ่งสามารถเลือกที่จะหยุดทำงานเพื่อดูแลลูกถึง 3 ปี โดยได้เงินช่วยเหลือที่คำนวณจากรายได้ประจำที่เคยได้ตลอดระยะเวลานั้น

    ทางการฟินแลนด์มอบ “กล่องทารก” ให้กับแม่มือใหม่ทุกคนมาเป็นเวลา 80 ปีแล้ว

    ทางการฟินแลนด์มอบ “กล่องทารก” ให้กับแม่มือใหม่ทุกคนมาเป็นเวลา 80 ปีแล้ว

    ภัทราเล่าว่า เธอได้เงินราว 700 ยูโร หรือราว 26,000 บาท ในปีแรกที่มีลูก ก่อนจะปรับได้น้อยลงในสองปีถัดมา นอกจากนี้ ลูกทั้งสองคนของเธอก็จะได้เงินจากรัฐคนละประมาณ 100 ยูโรทุกเดือนไปจนถึงพวกเขาจะอายุ 17 ปี อีกด้วย

    “เป็นไปได้ไหมที่[ประเทศไทย]จะมีสวัสดิการแบบนี้ คิดว่าเป็นไปไม่ได้นะ” ภัทรากล่าวทิ้งท้าย “ผู้หลักผู้ใหญ่เราเขาไม่ทำให้มันเหมือนที่นี่อะ อีกอย่างคือ ประเทศเราคนทำงานน้อยที่จะเสียภาษีเยอะแล้วเอาเงินภาษีส่วนนั้นอะมาใช้ให้มันมีสวัสดิการอะไรเยอะแยะขึ้นมา งานหนักอะที่จะทำให้เหมือนต่างประเทศ”

    ความเท่าเทียม การศึกษา = ความสุข?
    News image

    สำหรับนิธิพงษ์ สีแสง บุรุษพยาบาลวัย 33 ปี โอกาสทางการศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ และการอยู่ใกล้ธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขามีความสุขในช่วง 8 ปีตั้งแต่ย้ายรกรากมาอยู่ที่นี่

    “หมอย หมอย” ไม่ใช่คำลามกแต่เป็นคำทักทายภาษาฟินแลนด์ที่แฟนหนุ่มของนิธิพงษ์พูดกับผม เราพบกันที่ห้างสรรพสินค้าที่เพิ่งเปิดใหม่ในตัวเมืองตัมเปเร่ก่อนจะพวกเขาจะขับรถพาผมออกจากเมืองไปราว 20 นาทีเข้าสู่เมืองน็อคเกีย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของมือถือที่เราคุ้นชื่อกันดี

    การลัดเลาะไปตามถนนที่ขนาบไปด้วยป่าครึ้มสู่วิวจากระเบียงบ้านที่เห็นแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน ทำให้เริ่มเข้าใจที่นิธิพงษ์บอกว่าความสุขง่าย ๆ คือการพาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เขาบอกว่าต่างจากความวุ่นวายในกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง จากการทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในไทย นิธิพงษ์ผันตัวมาเป็นพยาบาลที่บ้านพักคนชราที่นี่ เขาเล่าว่าความช่วยเหลือจากรัฐคือสิ่งที่ทำให้เขามาถึงทุกวันนี้ได้

    นิธิพงษ์เล่าว่ารัฐมีความกระตือรือร้นที่ช่วยให้ผู้ที่แต่งงานและย้ายถิ่นมาใหม่อย่างเขาได้เข้าเรียนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มีใบอนุญาตประกอบอาชีพพยาบาลและได้ทำงานในที่สุด

    “คือเราจะมีความสุขได้ยังไงอะ ถ้าเราไม่มีงานทำ ...เขาจะมีคนจากกรมจัดหาแรงงานมาวางแผนกับเราว่าเราอยากจะทำอะไรที่นี่ เหมือนวางแผนชีวิตด้วยกัน” นิธิพงษ์เล่า

