ทุบตี ลักพา คุมขัง:
    ชะตากรรมนักกิจกรรมหญิง
    ในเอเชีย

    รู้จักผู้หญิงในเอเชียตะวันออกที่ถูกคุกคาม คุมขังเพราะการเคลื่อนไหว

    News imageNews imageNews image

    ในขณะที่โลกกำลังพูดถึงพลังการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศอย่าง #MeToo ผู้หญิงในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกยังคงต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอยู่

    หลายรัฐบาลในภูมิภาคนี้ต่างมีท่าทีไม่ยอมรับความคิดของผู้ที่เห็นต่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ ทนายความ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิในการถือครองที่ดิน หรือนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
    “Article 19” กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการแสดงออกได้ตีพิมพ์รายงานเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งระบุว่า จีน, ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม, เมียนมา และมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีระดับเสรีภาพในการแสดงออกต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยโลก

    และยังต่ำกว่าประเทศอย่าง อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิรัก, และปากีสถานเสียอีก

    รายงานระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีการปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยการทำร้ายร่างกายเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อวัดระดับเสรีภาพโดยพิจารณาถึงมาตรการการคุ้มครองที่นักเคลื่อนไหวได้รับ จะพบว่า ไทย, เมียนมา, กัมพูชา และจีน ได้คะแนนต่ำกว่าคาซัคสถานและอัฟกานิสถาน

    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกกับบีบีซีว่า นักเคลื่อนไหวผู้หญิงในภูมิภาคนี้เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามเป็นพิเศษ: “เพราะความเป็นหญิงของพวกเธอ ทำให้ต้องถูกใส่ร้ายป้ายสีและถูกคุกคามมากกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพื่อลดกระแสความไม่พอใจของสาธารณชน”

    หวาง หยู ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักในกรุงปักกิ่ง และถูกคุมขังไว้กว่า 1 ปี เพราะเธอรับว่าความในคดีด้านสิทธิมนุษยชนหลายคดีที่เป็นประเด็นอ่อนไหว

    ในขณะที่ เท็พ วานนี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิในการถือครองที่ดินชาวกัมพูชาถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีกขณะประท้วงและตอนนี้ถูกจองจำในคุกเพียงเพราะเธอมุ่งมั่นปกป้องสิทธิของผู้อื่น

    ด้านรัฐบาลมาเลเซียก็ยังมุ่งจัดการผู้ที่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสันติ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนนานาชาติ อย่างในกรณีของมาเรีย ชิน ในวัย 60 ปี ที่ถูกคุมขังอยู่หลายวันในห้องขังไร้หน้าต่าง หลังจากจัดการการเดินขบวนประท้วงอย่างสันติ

    เรื่องราวของนักเคลื่อนไหวผู้หญิง 6 คนนี้ บ่งชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคที่นักเคลื่อนไหวอีกหลายรายในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญอยู่ การเลือกนักเคลื่อนไหวที่จะมาพูดคุยเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากหลายคนก็เกรงกลัวผลกระทบที่จะตามมา และบ้างก็ยังถูกจับตา หรือยังถูกควบคุมตัวในบ้านพักอยู่

    หวาง หยู
    จีน

    News image

    ขณะถูกคุมขัง หวาง หยู ถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าต่อหน้าผู้คุม เธอถูกคุกคาม และห้ามไม่ให้นอนหลับเป็นเวลาติดต่อกัน 5 วัน 5 คืน

    อีกทั้งยังถูกบังคับให้นั่งอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีเหลืองที่ผู้คุมวาดขึ้น ภายในคุก

    แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า หวาง ซึ่งเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงในจีนเป็นส่วนหนึ่งของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนหญิงในจีนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อัน “แสดงให้เห็นถึงอุปสรรคทางโครงสร้างทางอำนาจและบทบาทของเพศตามที่ความคิดแบบอนุรักษ์นิยมกำหนด”

