พวกเขากำลังแต่งองค์ทรงเครื่องให้ฟัลมาตา – สีหนา ๆ ของเฮนน่าบนลวดลายที่อ่อนช้อยปรากฏอยู่บนเท้าของเธอ
ระหว่างรอให้มันแห้ง หญิงคนหนึ่งง่วนอยู่กับเส้นผมของฟัลมาตา หวีในมือของเธอกำลังยืดและสางเส้นผมที่หยิกเป็นลอนหนาของฟัลมาตา
“เราได้รับอนุญาตให้เลือกทรงผมและลวดลายเฮนน่าแบบไหนก็ได้” ฟัลมาตา" ฉุกคิดขึ้นได้ “เราทำเฮนน่าเพื่อย้อมมือ ขา หรือแม้แต่ที่คอในบางครั้ง”
ฟัลมาตารู้ว่าเธอจะต้องดูดี แต่สิ่งนี้จะนำพามาซึ่งผลลัพธ์ที่อันตรายถึงชีวิต
เพราะเมื่อเธอแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จ แผงระเบิดสังหารก็จะถูกนำมาคาดติดไว้ที่เอวของเธอ
ฟัลมาตา คือหนึ่งในเด็กสาวนับร้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ที่ถูกกลุ่มติดอาวุธในไนจีเรียลักพาตัวไปแล้วบังคับให้ก่อเหตุร้ายแทนพวกเขา
เคราะห์ดีที่เธอรอดชีวิตมาได้
เมื่ออายุ 13 ปี ฟัลมาตาถูกชายสองคนขี่รถจักรยานยนต์มาลักพาตัวเธอไป ระหว่างที่เธอกำลังเดินทางไปบ้านญาติที่อยู่ใกล้ชายแดนประเทศแคเมอรูน
ชายทั้งสองจับเธอนั่งประกบตัวเธอ แล้วขับรถเป็นเวลาหลายชั่วโมงออกจากถนนเข้าไปยังป่าลึก
ในที่สุดก็ไปถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นค่ายพักชั่วคราวขนาดใหญ่ ตอนนั้นฟัลมาตามืดแปดด้านไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
“มันมีเต็นท์และบ้านหลังคามุงจากอยู่หลายหลัง” ฟัลมาตา เล่าเสียงแผ่วเบาจนแทบจะกระซิบ
“เด็กสาวจะถูกจับไว้ในเต็นท์ เต็นท์ที่ฉันอยู่มีเด็กอยู่ 9 คน และพวกเราต้องนอนรวมกันบนเสื่อผืนใหญ่”
ค่ายแห่งนี้เป็นของกลุ่มติดอาวุธโบโก ฮาราม ที่เคลื่อนไหวก่อเหตุไม่สงบทางภาคเหนือของไนจีเรียมายาวนาน ด้วยเป้าหมายที่จะก่อตั้งรัฐอิสลาม
“ตอนแรกฉันอยากหนีออกมาแต่ก็ไม่มีโอกาส” ฟัลมาตาเล่า มีชายฉกรรจ์เฝ้าอยู่รอบค่ายเพื่อคอยจับคนที่พยายามหลบหนี
หลังจากนั้นไม่นาน ฟัลมาตาถูกบังคับให้ต้องเลือกระหว่างแต่งงานกับนักรบของกลุ่ม หรือออกไปทำ “ภารกิจ”
เธอปฏิเสธที่จะแต่งงาน “ฉันบอกพวกเขาไปว่าฉันยังเด็กมาก” ฟัลมาตากล่าว
โดยที่เธอไม่ล่วงรู้เลยว่า“ภารกิจ” ที่ว่านี้คืออะไร
ในช่วงแรก ฟัลมาตา รู้สึกหวาดกลัวที่ต้องอยู่ในค่ายแห่งนี้
สภาพในค่ายยากลำบากมากทั้งผู้หญิง เด็กชายและเด็กหญิง ที่ถูกลักพาตัวไป ต่างหวาดกลัวที่จะต้องตกอยู่ตรงกลางของการสู้รบระหว่างฝ่ายกองกำลังรัฐบาลไนจีเรียและกลุ่มโบโกฮาราม
โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง
“เรากลัวว่าทหารจะบุกเข้ามาที่ค่ายได้ทุกขณะและไม่ไว้ชีวิตกลุ่มผู้หญิงอย่างพวกเราเพราะคิดว่าเราคือภรรยาของนักรบโบโก ฮาราม” ฟัลมาตา กล่าว
เมื่อใดก็ตามที่มีเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบินอยู่บนท้องฟ้า พวกที่ถูกลักพาตัวมาจะพากันตื่นตระหนกลนลาน ด้วยความกลัวว่าพวกเขาจะถูกลูกหลงจากการโจมตีด้วยระเบิดของกองทัพไนจีเรีย
“พอเห็นพวกเขา พวกเราหลายคนก็พากันร้องไห้” ฟัลมาตา กล่าว “บางคนถึงกับอึราด”
ชีวิตในค่ายดำเนินไปอย่างซ้ำซาก