    “ตอนอยู่ไทยอะ ผมมาจากครอบครัวที่มันไม่ได้รวย ต้องกู้เงินเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย แต่ถ้าที่นี่คุณไม่มีเงินเรียน คุณก็สามารถเรียนฟรีถึงมหาลัยได้อะ เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานหลักที่จะสร้างอาชีพได้ทุกอย่าง นี่คือหนึ่งจุดใหญ่ที่เมืองไทยจะต้องเล็งเห็นว่า ทำไมคนฟินเขาทำได้ล่ะ”

    นิธิพงษ์และเพื่อนร่วมงานขณะรับประทานอาหารฉลองเทศกาลคริสต์มาส

    นิธิพงษ์และเพื่อนร่วมงานขณะรับประทานอาหารฉลองเทศกาลคริสต์มาส

    แต่สวัสดิการที่ดีก็มาพร้อมกับภาระการจ่ายภาษีที่หนักอึ้ง ในขณะที่อัตราภาษีเงินได้ของไทยอยู่สูงสุดแค่ 35 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลจากกรมสรรพากรฟินแลนด์ระบุว่า อัตราภาษีเงินได้โดยเฉลี่ยของคนฟินแลนด์ในปี 2018 อยู่ที่ 51.6 เปอร์เซ็นต์ แต่นิธิพงษ์บอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะเขารู้ดีว่าเงินเหล่านั้นไปไหน เพื่อการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และสำหรับวัยเกษียณของเขาเอง

    อย่างไรก็ตาม แฟนหนุ่มของนิธิพงษ์ที่เดินเข้ามาร่วมบทสนทนาบางตอนก็ตั้งคำถามว่า ถ้านี่เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกจริง ทำไมฟินแลนด์ถึงเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายที่ยังสูงอยู่ โดยข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกระบุว่าในปี 2015 ฟินแลนด์มีอัตราการฆ่าตัวตายคิดเป็น 14.2 คน จากประชากรหนึ่งแสนคน ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 12.7 คน

    เป็นเรื่องปกติที่หน้าหนาวในฟินแลนด์จะมีอุณหภูมิติดลบถึง 30 องศาเซลเซียส และคุณก็อาจจะไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์ไปนาน แล้วนั่นมีส่วนทำให้คนที่นี่ซึมเศร้าและเกี่ยวข้องกับอัตราการฆ่าตัวตายหรือเปล่า?

    ราวกับเป็นการให้คำตอบ นิธิพงษ์และแฟนพาผมเดินไปทักทายเพื่อนบ้านวัย 70 กว่าปีที่อาศัยอยู่อย่างสันโดษในบ้านไม้สีแดงแบบที่ชาวฟินแลนด์นิยม

    “ถ้าไม่มีความสุข พวกเราก็คงอพยพไปจากที่นี่กันหมดแล้ว” ชายชราคนนั้นตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “หน้าหนาวดีไม่มียุง และผมก็มีไวน์และมีเตาผิง”

    ระหว่างมุ่งหน้ากลับสู่ตัวเมืองตัมเปเร่ นิธิพงษ์เล่าว่าอีกปัจจัยของความสุขคือความเท่าเทียมในแง่ต่าง ๆ การเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมก็ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมีน้อยมากไปโดยปริยาย

    ในแง่ความเท่าเทียมทางเพศ ฟินแลนด์ผ่านกฎหมายการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ในขณะที่ “พ.ร.บ คู่ชีวิต” ในไทยยังอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้ทำให้คู่รักเพศเดียวกันมีปัญหาด้านสิทธิในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการให้ความยินยอมแก่แพทย์รักษาพยาบาลคู่ชีวิตยามฉุกเฉิน สิทธิการมีบุตรร่วมกันหรือบุตรบุญธรรม สิทธิการทำนิติกรรมหรือธุรกรรมทางการเงิน

    “สำหรับผม เรื่องเอกสารก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย แต่ว่าในเรื่องของกฎหมาย บางคนถ้าเขาสร้างอะไรมาด้วยกัน ถ้ากฎหมายไม่ครอบคลุม ก็โดนตัดออกไป[เมื่อคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไป]” นิธิพงษ์อธิบาย “ทำให้คนประเภทพวกผมเงี้ย รู้สึกแฮปปี้ที่จะอยู่ในประเทศที่กฎหมายมันเท่าเทียมกัน รัฐบาลมองถึงความเท่าเทียม เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม”