    หวาง รับเป็นทนายความในคดียาก ๆ หลายคดี อาทิ ลูกความที่เป็นผู้ฝึกฝ่าหลุนกง ซึ่งเป็นการฝึกบำเพ็ญตนทางกายและจิตวิญญาณที่ถูกรัฐบาลจีนสั่งห้ามตั้งแต่ปี1999 และกลุ่มเคลื่อนไหวที่รู้จักกันในชื่อ “เฟมินิสต์ไฟว์”(สตรีนิยมทั้งห้า) ที่ถูกตั้งข้อหาจากการเคลื่อนไหวในประเด็นการคุกคามทางเพศ

    ไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจก็เริ่มมาหาเธอในช่วงกลางคืนและเธอยังตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์โดยสื่อของรัฐอีกด้วย

    “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจีนพยายามสร้างสังคมที่มีความเชื่อเคร่งครัดต่ออุดมการณ์รัฐมากขึ้น ใช้ความรุนแรงจัดการนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวอย่างสันติ จัดการกับทนายความสิทธิมนุษยชน และออกนโยบายบีบคนกลุ่มน้อยที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ” วิลเลียม นี นักวิจัยด้านจีนของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุ

    และในคืนหนึ่ง ขณะที่เธออยู่คนเดียว สามีและลูกชายของเธอกำลังเดินทางไปสนามบินเพื่อไปส่งลูกชายที่กำลังจะไปเรียนที่ออสเตรเลีย จู่ ๆ อินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าที่บ้านเธอก็ถูกตัดขาด และมีชายกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในบ้านของเธอ จับมัดมือและใช้หมวกคลุมหัวเธอไว้ ก่อนจะพาเธอขึ้นรถไป

    การหายตัวไปของเธอเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการปราบปรามทนายความและนักเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในจีนซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “709” ตามวันที่ที่เธอถูกจับตัวไปคือวันที่ 9 กรกฎาคม ปี 2015

    “เหตุการณ์ 709 ยังคงเป็นฝันร้ายสำหรับฉันเสมอ มันยังหลอกหลอนฉันจนถึงทุกวันนี้ หลาย ๆ คืนที่ฉันตื่นจากฝันร้ายฉันยังรู้สึกว่าฉันยังติดกับดักค้างอยู่ในนั้น”

    เธอถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายกักขังลับเป็นเวลาปีกว่าและโดนสอบสวนวันละ 3 ครั้ง ทุก ๆ วัน

    “ฉันนึกว่าพวกเขาจะฆ่าฉัน ตอนนั้นนึกไม่ออกว่าจะรอดชีวิตออกมาได้ยังไง” หวาง กล่าว

    ในเวลาต่อมา เดอะ พีเพิลเดลี่ หนังสือพิมพ์ของทางการจีน ประณามบริษัทกฎหมายของหวางว่า ทำลายความสงบสุขของสังคมอย่างร้ายแรงและจัดการ วางแผน หรือ สร้างกระแสในคดีที่เป็นประเด็นอ่อนไหวกว่า 40 คดี

    “ฉันนึกว่าพวกเขาจะฆ่าฉัน ตอนนั้นนึกไม่ออกว่าจะรอดชีวิตออกมาได้ยังไง”

    หวาง หยู

    มายา หวัง นักวิจัยจากฮิวแมนไรท์วอทช์ ไม่คิดเช่นนั้น เธอบอกว่า“เช่นเดียวกับผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในจีน หวาง หยู เป็นแค่คนธรรมดา ๆ ที่มองเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นรอบตัว และอยากจะช่วยเหลือผู้อื่น

    “รัฐบาลจีนกล่าวถึง‘หลักนิติธรรม’ แต่มันน่าเศร้าที่จริง ๆ แล้ว มันคือการใช้กฎหมายเป็นอาวุธในการลงโทษนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอย่าง หวางหยู”

    หลังได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2016 หวางเปิดเผยว่า การสารภาพผิดผ่านทางโทรทัศน์ของเธอเป็นไปเพราะถูกข่มขู่

