คนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าซับซ้อน เป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติมากมายที่แทบจะตรวจสอบ หรือควบคุมไม่ได้
ในช่วงปี 2007 ถึง 2014 มีแรดถูกล่าเพิ่มขึ้นถึง 9,000 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่ม “องค์กรอาชญากรรม” หลายกลุ่มกำลังเป็นภัยต่อความอยู่รอดของสัตว์สายพันธุ์นี้
คำเตือน: บทความชิ้นนี้มีภาพซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
การลักลอบล่าแรดกลายเป็นธุรกิจหนึ่งของ “กลุ่มมาเฟีย” ใหม่ ๆ ในหลายประเทศไปแล้ว
หากเอ่ยถึงคำว่า “มาเฟีย” หลายคนอาจนึกถึง “ดอน คอร์เลโอเน” จากภาพยนตร์ “เดอะ ก็อดฟาเธอร์”
ทว่า นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 กลุ่มมาเฟียเริ่มปรับตัวให้เข้ายุคโลกาภิวัตน์ด้วยกระบวนการใหม่ ๆ และดำเนินการในลักษณะที่ไม่ต่างจากบริษัทข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและมีแหล่งหลบเลี่ยงภาษี
ผมเริ่มศึกษาแนวโน้มการขยายตัวขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบใหม่เมื่อ 14 ปีก่อน การเดินทางไปทั่วโลกและได้พูดคุยกับทั้งอาชญากรและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ทำให้ผมเข้าใจว่ากระบวนการขององค์กรอาชญากรรมนั้นคล้ายกับบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีเครือข่ายอยู่ในประเทศต่าง ๆ

เจมส์ นอร์ตัน แสดงนำใน McMafia ทีวีซีรีส์ที่สร้างโดยมีเค้าโครงจากหนังสือของมิชา เกล็นนี ตีพิมพ์เมื่อปี 2008 ซึ่งเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
มาร์ค กาลิโอติ ผู้เชี่ยวชาญด้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและความมั่นคงในรัสเซียอธิบายการทำงานของกลุ่มเหล่านี้โดยตัวอย่างกลุ่มเชเชนซึ่งเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในกรุงมอสโกสมาชิกกลุ่มหลายคนมาจากสาธารณรัฐเชเชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
เขาบอกว่า กลุ่มมาเฟียเชเชนกลายเป็นเหมือนชื่อแบรนด์เนมคล้ายกับในทีวีซีรีส์ “McMafia” ของบีบีซี จะเรียกว่าเป็นแฟรนไชส์ แมคมาเฟียก็ว่าได้เพราะพวกเขามีรายได้จากการยอมให้กลุ่มมาเฟียย่อย ๆ ในเมืองอื่นใช้ชื่อ “เชเชน” ไปข่มขู่เรียกเก็บ “ค่าคุ้มครอง” อีกทอดหนึ่ง
หากไม่ได้รับค่าคุ้มครองตามสัญญา กลุ่มมาเฟียย่อยๆ เหล่านั้นจะต้องทำตามคำขู่ที่ให้ไว้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าทำให้กลุ่มเสื่อมเสียชื่อเสียงและจะถูกมาเฟียเชเชนตัวจริงตามไปจัดการ
การทำงานรูปแบบนี้เริ่มขึ้นในรัสเซียตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 และได้ขยายการประกอบอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ไปทั่วโลก ตั้งแต่แก๊งค้ายาเสพติดในโคลอมเบียไปจนถึงผู้ค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในเวียดนาม
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “รัฐมาเฟีย” ซึ่งหมายถึงประเทศที่ถูกควบคุมและหาประโยชน์โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือเครือข่ายนักการเมืองคอร์รัปชันและเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองที่มีความใกล้ชิดกับองค์กรอาชญากรรม