    จากพนักงานสู่เจ้าของกิจการ
    News image

    เช่นเดียวกับภัทราและนิธิพงษ์ สวัสดิการและโอกาสทางการศึกษาคือสาเหตุที่ พานิต คำสิงห์ ช่างทำเล็บวัย 33 ปี ตัดสินใจกับสามีชาวฟินแลนด์ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยในตอนแรกว่าจะย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อเริ่มวางแผนสร้างครอบครัว

    เมืองตูรกุเป็นเมืองท่าที่เก่าแก่ที่สุดของฟินแลนด์ และผมใช้เวลาเดินทางราว 2 ชม.โดยรถไฟจากตัมเปเร่ลงมาที่ฝั่งตะวันตกของประเทศ ขณะเดินจากสถานีรถไฟ พานิตเล่าให้ผมฟังว่าเริ่มต้นชีวิตในกรุงเทพฯ ด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟในโรงแรม ก่อนที่จะเริ่มอาชีพช่างทำเล็บตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    หลังจากรับงานอิสระสักพัก พานิตได้ทุนจากเมืองตูรกุให้เข้าเรียนหลักสูตรเสริมความงามกับสถาบันเอกชนแห่งหนึ่งในเมือง ซึ่งทำให้
    พานิตรู้สึกประทับใจในความเท่าเทียมเรื่องการศึกษาแม้จะเป็นคนที่เพิ่งย้ายถิ่นมา

    “ตอนขอทุน เราก็จะไปคุยกับร้านเสริมสวยที่เราสนใจ เขาสนใจสอนเราไหม” พานิตเล่า “ทางร้านเสริมสวยที่สอนเราเนี่ยก็จะได้รายได้เป็นเดือน[จากเมืองตูรกุ] ส่วนตัวเราเวลาเข้าโรงเรียน[สอนภาคทฤษฎีและปฏิบัติ] ก็จะได้เงินวันละ 40-50 ยูโร แล้วโรงเรียนก็ได้ค่าสอนจากรัฐด้วย”

    ที่สถาบันสอนหลักสูตรเสริมความงามแห่งนี้ พานิตและครูผู้สอนใช้เวลาสักพักในการจ้องมองและวิเคราะห์ผิวหน้าของนักเรียนอาสาสมัครที่นอนอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ครูจะสอนเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและลงมือสาธิตวิธีการดูแลรักษาหน้า พร้อมยังใช้เวลาในตอนท้ายประเมินผลสิ่งที่เรียนรู้ไปด้วย

    พานิตบอกว่าการเรียนเกือบ 3 ปี ทำให้เธอเข้าใจว่าศาสตร์ด้านความงามไม่ใช่แค่เรื่องความงามแบบตื้น ๆ อย่างที่เคยเข้าใจ แต่เป็นการเรียนทฤษฎีอย่างเจาะลึกถึงแง่มุมอื่น ๆ อาทิ การเรียนรู้ถึงผลกระทบด้านสุขภาพของการใช้กรรมวิธีและผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่าง ๆ

    “มีความสุขที่สุดในโลกหรือเปล่า? เรามองว่ามันกลาง ๆ อะ มันต้องอยู่ที่ตัวบุคคล ถ้าชอบความสงบ ชีวิตเรื่อยๆ ที่นี่เหมาะ” พานิต กล่าวและเล่าต่อว่าขณะนี้ เธอสามารถเก็บเงินและเตรียมซื้อต่อกิจการเสริมสวยเล็ก ๆ เป็นของตัวเองได้แล้ว

    “เด่นที่สุดคือการศึกษา ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียม มันฟรีจริง ๆ ซื้อก็ซื้อแค่หนังสือ ถ้าตอนนี้ยังอยู่ไทย ถ้ามีครอบครัวก็อาจจะเป็นแค่ช่างทำเล็บเสริมสวยคนนึง ก็ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาส่งลูกเรียนไปได้ระดับไหน อยู่ที่นี่ มีความมั่นใจว่า ลูกอยากเรียนหมอ อยากเรียนพยาบาล ตามที่เขาต้องการ เท่าที่สมองเขาจะมี เขาไปได้เอง โดยที่เราอยู่เหมือนเดิม เราไม่ต้องทำงานงก ๆ ส่งลูกเรียน”