    ฉันไม่มีโอกาสได้พบทนาย ถูกขังเดี่ยว ไม่ได้ออกไปข้างนอกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน” หวาง กล่าว

    ช่วงเวลาที่เธอถูกคุมขังส่งผลร้ายต่อทั้งสุขภาพกายและจิตซึ่งเธอกลัวว่าจะไม่สามารถเยียวยาให้หายขาดได้

    “ตอนนี้ ฉันมักจะมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจและมักจะมีปัญหาเรื่องการทรงจำด้วย”

    หลังจากการคุมขัง เธอถูกส่งตัวไปควบคุมตัวในบ้านพักในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีนและเพิ่งจะถูกปล่อยตัวให้เดินทางกลับมากรุงปักกิ่งได้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และก็ยังถูกเฝ้าจับตาอยู่ตลอด

    “เพราะฉันและสามีถูกคุมขัง เราจึงไม่มีงาน ไม่มีรายได้ เราอยากจะกลับไปทำงานให้เร็วที่สุด”

    แต่สิ่งที่เธอเป็นกังวลที่สุดคือการที่ลูกชายของเธอถูกห้ามไม่ให้เดินทางออกไปเรียนต่างประเทศ 2 ครั้งแล้ว โดยเหตุผลว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อ“ความมั่นคงของชาติ”

    วิลเลียม นี จาก แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า “โชคไม่ดีที่มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่ทางการจีนจะลงโทษญาติ ๆ ของนักต่อสู้พวกนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ดิบหยาบและผิดกฎหมายในการทำให้พวกเขาหยุดการเคลื่อนไหว”

    หวาง ระบุว่า แม้ว่าครอบครัวเธอจะต้องผ่านความเจ็บปวดแต่ก็มีหลายสิ่งที่เธอได้รับจากสิ่งที่เกิดขึ้น

    “การทำคดีสิทธิมนุษยชน ทำให้ฉันได้คิดด้วยตัวฉันเอง ไม่ต้องขึ้นตรงกับฝักฝ่ายใดและมีโอกาสที่จะช่วยเหลือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสมากขึ้น สิ่งที่เราคาดหวังจากการเรียนกฎหมายคือการได้มาซึ่งความยุติธรรมที่เราแสวงหา”

    “เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงเริ่มตระหนัก พวกเขาก็สามารถเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนได้นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ต้องการจะเห็น นั่นทำให้พวกเขาต้องการจะหยุดการเคลื่อนไหวด้านสตรีนิยม”

    มาเรีย ชิน
    มาเลเซีย

    News image

    ระหว่างถูกขังเดี่ยวเมื่อปีที่แล้วมาเรีย ชิน อับดุลลาห์ ไม่มีข้าวของใดอื่นนอกจากชุดนักโทษกับหนังสือเกี่ยวกับแนวความคิดสตรีนิยมในยุคหลังสมัยใหม่ ตลอดระยะเวลา 10 วัน เธอนอนบนแผ่นคอนกรีตในห้องไร้หน้าต่างซึ่งมีไฟเปิดอยู่ตลอดเวลา จะได้ออกจากคุกก็ตอนถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ โดยแต่ละครั้งนานถึง 8 ชั่วโมง

    “จนถึงทุกวันนี้ ฉันยังไม่รู้เลยว่าพวกเขาพาฉันไปที่ไหน เพราะฉันถูกปิดตาเวลาตลอดเวลาที่เดินทาง” ชิน ในวัย 61 ปี กล่าว

    “[ระหว่างการสอบสวน] พวกเขาพูดถึงพ่อ และลูก ๆ ฉัน และบอกว่าหากไม่อยากให้พวกเขาเป็นอะไรไปก็ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้เคลื่อนไหว

    “นั่นเป็นการข่มขู่”

    ชินถูกกล่าวหาว่า “ทำลายประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา” เนื่องจากเธอเป็นผู้นำองค์กร“เบอร์ซีห์” (Bersih) ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่เรียกร้องการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมนอกจากนั้น เธอยังถูกควบคุมตัว ด้วยกฎหมายที่ว่าด้วยการป้องกันการก่อการร้ายที่อนุญาตให้คุมตัวผู้ต้องสงสัยโดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดีได้นานถึง 28 วัน