รัสเซียภายใต้การบริหารของวลาดิเมียร์ ปูติน ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐในลักษณะดังกล่าว
เกาหลีเหนือก็เช่นกัน
ในกรณีของเกาหลีเหนือนั้นมีเหตุผลมาจากความไม่ต้องการและไม่อาจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลกได้และตราบใดที่ยังมีการคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออยู่ ทางเดียวที่ระบอบปกครองนี้จะครอบครองสกุลเงินที่มีเสถียรภาพได้ก็คือการทำธุรกิจผิดกฎหมาย
เมื่อปี 2015 ตำรวจกรุงมาปูโต ของโมซัมบิก จับกุมกลุ่มคนร้ายชายได้พร้อมนอแรดของกลาง กับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวนมาก กับเงินสกุลเมติกัลของโมซัมบิกอีกนิดหน่อยและข้าวสาร 4 ถุง
ชายสองคนในกลุ่มดังกล่าวเป็นชาวเกาหลีเหนือซึ่งอ้างตัวว่าเป็นนักการทูตที่ทำงานในแอฟริกาใต้คนทั้งสองจ่ายเงินประกันตัวจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯก่อนจะบินหนีออกจากประเทศไปทันที
สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือหลายแห่งในทวีปแอฟริการวมตัวกันเป็นเครือข่ายค้านอแรดบุหรี่ และแร่
”
นักข่าวสืบสวนจูเลียน ราเดอเมเยอร์ ไปเจอข่าวเรื่องนี้ และใช้เวลาขุดคุ้ยเบื้องลึกเบื้องหลังก่อนจะตีพิมพ์ผลงานในหัวข้อ "Diplomats and Deceit" ซึ่งศึกษาเรื่องการก่ออาชญากรรมของชาวเกาหลีเหนือในทวีปแอฟริกา
ตอนไปพบกับราเดอเมเยอร์ที่นครโจฮันเนสเบิร์กผมตกใจมากที่ได้ยินว่าชาวเกาหลีเหนือมีส่วนพัวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายนี้มากขนาดไหน
“สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือหลายแห่งในทวีปแอฟริการวมตัวกันเป็นเครือข่ายค้านอแรด บุหรี่ และแร่” ราเดอเมเยอร์ เขียนในบทความ
“เหล่านักการทูตทำงานภายใต้ชื่อ “Bureau 38” ซึ่งเป็นหน่วยงานลึกลับของรัฐบาล มีหน้าที่สะสมเงินที่เป็นเงินสกุลที่มีค่าคงที่”
ราเดอเมเยอร์คาดการณ์ว่า การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือจำกัดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จะทำให้เกาหลีเหนือหันไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย และจะทำให้เครือข่ายอาชญากรรมที่มีรัฐสนับสนุนขยายตัวมากขึ้น
นักการทูตเกาหลีเหนือนั้นมีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 30,000 บาทซึ่งไม่เพียงพอสำหรับใช้ชีวิตในเมืองหลวงส่วนใหญ่ทั่วโลก ดังนั้นนอกจากจะต้องหาเงินให้กับทางการแล้ว พวกเขายังต้องหารายได้ให้ตัวเองด้วย
ที่ผ่านมา นักการทูตเกาหลีเหนือเคยถูกจับกุมจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เลี่ยงภาษีค้าขายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน หรือ “ยาบ้า” และค้ามนุษย์เพื่อการบริการทางเพศ ทางการเกาหลีใต้ประเมินว่าการค้าขายสินค้าและบริการผิดกฎหมายทำเงินให้กับเกาหลีเหนือเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
เมื่อปี 2006 ผู้แปรพักต์จากเกาหลีเหนือกล่าวหาว่าคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือคนที่แล้ว ตัดสินใจเด็ดขาดไม่ให้ประเทศยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจค้ายาเสพติดอีกต่อไป