    การศึกษาคือจุดเริ่มต้น
    News image

    สำหรับ ดร.สมใจ อิโซตาโล่ การศึกษาคือที่มาของความสุขอย่างแน่นอนเพราะ “เราคิดจัดการระบบชีวิตเราได้ ไม่ทำความเดือดร้อนให้สังคม มันไม่มีเรื่องวุ่นวาย”

    เรายืนอยู่กันอยู่บริเวณสนามเด็กเล่นของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งแถบชานเมืองของกรุงเฮลซิงกิ รายล้อมไปด้วยเด็กนับร้อยที่วิ่งเล่นกันอย่างร่าเริงและเป็นอิสระ นี่ไม่ใช่เวลาพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียน แต่เป็นเวลาพัก 15 นาทีสำหรับทุกคาบเรียนตลอดวัน

    “เขาวิจัยมาแล้วว่าการพัก 15 นาทีจะทำให้สมองเราได้รับออกซิเจนและช่วยในความจำ” สมใจเล่าขณะกวาดสายตาหาลูกสาวที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อน

    สมใจไม่ได้คุ้นเคยกับระบบการศึกษาฟินแลนด์เพราะลูกเท่านั้น แต่เธอกำลังจะเรียนจบหลักสูตรวิชาชีพครูที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ที่เมืองตัมเปเร่ และอยากจะสอนวิชาฟิสิกส์และเลขในระดับมัธยมปลาย ด้วยพื้นฐานที่มีอยู่แล้วด้วยปริญญาเอกด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์

    เนื่องจากวันนี้มีการแสดงประจำปีของเด็ก ๆ แต่ละชั้น ผู้ปกครองและคนภายนอกมีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมชมในโรงเรียน ห้องเรียนแต่ละห้องที่มีนักเรียนไม่เกิน 20 คน ทำให้นึกบรรยากาศห้องเรียนไทยที่
    บ่อยครั้งมีนักเรียนเกิน 50 คน และนักเรียนมุมหลังห้องอาจต้องนั่งเบียดกับไม้กวาดและไม่ถูพื้นประจำห้อง

    เมื่อให้เปรียบเทียบกับการศึกษาไทย สมใจบอกว่า ต่างกันที่คนไทยต้องดิ้นรน “[การศึกษา]มันดีเฉพาะกลุ่ม คนที่มีเงินก็สามารถซื้อสิ่งที่
    ดีได้ให้ตัวเองได้ ความไม่เท่าเทียมนั่นแหละ อันดับแรกเลย”

    นอกจากจำนวนนักเรียนในแต่ละห้องที่น้อยแล้ว สมใจเล่าว่าครูยังต้องมีผู้ช่วยอีก 1-2 คนด้วยเพื่อดูแลนักเรียนอย่างถี่ถ้วน

    “[ที่นี่]เน้นนักเรียนเป็นหลัก ที่พวกเราเรียนคือครูเป็นหลัก ครูสอนไป เราก็นั่งจดไป” สมใจเล่า พร้อมกับอธิบายว่าหัวใจหลักของหลักสูตรวิชาชีพครูที่เธอเรียนคือการค้นคว้าหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะโอนถ่ายองค์ความรู้ไปสู่นักเรียนแต่ละคนที่ล้วนแตกต่างกัน

    “วิธีการหลายรูปแบบ ปรับตามนักเรียน นักเรียนคนนี้สมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อได้ 50 นาทีก็ให้ทำอะไรก็ได้อยู่ในห้อง เดินไปเดินมา นั่งบีบอะไรไป แต่ก็ฟังไปด้วย แต่ละคนมีความต้องการต่างกันแต่เด็กทุกคนต้องอยู่ร่วมกันกันได้ ...พยายามเข้าใจเด็กมาก เอาเด็กเป็นหลัก ครูปรับตัว ไม่ใช่เด็กปรับตัว”