    ชินบอกลูก ๆ ตลอดว่ามีความเป็นไปได้ที่เธอจะถูกจับแต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะถูกจับด้วยกฎหมายที่ว่าด้วยการปราบปรามการก่อการร้ายนั้น

    “ในหัวของฉันนั้นคิดแค่ว่าพวกเขาจะคุมขังฉันไว้ได้นานแค่ไหน ฉันไม่รู้เลย”

    "[ระหว่างการสอบสวน] พวกเขาพูดถึงพ่อ และลูก ๆ ฉัน และบอกว่าหากไม่อยากให้พวกเขาเป็นอะไรไปก็ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้เคลื่อนไหว"

    มาเรีย ชิน

    เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น มาเลย์ เมล ออนไลน์ ระบุว่า ผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซีย คาลิด อิบราฮิม บอกว่า ชินถูกคุมขังเพราะว่าเธอ“ต้องการจะโค่นล้มรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี”

    เธอถูกจับกุมหนึ่งวันก่อนการเดินขบวนของกลุ่มเบอร์ซีห์ในการเดินขบวนของกลุ่มในครั้งที่ผ่าน ๆ มา ตำรวจได้เข้าปราบปรามผู้เดินขบวนอย่างรุนแรงด้วยการทุบตีและยิงแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชน

    ชินถูกนำตัวไปสอบถามและตั้งข้อหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน

    การเคลื่อนไหวของกลุ่มเบอร์ซีห์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการจัดการเดินขบวนขนาดใหญ่ที่มีคนหลายหมื่นคนเข้าร่วม แม้จะต้องเผชิญมาตรการปราบปรามรุนแรงโดยใช้แก๊สน้ำตา รถถัง และตำรวจปราบจลาจล โดยการเดินขบวนครั้งล่าสุดซึ่งเป็นครั้งที่ 5 รู้จักกันในชื่อ “เบอร์ซีห์ 5” มีผู้ชุมนุมหลายพันบนท้องถนนกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาว่าทุจริต

    ขณะนี้ เธอถูกตั้งสองข้อหา คือ 1. ประท้วงคัดค้านการคุมขังผู้นำฝ่ายค้านเมื่อปี 2013 และ 2. แจกใบปลิวสำหรับการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี2016
    ชินบอกว่า แม้ว่าการเคลื่อนไหวจะทำให้เธอตกที่นั่งลำบาก แต่ผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กสาวรุ่นใหม่ ควรออกไปมีส่วนร่วมมากขึ้น

    “เด็กสาวรุ่นใหม่ควรเข้ามามีส่วนร่วม สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในวันนี้เกิดจากรากฐานที่สร้างโดยผู้หญิงที่สู้เพื่อความเป็นอิสระและความเท่าเทียมของเรา คุณต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจนี้เพราะหากถ้าคุณไม่ทำอะไร พวกที่อยู่ในอำนาจจะทำในสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดต่อประเทศต่อไปซึ่งมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น”

    พิว พิว ออง
    เมียนมา

    News image

    ตอนที่พายุไซโคลนนาร์กิสพัดถล่มบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีเมื่อปี 2008 พิว พิว ออง กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ รัฐบาลเมียนมาในขณะนั้นต้องการตัวเธอเพราะเธอมีส่วนร่วมในการประท้วงอย่างสันติในปี 2007 ที่รู้จักกันในชื่อ “การปฏิวัติผ้าเหลือง” (Saffron Revolution) ซึ่งนำโดยกลุ่มพระเพื่อแสดงความคับข้องใจทั้งทั้งด้านสังคมและการเมืองและทำให้เธอกับพ่อต้องหลบหนีและหาที่หลบซ่อนเมื่อการประท้วงจบลง