เห็นได้ชัดว่า คิม จอง อิลมองว่าธุรกิจดังกล่าวทำให้ประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียงเกินควรนั่นคือข้อสันนิษฐานหนึ่ง ส่วนอีกข้อหนึ่งคือ รัฐบาลจีนกังวลว่ามีการเสพติดยามากขึ้นในจีนจึงได้ดำเนินมาตรการควบคุม
เมื่อหมดโอกาสที่จะค้ายาเสพติด นักการทูตเหล่านี้ก็ขาดรายได้ซึ่งอาจจะเคยได้จากการขนยาบ้า 3,000 พันเม็ด ผ่านถุงเมล์ทางการทูต
จังหวะนั้นเองที่นักการทูตเกาหลีเหนือในทวีปแอฟริกาสบโอกาสมองเห็นช่องทางหาเงินใหม่ในขณะที่จำนวนชนชั้นกลางในจีนและเวียดนามเพิ่มขึ้นทำให้นอแรดกลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง
ช่วงต้นทศวรรษ 2000 นอแรดยังไม่ได้อยู่ในรายชื่อสินค้าผิดกฎหมายที่กลุ่มองค์กรอาชญากรรมชอบซื้อขายเหมือนการค้าหญิงขายบริการ ยาเสพติด และอาวุธ
สองทศวรรษก่อนปี 2008 ดูเหมือนทางการของประเทศทางตอนใต้ของทวีปแอฟริการวมทั้งในจีน และเยเมน จะสามารถขจัดการค้าขายนอแรดและงาช้างได้สำเร็จ
แต่นอแรดก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ดี ตำรับยาแผนโบราณจีนใช้ผงนอแรดเป็นส่วนผสมมานานกว่า 4,000 ปี
ขณะที่ในทศวรรษ 70 - 80 นอแรดก็เป็นที่ต้องการในเยเมนโดยถูกนำไปใช้ทำเป็นกริชแบบโบราณซึ่งรู้จักกันในชื่อ “แจมบิยา” ความต้องการซื้อนอแรดในช่วงนั้นยังมีอยู่ แต่ผู้ซื้อก็ไม่อาจสู้ราคาสูงลิ่วที่เสนอขายในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

นอแรดถูกนำไปใช้ทำเป็นกริชแบบโบราณในเยเมนซึ่งรู้จักกันในชื่อ “แจมบิยา”
ก่อนหน้านี้ จำนวนประชากรแรดและช้างมีเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่เหมาะสม และ “ไซเตส” หรือ “อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์” (Cites) ได้ลดระดับความเสี่ยงที่สัตว์บางสายพันธุ์จะสูญพันธุ์แต่ในปี 2008 จำนวนแรดที่ถูกล่าเพื่อเอานอพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ขณะนี้นอแรดมีค่ามากกว่าโคเคน เฮโรอีน หรือทองคำ ราคานอแรดในแต่ละที่แตกต่างกันโดยอาจมีราคาถึงระหว่าง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 8 แสนบาท และ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2 ล้านบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผู้ขายสามารถทำกำไรได้กำไรมหาศาล
กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและทรัพยากรในการจัดการปัญหาของประเทศส่วนใหญ่ในแอฟริกาไม่เพียงพอที่จะจัดการเครือข่ายที่เป็นการทำงานร่วมกันของชาวแอฟริกันที่ยากจนเจ้าหน้าที่ทางการที่คอร์รัปชัน และอาชญากรกับสายลับชาวเอเชียตะวันออก
ขณะนี้โจเซฟ นายาลุงเกอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กโจ” อดีตตำรวจแอฟริกาใต้เป็นผู้หนึ่งซึ่งตกเป็นจำเลยที่กำลังรอการไต่สวนในคดีลักลอบล่าแรด
เขาถูกจับคุมตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2012 แต่การประกันตัวทำให้เขาสามารถออกมาใช้ชีวิตอย่างอิสระเป็นส่วนใหญ่ เขามีกำหนดจะไปขึ้นศาลอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ที่ผ่านมานายนายาลุงเกอร์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