ตื่นนอน, ละหมาด, กิน, ชำระล้างร่างกาย, ละหมาด, กิน และชำระล้างร่างกาย วนไปเช่นนี้ตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ ยังมีการเรียนศาสนาโดยหยิบยกเนื้อหาในคัมภีร์กุรอ่านมาสอนวันละหลายชั่วโมงเป็นประจำวันทุกวัน
ฟัลมาตา บอกว่าแม้เธอจะเกลียดทุกอย่างในค่าย แต่เธอยินดีรับการสอนศาสนาของที่นี่
แต่แล้ววันหนึ่ง วิถีชีวิตประจำวันของเธอก็เปลี่ยนไป
กลุ่มชายติดอาวุธสั่งให้ฟัลมาตาเตรียมตัวสำหรับเรื่องสำคัญ
พวกเขาบอกว่า เธอจะถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่อง เท้าของเธอจะถูกตกแต่งด้วยเฮนน่า และผมของเธอจะถูกยืดสลวย
ฟัลมาตาสงสัยว่า เธอกำลังถูกจับเตรียมตัวสำหรับการแต่งงานหรือไม่? ท้ายที่สุดเธอกำลังจะถูกจับแต่งงานกับหนึ่งในนักรบโบโกฮาราม จริงหรือ?
“เฮาวา เพื่อนของฉันตกลงแต่งงานเพื่อให้มีชีวิตรอด” ฟัลมาตา กล่าว “เธออยากหาทางหนีออกมา”
“เด็กหญิงคนอื่นเกลียดเฮาวาที่ยอมแต่งงาน ฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นในช่วงแรก แต่ฉันก็เข้าใจเธอและรู้สึกเศร้าใจเพราะรู้ว่าเธอไม่มีความสุข”
ผู้หญิงในค่ายต่างช่วยฟัลมาตาเตรียมตัว
“ฉันได้แต่คิดว่าตัวเองกำลังจะถูกจับแต่งงานหรืออะไรกันแน่ แต่คุณไม่สามารถเอ่ยปากถามอะไรได้เลย ดังนั้น เพื่อน ๆ จึงได้แต่ปลอบใจ และขอให้คุณอดทน”
สองวันถัดมา นักรบโบโก ฮาราม เอาแผงระเบิดฆ่าตัวตายมาใส่ไว้ที่เอวของเธอ
เชื่อกันว่า ซานา เมเฮย์ดาลี คือมือระเบิดฆ่าตัวตายหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
สาววัย 16 ปีผู้นี้ ก่อเหตุปลิดชีพตนเองและทหารอิสราเอล 2 คนในเหตุโจมตีแบบฆ่าตัวตายทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อปี 1985
นับแต่นั้นเป็นต้นมา กลุ่มติดอาวุธ เช่นเฮซบอลเลาะห์, กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด พีเคเคและกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ในศรีลังกา, กลุ่มฮามาสและกลุ่มกบฏในเชชเนีย ต่างก็ใช้ผู้สตรีและเด็กหญิงในการก่อเหตุฆ่าตัวตาย
แต่ เอลิซาเบธ แพร์สัน แห่งสถาบัน Royal United Services Institute ที่ศึกษาด้านกลาโหมและความมั่นคงซึ่งมีสำนักงานในกรุงลอนดอน ระบุว่า ไม่มีกลุ่มใดใช้วิธีการโหดเหี้ยมเท่าโบโกฮาราม
แพร์สัน กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเด็กสาวหลายร้อยคนถูกบังคับให้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในแคเมอรูน, ชาด และไนเจอร์
ข้อมูลจนถึงสิ้นปี 2017 พบว่า มีสตรีและเด็กหญิง 454 คนถูกใช้ให้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย หรือถูกจับกุมจากเหตุโจมตีรูปแบบนี้ 232 เหตุการณ์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 1,225 คน
แพร์สันเป็นผู้ศึกษาเรื่องการใช้มือระเบิดฆ่าตัวตายหญิงของกลุ่มโบโก ฮาราม

ข้อมูลบ่งชี้ว่า กลุ่มโบโก ฮารามเริ่มใช้วิธีบังคับให้เด็กหญิงก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายคือเมื่อเดือน มิ.ย.2014
เหตุระเบิดโจมตีค่ายทหารเกิดขึ้นไม่นานหลังโบโก ฮาราม ก่อเหตุลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงครั้งใหญ่จำนวน 276 คน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของเด็กหญิงชิบ็อก