    อย่างไรก็ตาม ซากศพมากมายที่เกิดจากพายุไซโคลนนาร์กิสทำเธอตัดสินใจออกมาจากที่หลบซ่อนเพื่อช่วยฝังศพเหล่านั้นและนั่นทำให้เธอถูกจับในที่สุด เธอต้องติดคุกเป็นเวลา 4 ปี

    แต่การคุมขังไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอ พ่อของเธอถูกคุมขังเพราะเคลื่อนไหวทางการเมือง ตั้งแต่เธออายุเพียง 9 เดือน ในวัย 27 ตอนนี้พิวโดนจับกุมไปแล้ว 3 ครั้งและถูกคุมขัง 2 ครั้ง

    “ครอบครัวเรามีนักโทษทางการเมือง 2 คน” พิว กล่าว “เราอยู่กันอย่างยากลำบาก แม่ฉันต้องต่อสู้เพียงลำพังเพื่อเราทุกคน”

    พิว เป็นที่รู้จักมากที่สุดในฐานะผู้นำของ “The All Burma Federation Student Union” (ABFSU) ซึ่งเป็นเครือสหภาพนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมียนมา

    เมื่อปี 2015 เธอถูกคุมขังกว่า 1 ปีหลังจากออกมาประท้วงกฎหมายด้านการศึกษาแห่งชาติซึ่งเพิ่งถูกบังคับใช้ในขณะนั้นซึ่งเธอรู้สึกว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและลิดรอนความเป็นประชาธิปไตยในระบบการศึกษา

    นักศึกษาส่วนใหญ่ที่ถูกจับกุมถูกตั้งข้อหาแตกต่างกัน ตั้งแต่รวมตัวกันอย่างผิดกฎหมาย ก่อจลาจล และจงใจก่อให้เกิดความเสียหายเพื่อหยุดยั้งการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

    “ประชาชนถูกกระทำจนทนไม่ไหวและกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวหรือไม่ก็ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว คนหนุ่มสาวอย่างฉันต้องการปฏิวัติและพยายามทำให้ประเทศของเราพ้นไปจากการปกครองของทหาร"

    พิว พิว ออง

    “แม้ร่างกายเราไม่ถูกทำร้าย แต่จิตใจเราถูกทรมาน” พิว กล่าว

    “พวกเขามีวิธีกดขี่เราหลายอย่าง เช่น จำกัดประเภทหนังสือที่เราอ่านและสกัดกั้นอีเมลที่เราส่งหาครอบครัว”

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน ปี 2016 ศาลยกเลิกข้อกล่าวหาที่มีต่อเธอ

    โดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุหลังการปล่อยตัวเธอว่า “คณะรัฐบาลใหม่ต้องมุ่งให้การสนับสนุนและฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจผู้ที่ถูกปล่อยตัวจากการนิรโทษกรรมในวันนี้เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ถูกจำคุกอย่างไม่ยุติธรรมก่อนหน้านี้”

    ในตอนนี้ พิวมีลูกแล้ว โดยเธอยอมรับว่าภาระในฐานะแม่ทำให้ทำงานเป็น“แนวหน้า” ได้ยากขึ้น และเธอบอกว่าได้ส่งต่อภาระไปให้กับนักศึกษารุ่นต่อไปแล้ว

    “ในฐานะสมาชิกเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติ ฉันยังพยายามที่จะมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษา ฉันได้ตั้ง “สถาบันวิน”(Win Institute) ร่วมกับอดีตสมาชิก “The All Burma Federation Student Union” และภารกิจแรกก็คือการให้การสนับสนุนเยาวชนและนักเรียน”

    อย่างไรก็ตาม งานของพิวในปัจจุบันก็ยังมีความสุ่มเสี่ยง

    “การกระทำของฉันอาจถูกมองว่าผิดกฎหมายได้ทุกเมื่อ เพราะกฎหมายไม่ยุติธรรม เหมือนหนังยางที่ทำให้ยืดหยุ่นได้ตามอำเภอใจ”

    เมื่อถามถึงอนาคตของประเทศพิวบอกว่า “บางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงในเมียนมา แต่ยังคงมีคำถามที่ยังถกเถียงกันอยู่ว่าประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตยหรือเปล่า”