    เมื่อค้านว่าอาจเป็นเพราะฟินแลนด์มีประชากรน้อย ซึ่งทำให้พัฒนาระบบอย่างการศึกษาได้ง่าย สมใจยกตัวอย่างประเทศเยอรมนีที่มีจำนวนประชากรมากกว่าไทยแต่ก็ยังมีระบบการศึกษาที่แข็งแรงมาก

    “จำนวนคนเยอะอาจจะเป็นช้า ๆ หน่อย แต่มันต้องช่วยกัน และต้องเริ่มที่เด็ก” สมใจเล่า “ต้องเริ่มตั้งแต่ภูมิภาค ท้องถิ่น ระบบการสอน ต้องฝึกครูใหม่ อาชีพครูไม่ใช่อาชีพแรก ๆ ที่เด็กไทยอยากจะเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัย ค่าตอบแทนมันน้อย ใครจะมีแรงจูงใจ คนเรียนเก่งก็ไปเรียนวิศวะ ...ต้องพูดให้คนเห็นภาพว่า[การจ่ายภาษี]มันดีอย่างไร เพื่อลูกหลานเขา”

    "เอาเด็กเป็นหลัก ครูปรับตัว ไม่ใช่เด็กปรับตัว"
    News image
    พอเพียงแบบฟิน ๆ
    News image

    สุรพงษ์ ตุ้มประโคน เงื้อขวานในมือขึ้นสูงและจามท่อนไม้ออกเป็นสอง​ซีก ผมนั่งดูท่อนไม้กองซ้ายค่อย ๆ ร่อยหรอ กลายเป็นซีกไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ในกองขวา และคิดว่านี่อาจจะเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อที่สุดในโลก

    แต่ในขณะที่เดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ผมอาจจะเข้าถึง “ความสุขเรียบง่าย” แบบคนฟินแลนด์อย่างที่หลาย ๆ คนพูดถึงที่สุด

    “อย่างพรุ่งนี้ฝนตก ตัดฟืนไม่ได้ ก็คงไปตลาดแทน ซื้อของมาปุ๊บ อยากทำไรกินก็กิน อย่างวันเสาร์ แดดดี ตื่นนอนสัก 8-9 โมง กินอาหารเสร็จเที่ยง ก็ตัดฟืน แล้วแต่คุณ คุณจะตัดกี่ชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง ก็เข้าบ้าน จบ”

    นอกจากปัจจัยเรื่องสวัสดิการ และการศึกษา การใช้ชีวิตของสุรพงษ์ ชาวสวนผักคนไทยและภรรยาของเขาในเมืองโลวีซ่า ซึ่งห่างจากกรุงเฮลซิงกิไปทางฝั่งตะวันออกราวหนึ่งชั่วโมง ชวนให้คิดว่า นอกจากปัจจัยการช่วยเหลือทางสังคมจากรัฐแล้ว “ทัศนคติ” ในการใช้ชีวิตของอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟินแลนด์ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก

    ผมนัดพบสุรพงษ์ที่ฟาร์มผักหลากชนิดในโรงเรือนขนาดใหญ่ ซึ่งเขารับหน้าที่ดูแลในส่วนของการปลูกถั่วมาเป็นเวลาเกือบ 7 ปีแล้ว

    ก่อนหน้านี้ สุรพงษ์ขี่มอเตอร์ไซค์และขับรถรับจ้างอยู่ที่พัทยา ในขณะที่ภรรยาเปิดร้านเสริมสวย และหลังจากเคยมารับจ้างงานก่อสร้างชั่วคราวสองครั้งที่ฟินแลนด์ สุรพงษ์ก็ตัดสินใจย้ายมาทำงานประจำที่สวนผักแห่งนี้ในที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเขาเริ่มสูญเสียรายได้เพราะความนิยมของบริษัทบริการรถอย่างอูเบอร์

    สุรพงษ์บอกว่าความแตกต่างของการอยู่ที่นี่คือไม่ต้องดิ้นรนมาก และการมีความสมดุลระหว่างชีวิตกับอาชีพการงาน ระหว่างรายรับและภาระค่าใช้จ่าย และบ้านหลังเล็กแต่อบอุ่นที่สุรพงษ์ต้อนรับผมก็เป็นบ้านที่เขาเริ่มผ่อนซื้อเป็นของตัวเองแล้ว