ก่อนหน้านี้ โบโก ฮารามเคยก่อเหตุลักพาตัวเด็กหญิงและสตรีมาแล้วจำนวนมากในเหตุความขัดแย้งครั้งหนึ่งแต่ขณะนั้นไม่ได้กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกทว่าเหตุลักพาตัวกลุ่มนักเรียนหญิงครั้งนี้ต่างออกไป
โดยเหตุลักพาตัวกลุ่มนักเรียนหญิงจากหอพักของโรงเรียนในรัฐบอร์โนครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดเสียงประณามจากนานาชาติ แพร์สัน กล่าวว่า “การโจมตีครั้งนี้ของพวกเขากลายเป็นข่าวดังกว่าการก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายครั้งก่อนๆ ที่ใช้เด็กชายเป็นผู้ก่อเหตุนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงหันมาใช้เด็กหญิงก่อเหตุเรื่อยมา”
ฟาติมา อะคิลู เป็นนักจิตวิทยา และผู้อำนวยการมูลนิธินีม (Neem Foundation) ซึ่งให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มโบโก ฮาราม เธอทำงานกับเด็กหญิงและผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือกลับมา
ฟาติมาเล่าว่า ในช่วงแรกมือระเบิดฆ่าตัวตายมักจะเป็นชายหนุ่ม ที่ซึมซับอุดมการณ์หลงใหลในวาทกรรมของกลุ่มโบโก ฮาราม
“คนเหล่านี้เสนอตัวเป็นอาสาสมัครเพราะเชื่ออย่างหมดใจว่าจะได้ขึ้นสวรรค์" เธอบอก
“แต่เมื่อกองทัพ (ไนจีเรีย) ปฏิบัติการเข้มข้นขึ้น จำนวนชายหนุ่มที่เสนอตัวเป็นอาสาสมัครลดลงอย่างฮวบฮาบ โบโก ฮาราม จึงเริ่มลักพาตัวและบังคับให้เด็กผู้หญิงเป็นคนลงมือ"
“พวกเขาให้เด็กผู้หญิงไปก่อเหตุในรูปแบบใดก็ได้ที่ทำได้ เพื่อให้การเข่นฆ่าอย่างเลวร้ายนี้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป”
และดูเหมือนว่าความเหี้ยมโหดนี้จะไม่มีขีดจำกัดในเรื่องอายุ
เมื่อเดือนธันวาคม 2016 เด็กผู้หญิงสองคน ที่ถูกระบุว่ามีอายุ 7 หรือ 8 ปี เคยถูกใช้ให้ลงมือก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายสองครั้งซ้อนที่ตลาดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย ทำให้มีคนตาย 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 17 คน
หนูน้อยกดชนวนระเบิดสังหารตัวเองและคนอื่น ๆ อีก 5 คน กับทำให้คนอีกอย่างน้อย 19 คน ได้รับบาดเจ็บ ในเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่ตลาดโพติสคุมทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย
หลังถูกลักพาตัวมาแล้วสองครั้งสองครา ฟัลมาตาถูกนำตัวไปที่ค่ายอีกแห่งหนึ่งในป่า
คนที่จับเธอไปเป็นสมาชิกของหน่วยย่อยอีกหน่วยของกลุ่มโบโก ฮาราม และไม่รู้ว่าฟัลมาตาเพิ่งล้มเลิกแผนก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย หากพวกเขาล่วงรู้มาก่อน ก็อาจจะไม่ไว้ชีวิตเธอ
ชีวิตในค่ายแห่งนี้แทบจะไม่ต่างจากค่ายอีกแห่ง
ชีวิตประจำวันดำเนินวนเวียนไปเหมือนเดิม คือ กิน ชำระล้างร่างกาย ละหมาด เรียนศาสนาอิสลามหลายชั่วโมง และเข้านอน
ข้อมูลจากมูลนิธินาอีม ผู้หญิงและเด็กที่ได้รับความช่วยเหลือออกมาจากกลุ่มติดอาวุธ มักยอมรับความเชื่อของกลุ่มโบโก ฮารามมาตั้งแต่ขณะถูกจับตัวไป
“คนที่เคยถูกจับไปอยู่ในค่าย หลายคนที่เราได้พบเป็นคนที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาแบบตะวันตกหรืออิสลาม" ดร.อะกิลู กล่าว