“บิ๊กโจ” ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลระดับ “ตัวการสำคัญ” ที่เป็นผู้จัดการการลักลอบล่าแรดในพื้นที่ชนบทซึ่งมีชาวบ้านยากจนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการล่าอาศัยอยู่ เมื่อได้นอแรดมาแล้ว ก็จะนำไปขายต่อให้กับพ่อค้าคนกลางก่อนจะส่งออกไปขายในเอเชียตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ โดยนอแรดจะถูกนำไปทำเป็นเครื่องประดับหรือยาแผนโบราณซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาสารพัดโรคตั้งแต่มะเร็งไปจนถึงการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
อัยการกล่าวหาว่า “บิ๊กโจ” ทำกำไรมหาศาลจากธุรกิจนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแอนซี เว็นเธอร์ อัยการคนที่ทำคดีเกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สัตว์ป่าและเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นในเรื่องนี้คนหนึ่งในแอฟริกาใต้ พยายามจะนำตัวเขามาดำเนินคดีหลายปีแล้ว “ฉันไม่ได้อยากจะมีชื่อเสียงจากการทำงานนี้แต่ฉันพร้อมจะทำเพื่อแรดที่น่าสงสารเหล่านี้ ”
เว็นเธอร์อธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอาชญากรรมอันโหดร้าย เริ่มตั้งแต่ยิงแรดเพื่อไม่ให้มันหนีไปไหนจากนั้นนักล่าจะค่อย ๆ เลื่อยนอมันออกทั้งที่มันยังมีชีวิตและรู้สึกตัวอยู่
ก่อนจะปล่อยให้มันค่อย ๆ เสียเลือดและตายไป พวกนักล่าไม่ฆ่าพวกมันโดยทันทีเพราะซากศพแรดจะล่อให้นกแร้งมาและทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลอุทยานรู้เรื่องในที่สุด

แต่ชาวบ้านในแอฟริกาใต้ ซิมบับเว และโมซัมบิก มองว่าพ่อค้าที่เป็นตัวการเหล่านี้เป็นเหมือน “โรบินฮู้ด” ของพวกเขา คนยากจนไม่พอใจที่ทรัพยากรจำนวนมากถูกนำไปใช้เพื่อคุ้มครองสัตว์เหล่านี้เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวผิวขาวฐานะดีเข้ามาเที่ยวชม ในขณะที่ชาวบ้านอย่างพวกเขาถูกปล่อยให้เอาตัวรอดกันเอง
[นักล่า] มักจะเป็นคนจน คนไร้การศึกษา เป็นคนที่อยู่ในระดับปลายสุดของห่วงโซ่อาหาร และดิ้นรนหาเงินเพื่อยังชีพ”
พ่อค้าลักลอบจะว่าจ้างชาวบ้านรอบ ๆ อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ของแอฟริกาใต้ซึ่งมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ บริเวณนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวยอมจ่ายเงินหลายพันปอนด์เพื่อจะได้มาเที่ยวชม
เว็นเธอร์ยกตัวอย่างเรื่องพรานเถื่อนจากแถบชนบทของโมซัมบิกซึ่งอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ชื่อ เอเลียต โมซิมบา อายุ 43 ปี และมีลูก 6 คนที่เธอเคยฟ้องร้อง และถูกจำคุก 7 ปี เอเลียตก็ไม่ต่างจากจำเลยส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจนไร้การศึกษา และต้องดิ้นรนหารายได้
อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ มีขนาดพอ ๆ กับเวลส์ มีเขตแดนติดกับซิมบับเวอุทยานแห่งชาตินี้มีประชากรแรดมากที่สุดในโลกแต่จากที่เคยเป็นแหล่งผลิตอาหารหลักของแอฟริกา ซิมบับเวต้องประสบกับวิกฤติสองครั้งซ้อน
เริ่มจากนโยบายปฏิรูปที่ดินของประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ ที่ทำให้ฟาร์มเพาะปลูกที่ทำกำไรได้ดีต้องปิดตัวลงทำให้อัตราการว่างงานของคนในชนบทที่พุ่งสูงขึ้น ตามมาด้วยวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นสิ่งซิมบับเวหวังพึ่งในการหาเงินต่างประเทศ ตกต่ำ