    “ถ้าอยู่ไทยก็ไม่มีอะไรครับ พูดง่าย ๆ ก็แค่ทำไปวัน ๆ ได้รับมา กินใช้มาไม่เหลือเก็บ สองคนผัวเมียรายรับสามหมื่น ถัวเฉลี่ย เช่าบ้าน น้ำไฟ ค่ากิน กลับบ้านทีอะ เจอญาติพี่น้องก็ไม่เหลือแล้ว ผมไม่ได้เป็นคนฟุ่มเฟือย ไม่ขัดสน แต่ไม่เหลือ”

    "กินอาหารเสร็จเที่ยง ก็ตัดฟืน แล้วแต่คุณ
    คุณจะตัดกี่ชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง ก็เข้าบ้าน จบ”
    News image

    ระหว่างที่ภรรยาของสุรพงษ์เริ่มตระเตรียมทำกระเพรากุ้งและใช้
    ถั่วที่ปลูกเองที่ฟาร์มมาผัดเลี้ยงเป็นข้าวเย็น สุรพงษ์ยังขะมักเขม้นผ่าฟืนต่อ ซึ่งเขาเล่าว่าเป็นกิจกรรมหลักของคนที่นี่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหน้าหนาวรอบต่อไป เขาเห็นด้วยกับความคิดที่ว่าฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก และบอกว่าเคล็ดลับอาจจะอยู่ที่การแค่พอใจในชีวิตของตัวเอง

    “เขาพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ของเขา อาหารการกิน สังคม จะรวยจะจน ทุกคนเท่ากัน เจ้านายผมมีที่เป็นหมื่นไร่ เขาแต่งตัวเหมือนผมเนี่ยแหละ ขับรถโทรม ๆ”

    จากกรุงเฮลซิงกิมาเมืองโลวีซ่า ผมเดินทางโดยรถบัส และขณะยืนรอรถแท็กซี่ที่จะพาเข้าไปฟาร์มผักสุรพงษ์อีกทอดหนึ่ง ผมได้พบกับหญิงชาวฟินแลนด์วัย 78 ปี สีหน้าหมองหม่นของเธอทำให้ปั๊มน้ำมันที่เรายืนรอรถกันอยู่รู้สึกเปล่าเปลี่ยวเข้าไปอีก

    และคำตอบของเธอคือ “ที่นี่คงไม่ใช่ที่ที่มีความสุขที่สุดสำหรับคนแก่”

    เธอเพิ่งกลับมาจากกรุงเฮลซิงกิด้วยรถบัสคันเดียวกันเพื่อไปรับการรักษามะเร็ง และเธอต้องเดินทางไปด้วยตัวเองทุกสัปดาห์ เป็นเรื่องปกติที่ชาวฟินแลนด์สูงอายุจะใช้ชีวิตอยู่อย่างลำพัง และไม่ก็อยู่ในบ้านพักคนชราหากช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว

    เมื่อถามสุรพงษ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ภาพของ “ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก” พังครืนลงเลยหรือ หากเทียบกับวัฒนธรรมความใกล้ชิดระหว่างลูกหลานและญาติผู้ใหญ่แบบไทย

    “อันนี้ไทยดีกว่า ยอมรับข้อนี้” สุรพงษ์ตอบ “แต่ก็ต้องมองสองมุมว่า ถ้าลูกทิ้ง แต่รัฐบาลที่นี่ไม่ทอดทิ้งนะ ถ้าลูกหลานไม่ดู รัฐดูไหม เบี้ยคนชรา 600 บาท ถามว่าพอไหมล่ะ?”

    “ถ้าอยู่ไทยก็ไม่มีอะไรครับ พูดง่าย ๆ ก็แค่ทำไปวัน ๆ
    ได้รับมา กินใช้มาไม่เหลือเก็บ"
    News image

    เครดิต

    เรื่อง/ภาพ: ก้าวหน้า พงศ์พิพัฒน์
    วิดีโอ: ปพิชญา บุญงอก
    บก.วางแผน: อิสสริยา พรายทองแย้ม
    รูป: Getty Images
    กราฟิก: เดวีส์ สุรยา
    สร้างโดย: Shorthand

    ภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์