“หลายคนเพิ่งจะได้เรียนคัมภีร์กุรอ่านครั้งแรกตอนที่ถูกกลุ่มโบโก ฮารามจับตัวไป"
“พวกเขาจับคนไปอยู่ในค่ายหลายร้อยคน และไม่มีอะไรให้ทำทั้งวันจึงต้องสอนให้เรียนศาสนาวันละ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งคนที่ถูกจับตัวไปก็ใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง"
หลังจากอยู่ในค่ายแห่งใหม่ได้ราวหนึ่งเดือน ฟัลมาตาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจอีกครั้งว่าจะแต่งงานหรือทำภารกิจ
อีกครั้งที่เธอปฏิเสธการแต่งงาน ส่วนเรื่องภารกิจนั้นเธอทำมันอย่างชาญฉลาดขึ้น
ฟัลมาตาวาดลวดลายเฮนนา และสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ข้างในมีแผงระเบิดรัดแนบอยู่ที่หน้าท้อง เธอสวมผ้าคลุมศีรษะและเสื้อคลุมยาวทับอีกชั้น
ในครั้งนี้ เธอวิ่งเข้าไปในป่าในทันทีที่นักรบปล่อยให้เธออยู่คนเดียว
“ฉันได้เจอชาวนาหลายคน และขอให้ช่วยถอดแผงระเบิดที่เอวออกไป ฉันบอกพวกเขาว่าฉันถูกบังคับให้ลงมือก่อเหตุ" เธอเล่า
ฟัลมาตาลาจากกลุ่มชาวนาและใช้เวลาหลายวันอยู่ในป่า เพื่อหาทางกลับไปหาครอบครัวที่เมืองไมดูกูรี
ระหว่างทางเธอได้พบกับกลุ่มนายพรานล่าสัตว์ ที่ยอมให้เธอเดินทางออกจากป่าไปด้วยกัน
ทว่ากลุ่มนายพรานถูกกลุ่มโบโก ฮาราม โจมตี ในระหว่างนั้นฟัลตามามาฉวยโอกาสหนีเข้าไปในป่าอีก
“ฉันไม่รู้จักป่าที่นั่น ฉันหวาดกลัวกับเสียงเล็กเสียงน้อยที่เกิดขึ้นในป่า ฉันเลยเดินต่อไปเรื่อย ๆ และนอนพักบนต้นไม้เมื่อทำได้"
“ฉันคิดว่าฉันไม่ได้กินอะไรเลยทั้งอาทิตย์ อาศัยน้ำจากในบึงเพื่อดื่ม และล้างมือ ล้างเท้าเพื่ออาบน้ำละหมาด"
“ฉันละหมาดวันละ 2-3 ครั้ง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีน้ำให้ชำระล้าง ฉันกลัวมาก แต่พระผู้เป็นเจ้าช่วยฉันไว้ ฉันเดินทางไปถึงเมืองจนได้"
ครอบครัวชาวบ้านในเมืองยอมให้เธออาศัยอยู่ด้วยสองสามวัน และช่วยเธอให้ได้พบกับครอบครัวในเมืองไมดูกูรี
หลังจากหลบหนีมาได้หลายเดือน ฟัลมาตาก็ต้องหลบซ่อนตัว เธอเกรงกลัวว่าทางการจะรู้ว่าเธอหนีออกมาได้และจะต้องถูกจับกุม
ดร.อากิลู บอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลากว่าที่หญิงสาวอายุน้อยอย่างเธอจะปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวได้อีกครั้ง
“เธอห่างจากครอบครัวเป็นเวลานานเกินไป ตัวเธออาจเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันครอบครัวก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย พวกเขาต้องเผชิญกับความทุกข์ระทมเช่นเดียวกัน"
ไม่ต่างจากครอบครัวอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย การสู้รบทำให้ครอบครัวของฟัลมาตาต้องพลัดพรากจากกัน
ตอนนี้เธออยู่กับแม่ในค่ายพักพิงของคนพลัดถิ่น และต้องอยู่อย่างลำบาก แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครรู้เรื่องราวของเธอ
การรอดชีวิตจากเงื้อมมือของกลุ่มโบโก ฮาราม ออกมาได้โดยยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก แต่เมื่อรอดชีวิตมาแล้ว เด็กหญิงอย่างฟัลมาตาก็ต้องเผชิญกับความยากลำเค็ญ