สภาพเศรษฐกิจที่วุ่นวายทำให้ชาวซิมบับเวหันมาลักลอบล่าสัตว์แต่เพราะซิมบับเวเองมีประชากรสัตว์เหล่านี้อยู่น้อย จึงต้องหันไปล่าจากประเทศข้างเคียง
นักล่าคนหนึ่งบอกว่า “แอฟริกาใต้ไม่คุมเข้มเท่าไหร่เราจึงย้ายไปที่นั่น เพราะซิมบับเวไม่ค่อยมีแรดมากนัก”
ไม่เฉพาะคนซิมบับเวที่มุ่งเป้าไปที่แอฟริกาใต้แต่คนจากเอเชียตะวันออกก็ขยับมาที่อุทยานแห่งชาติครูเกอร์เช่นกัน และไม่เพียงนักการทูตเกาหลีเหนือ
น่าแปลกที่พบว่ามีนักเต้นหญิงไทย และแก๊งนักเลงชาวเวียดนามที่นั่นด้วย ตอนที่นายโจเซฟนายาลังโก ถูกจับกุมนั้น มีชาวเวียดนาม 2 คนถูกจับด้วย
การล่าสัตว์ป่าขนาดใหญ่อย่าง แรด ช้าง และสิงโตยังเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างถูกกฎหมายในแอฟริกาใต้โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุโรปที่มีฐานะ หรือชายอเมริกันวัยกลางคน ที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลกกรณีหนึ่งก็คือนายวอลเตอร์ พาล์มเมอร์ ทันตแพทย์ชาวอเมริกัน ที่ฆ่าสิงโตชื่อ “เซซิล” ในซิมบับเว

วอลเตอร์ พาล์มเมอร์ (ซ้าย) ถ่ายภาพกับสิงโต (ไม่ใช่เซซิล)
แต่เมื่อปี 2006 ผู้จัดทัวร์ล่าสัตว์ในแอฟริกาใต้เริ่มสังเกตเห็นลูกค้าประเภทที่แตกต่างไปจากเดิมคือมีทั้งนักธุรกิจชาวเวียดนาม และหญิงสาวจากเมืองไทย
คนเหล่านี้ไม่มีทักษะในการล่าสัตว์ใหญ่เหล่านี้แต่จะให้นักแม่นปืนในท้องถิ่นยิงให้ แล้วหญิงสาวในชุดซาฟารีวาบหวิวก็จะไปยืนถ่ายรูป “เซลฟี่” กับสัตว์เหล่านั้นที่เพิ่งถูกฆ่าตาย
มีการเปิดเผยภายหลังว่า หญิงไทยเหล่านั้นทำงานเป็นนักเต้นและค้าบริการทางเพศที่บาร์ในนครโจฮันเนสเบิร์ก และหาลำไพ่พิเศษจากการไปทำงานกับคนลาว
อันเน็ตต์ ฮึบชเล่อ นักอาชญาวิทยาบอกว่าเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่า ตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้า
เธออธิบายว่าตัวแทนที่เป็นคนไทยในแอฟริกาใต้จะว่าจ้างหญิงขายบริการให้เดินทางไปกับเขาและพ่อค้าคนกลางชาวแอฟริกาใต้โดยร่วมคณะไปล่าสัตว์ด้วย นี่ทำให้ผู้ลักลอบค้าประหยัดค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงแอฟริกาใต้
ผู้ค้าแรดรายหนึ่งที่ออกมาเปิดโปงในภายหลังบอกว่าผู้หญิงเหล่านั้นได้รับค่าจ้าง 400 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 12,000 บาท ในการร่วมเดินทางแต่ละครั้ง พวกเธอเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกไปแอฟริกาใต้และพยายามหาเงินเพื่อปลดหนี้กับพ่อเล้า การพัวพันกับธุรกิจ 2 ประเภทนี้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในวงการมาเฟียสมัยใหม่
ลักษณะสำคัญอีกอย่างของกลุ่มมาเฟียสมัยใหม่คือความมีทุนหนาและทรัพยากรมากกว่าหน่วยงานที่คอยไล่ล่าตามจับ
เหล่านายพรานเถื่อนมีอาวุธสงครามยานพาหนะและเฮลิคอปเตอร์ในการตามล่าช้างและแรดซึ่งเกินความสามารถของเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยาน
คริสโตเฟอร์คาร์ลสัน นักวิจัยอาวุโสของ Small Arms Survey โครงการวิจัยรูปแบบของความรุนแรงจากการใช้อาวุธบอกกับที่ประชุมองค์การสหประชาชาติว่า การตามแกะรอยกระสุนที่พบเจอตามแหล่งลักลอบล่าสัตว์ในแอฟริกาอย่างเป็นระบบช่วยให้สืบสวนและหยุดการเคลื่อนย้ายอาวุธผิดกฎหมายได้
อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ของแอฟริกาใต้และแหล่งอนุรักษ์สัตว์ป่าในบริเวณใกล้เคียงมีหน่วยป้องกันการลักลอบฆ่าสัตว์ที่มีความสามารถทางการทหารมีทั้งเครื่องบิน โดรน และอาวุธที่มีเทคโนโลยีซับซ้อน
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอย่าง “Vetpaw” องค์กรการกุศลของสหรัฐฯ ที่ส่งทหารอเมริกันผ่านศึกในอิรักและอัฟกานิสถานไปช่วยฝึกให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานด้วย
คุณสามารถไปติดตามพวกเขาได้ในทวิตเตอร์ กลุ่มชายตัวใหญ่สวมชุดพรางทหารมีอาวุธเต็มตัวและสวมหมวกเบสบอล มักจะโพสต์รูปตัวเองกับผู้ลักลอบฆ่าสัตว์ที่พวกเขาจับได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนกังวลว่าจะมีการแข่งขันเรื่องกำลังอาวุธระหว่างผู้ล่าและหน่วยป้องกันการลักลอบล่าสัตว์
การจัดการกับองค์กรอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่ได้มีเพียงกับธุรกิจลักลอบค้าแรดเท่านั้นการทำสงครามยาเสพติดที่นำโดยสหรัฐฯ ดำเนินมาหลายทศวรรษแล้วและทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนในประเทศอย่าง เม็กซิโก โคลอมเบีย และบราซิล
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สหภาพยุโรปส่งเรือหลายลำไปจัดการกับเครือข่ายลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นฐานซึ่งมีฐานอยู่ที่ประเทศลิเบียแก๊งลักลอบเหล่านี้ทำกำไรจากการพาผู้อพยพชาวแอฟริกันเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนพวกเขาโดยสารมาในเรือที่มักจะล่มอยู่เป็นประจำ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “วงการมาเฟีย” กำลังขยายเครือข่ายไปทั่วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมโลก ทิวส์เดย์ เรทาโน บอกว่า นี่อาจทำให้กองกำลังทหารซึ่งขาดความพร้อมต้องต่อสู้กับอาชญากรรมเหล่านี้ไปอีกนาน
ความกังวลอีกประการหนึ่งก็คือ องค์กรอาชญากรรมจะดึงผู้ที่พยายามกำจัดพวกเขาให้กลายมาเป็นพวกตัวเองได้ในที่สุด

เรทาโน กังวลว่า การดำเนินนโยบายที่ส่งผลให้ฝ่ายปราบปรามผู้ลักลอบล่าสัตว์มีอาวุธเพิ่มมากขึ้นจะกลายเป็นผลร้ายในท้ายที่สุด
“อาวุธจำนวนมากแพร่กระจายอยู่ในเอเชียตะวันออกอันเป็นผลมาจากการเพิ่มความสามารถทางการทหารเพื่อที่จะจัดการกับกลุ่มผู้ลักลอบล่าช้างและแรด เราต้องทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบที่อาจอาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดจากการดำเนินนโยบายเหล่านี้ด้วย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต่างเห็นพ้องกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งที่กำลังเผชิญเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยโรคระบาดและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ชะตากรรมอันเลวร้ายของแรด สะท้อนให้เห็นว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะจัดการปัญหานี้ได้
มิเชล เกล็นนี เป็นอดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี และเป็นผู้แต่งหนังสือ "McMafia" ซื่งบีบีซีนำมาสร้างเป็นทีวีซีรีส์ทางช่อง BBC One