    “เราอยู่ข้างประชาชนมากกว่านักการเมือง ประชาชนที่รักในประชาธิปไตยสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียม ยังต้องสู้เพื่อความจริงต่อไป”

    อัญชนา หีมมิหน๊ะ
    ไทย

    News image

    อัญชนา หีมมิหน๊ะ เป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในฐานะครอบครัวผู้ที่ถูกกระทำโดยรัฐบาลของตัวเอง

    น้องเขยของอัญชนาถูกเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงควบคุมตัวและถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็พ้นผิด

    ขบวนการเคลื่อนไหวใน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทยยังเป็นกลุ่มที่ไร้ตัวตน แม้เป้าหมายคือการต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเองโดยมีแรงบันดาลใจจากการอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐปัตตานีก่อนถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยามในปี1909 แต่ขบวนการนี้ยืนกรานมาตลอดว่าการต่อสู้นี้ก็เพื่ออัตลักษณ์มิใช่การทำสงครามศาสนา

    สำหรับอัญชนานั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องเขยทำให้เธอตั้งคำถามว่าคนในทุกชนชั้นมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยเท่าเทียมกันหรือไม่

    อัญชนาและน้องสาวร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม "ด้วยใจ" เมื่อปี 2010 เพื่อช่วยเหลือครอบครัวและผู้ที่ถูกคุมขังในคดีความมั่นคงอันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเน้นให้การศึกษาและคำปรึกษาแก่ผู้ถูกคุมขัง
    “ เรามองว่ากระบวนยุติธรรมทำให้คนรู้สึกเจ็บปวด เราจะพบว่าตำรวจ เจ้าหน้าที่ เมื่อขอความช่วยเหลือ เขาจะบอกว่าถ้าบริสุทธิ์ก็ต้องพิสูจน์ในชั้นศาล แต่สำหรับประชาชนที่ไม่มีความรู้ เศรษฐกิจไม่ดี การที่เขาจะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมมันเป็นเรื่องที่ยาก แต่คนที่มีเงินสามารถประกันตัวได้ คนที่มีความรู้สามารถ ก็จะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นพยานมันเป็นความเหลื่อมล้ำในขบวนการยุติธรรม”

    อัญชนาออกมาแสดงความเห็นบ่อยครั้งเกี่ยวกับการใช้กำลังของกองทัพและช่องโหว่ในกระบวนการยุติธรรมของไทย และทางการไทยก็ไม่ปล่อยเธอไว้

    “ทั้งตำรวจและทหารมาที่บ้านอยู่บ่อย ๆ บอกให้เลิกโพสต์ข้อความที่เป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ทางเฟซบุ๊ก มีการโพสต์ข้อความใส่ร้าย ดิสเครดิตฉันทางเฟซบุ๊ก ทั้งขู่ว่าจะฟ้องร้องและมองว่าฉันเป็นผู้ประสงค์ร้าย บางครั้งพวกเขาก็ไปขอให้เพื่อน ๆ มาบอกให้เลิกทำงานที่ฉันทำอยู่”

    “ไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนจนแต่กลับเชื่อคำโกหกของทางการ”

    อัญชนา หีมมิหน๊ะ

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ทางการไม่พอใจมากที่สุดและเป็นสาเหตุที่ทำให้อัญชนาและเพื่อนนักสิทธิมนุษยชนอีก 2 คน ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทคือรายงานที่มีรายละเอียดผู้ถูกคุมขังซึ่งให้ข้อมูลในเชิงกล่าวหาว่าถูกซ้อมทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยบ่อยครั้งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร

    พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ปฏิเสธว่าไม่มีการซ้อมทรมานเกิดขึ้น และชี้ว่าเป็น “ความเพ้อเจ้อ”

    “การสูญเสียอิสรภาพอาจเป็นเรื่องทรมานสำหรับผู้ถูกคุมขัง...แต่เราต้องบังคับใช้กฎหมาย”พ.อ.ปราโมทย์ระบุ “ครอบครัวได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ถูกคุมขังและการจับกุมก็มีพยานรู้เห็น”