ใครที่ไม่ยอมลงมือก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายจะถูกหน่วยความมั่นคงจับและส่งตัวไปยัง "ศูนย์ปลดเปลื้องแนวคิดสุดโต่ง"
ศูนย์เหล่านี้ดำเนินงานโดยกองทัพ และแทบจะไม่มีใครล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในศูนย์
เมื่อกลางเดือนมกราคม กองทัพเปิดเผยว่าได้ปล่อยตัวคนกลุ่มแรกที่ได้รับการ "ปลดเปลื้องแนวคิดสุดโต่ง" ออกมาแล้ว แต่ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าขณะนี้คนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน
ส่วนคนจำนวนน้อยที่สามารถกลับเข้าไปอยู่ในชุมชนเดิมได้โดยไม่เป็นที่จับตานั้น ต่างก็ไม่ยอมเปิดเผยตัวเอง
คนในชุมชนหลายคนเรียกหญิงสาวอายุน้อยที่หนีออกจากค่ายเหล่านี้ว่า "อันโนบา (annoba) ซึ่งหมายถึง "โรคระบาด"
ดร.อะกิลู อธิบายว่าเด็กผู้หญิงคนไหนที่เคยไปอยู่กับกลุ่มติดอาวุธจะถูกหลายคนมองว่าเป็นพวกโบโก ฮาราม
“ฉันคิดว่าคนในชุมชนมักจะมองที่การกระทำ แทนที่จะมองที่ตัวของเด็กผู้หญิง"
“พวกเขามองเด็กผู้หญิงและคิดว่า "เด็กหญิงเหล่านี้คือคนที่เต็มใจจะล้มล้างชุมชนของเรา แล้วเราจะรับพวกเธอกลับมาทำไม?"
เธอบอกว่าเด็กผู้หญิงเหล่านี้เตือนให้ชาวบ้านนึกถึงความโหดร้ายที่เคยเผชิญมา
โบโก ฮาราม ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มติดอาวุธที่สังหารผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นับตั้งแต่ปี 2009 โบโก ฮารามฆ่าคนบริสุทธิ์ในไนจีเรียไปแล้วมากกว่า 27,000 คน รวมทั้งมุสลิม
ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ถูกฆ่าในคาแมรูน ชาด และไนเจอร์ การสู้รบทำให้คนมากกว่า 2 ล้านคน ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่
“ชุมชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ของไนจีเรีย) เกือบ 90% ได้รับผลกระทบจากโบโก ฮาราม ทั้งจากการสูญเสียคนที่รักหรือสูญเสียทั้งครอบครัว" ดร.อะกิลู กล่าว
“ดังนั้นเมื่อเด็กผู้หญิงเหล่านี้กลับมา ก็เกือบจะเหมือนเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ระทม นี่คือปัญหาใหญ่หลวงของการถูกตราหน้า
“เราแทบจะไม่ได้ใช้เวลาย้อนกลับไปมองในมุมของเด็กผู้หญิงเหล่านี้ และมองพวกเธอว่าเป็นคนที่ต้องตกเป็นเหยื่ออย่างที่พวกเธอเป็น"
ครั้งที่สองที่ฟัลมาตามีแผงระเบิดคาดไว้กับตัวนั้น เธอมีอายุได้ 14 ปี
และไม่ได้พบหน้าครอบครัวมานานร่วมปี
เธอถูกคุมขังอยู่ในค่ายของกลุ่มสุดโต่ง และถูกปลูกฝังลัทธิความเชื่อทางศาสนาอย่างหนักหน่วง
เธอเคยได้ลิ้มลองอิสรภาพ แต่ก็ไม่เนิ่นนาน
แล้วทำไมเธอถึงไม่ยอมลงมือปลดชนวนเข็มขัดเพื่อยุติทุกสิ่งทุกอย่าง?
“ฉันยังอยากมีชีวิตอยู่" เธอบอก
“การเข่นฆ่าไม่ใช่สิ่งดี ครอบครัวสอนฉันมาแบบนี้ และมันเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อด้วยเช่นกัน"
เรื่องโดย วลาดิเมียร์ เฮอร์นานเดซ
และสเตฟานี เฮอร์กาตี
ภาพประกอบโดย ชาร์ลี นิวแลนด์
ภาพกราฟฟิกโดย โซอี บาร์โธโลมิว
ออนไลน์โปรดักชัน เจมส์ เพอร์ซี
บรรณาธิการออนไลน์ แคธรีน เวสต์คอตต์
ผลิตร่วมกับ Shorthand
ภาพทั้งหมดมีลิขสิทธิ์