    จำปา พาเทล ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียอาคเนย์และแปซิฟิก แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือว่านักสิทธิมนุษยชนที่กล้าหาญ 3 คน ถูกลงโทษจากการจัดทำรายงานเรื่องนี้ ในขณะที่ทหารซึ่งเป็นคนลงมือกระทำการอันโหดร้ายกลับได้รับการคุ้มกันไม่ถูกตรวจสอบ”

    องค์กรไม่แสวงหากำไรโพรเท็คชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่รายงานในเดือนนี้ชี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2014 มีผู้หญิงในไทย 179 คน ถูกฟ้องร้องจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

    ประนอม สมวงศ์ ผู้ประสานงานของโพรเท็คชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “แม้ผู้หญิงจะไม่ต้องเผชิญอันตรายอย่างการถูกลอบฆ่าหรือลักพาตัวมากเท่าผู้ชาย แต่นักสิทธิมนุษยชนหญิงก็ยังต้องเผชิญการถูกคุกคามอย่างหนักต้องเผชิญผลพวงจากการสูญเสียสมาชิกครอบครัว ผลพวงทางกฎหมาย และประสบความยากลำบากในการดูแลครอบครัวในระหว่างที่ถูกคุกคาม”

    แม้ทางการจะยกเลิกข้อกล่าวหาที่มีต่ออัญชนา และหลังจากการเจรจากับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเพื่อให้ตั้งคณะทำงานขึ้นสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการซ้อมทรมานในพื้นที่ภาคใต้ แต่อัญชนาก็ยังถูกคุกคามทางออนไลน์ และบางครั้งก็ถูกขู่ฆ่า

    “ฉันเป็นโสด บ่อยครั้งที่มีคนแสดงความเห็นในทางเสื่อมเสีย บางคนก็ถามว่าทำไมไม่แต่งงานเสียที”อัญชนา เล่า

    “การจะเป็นนักเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งและหาหนทางต่อสู้โดยไม่เป็นภัยกับตัวเองนั้นเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้หญิง”

    ฮวิน ทุก วี
    เวียดนาม

    News image

    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2012 ฮวิน ทุก วี ถูกลักพาและนำตัวขึ้นรถที่มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเต็มคันรถ เธอถูกสอบปากคำนาน 12 ชั่วโมงก่อนจะถูกนำตัวไปปล่อยทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในช่วงกลางดึก

    ฮวิน ทุก วี ถูกนำตัวไปสอบถามหลังออกมาประท้วงคำกล่าวอ้างของจีนเรื่องทะเลจีนใต้

    ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่ารัฐบาลเวียดนามจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเป็นระบบและยังลงโทษใครก็ตามที่แสดงความเห็นไม่ลงรอย รัฐบาลเวียดนามไม่อนุญาตให้ฮวินเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อรับรางวัล Hellman/Hammett เมื่อปี 2012 รางวัลดังกล่าวมอบให้บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อการลงโทษทัณฑ์ทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้น นสพ.ออนไลน์เปโทร ไทมส์ ของเวียดนาม วิจารณ์การมอบรางวัล โดยระบุว่าเป็นความพยายาม“ส่งเสริม กระตุ้น สนับสนุนและช่วยเหลือทางการเงินอย่างโจ่งแจ้งแก่กลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายต่อต้านในเวียดนาม”

    ฮวิน เป็นบล็อกเกอร์หญิงหนึ่งในหลายคนของเวียดนามที่ทางการไม่พอใจจากการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนการปราบปรามและการลงโทษชนกลุ่มน้อย

    ขณะนี้ฮวินไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้เพราะถูกทางการยึดพาสปอร์ตไปตั้งแต่ปี 2015

    “ไม่มีวันอันสงบสุขในชีวิตอีกแล้ว”เธอกล่าวอย่างเสียใจ

    ทั้งฮวิน และสามียังถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตัวเองในนครโฮจิมินห์

    “มีคนปาก้อนหินและเอาน้ำเน่ามาสาดเข้าบ้านหลังเก่าของเราถึง 4 ครั้ง” เธอเล่า

    “พวกเขาพยายามทำให้ฉันหวาดกลัวและหวังว่าฉันจะเลิกทำในสิ่งที่ทำแต่พวกเขาคิดผิด การต้องเผชิญหน้ากับคนพวกนี้ทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นและแน่วแน่มากขึ้น”

    ฮวิน ทุก วี

    ขณะนี้ฮวิน และสามีอาศัยอยู่ในเมืองดัคลัค บ้านเกิดของสามี ทางตอนกลางของเวียดนาม

    ฮวินตระหนักว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างหลังจากทำงานเป็นบล็อกเกอร์ได้ราว3 ปี เธอก่อตั้งกลุ่มสิทธิมนุษยชนหญิงของเวียดนาม เมื่อปี 2013

    แม้ฮวินจะยังไม่เคยถูกตั้งข้อหา แต่สถานการณ์อาจไม่เป็นเช่นนี้ตลอดไป

    “ฉันเตรียมใจไว้แล้วและบอกสามีให้เตรียมอะไรไว้ให้พร้อมสำหรับลูกสาวตัวน้อยของเรา” เธอบอก

    บล็อกเกอร์หญิงคนอื่น ๆ ในเวียดนามก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน รวมทั้งเถิ่น ทิ งา ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “ถุย งา” เธอถูกจับเมื่อเดือนมกราคมฐานแชร์บทความและวิดีโอที่บอกเล่าเรื่องราวการละเมิดสิทธิ์เกี่ยวกับวิกฤตทางด้านสิ่งแวดด้อมและการคอร์รัปชันของนักการเมือง

    ขณะที่บล็อกเกอร์หญิงอีกคนเหวียน ง็อก นู ควิน หรือ มาเทอร์ มัชรูม ถูกตั้งข้อหาเมื่อปี 2016ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 88 หลังจากถูกคุมขังก่อนพิจารณาคดีนาน 2 เดือนและเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ยังยืนคำพิพากษาลงโทษจำคุกเธอนาน 10 ปี

    สำหรับฮวินแล้วผลพวงจากการเขียนบทความของเธอในฐานะบล็อกเกอร์ยังสร้างความร้าวฉานกับเพื่อนและครอบครัว ทั้งยังทำให้เธอและสามีหางานทำได้ยาก

    "ตอนที่เขาถูกไล่ออกจากงานเพราะฉัน นั่นก็ทำให้ฉันตระหนักได้ว่าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพยายามหางานอีกต่อไป"

    ทั้งสองคนต้องหันไปทำธุรกิจและขายกาแฟทางออนไลน์เพื่อเลี้ยงครอบครัว

    “แม้การคุมขังพ่อของฉันและการคุกคามครอบครัวของเราจะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าแต่เราก็มีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและเป็นการทำเพื่อผู้อื่นด้วยการยอมเสี่ยง ทำงานในนามของคนด้อยโอกาส และต้องเผชิญหน้ากับทางการ”

    ฮวินมองว่าเวียดนามเป็นประเทศที่ผู้หญิง “ถูกตัดโอกาสทางการเมืองเศรษฐกิจและระบบการศึกษามานานหลายศตวรรษ” เธอเห็นว่านักเคลื่อนไหวหญิงคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญ

    “หากเราไม่ออกมาเคลื่อนไหวในตอนนี้เราก็ไม่มีโอกาสที่จะออกมาเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันทางเพศในภายหลัง”

    เท็พ วานนี
    กัมพูชา

    News image

    ในกัมพูชาไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นผู้หญิงเป็นผู้นำในการเดินขบวนตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำหรือเพื่อต่อต้านการกว้านซื้อที่ดินของนายทุนและก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่จะเห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือตำรวจทุบตีทำร้ายผู้หญิงเหล่านั้นเพื่อพยายามยุติการชุมนุม

    การเคลื่อนไหวในยุคใหม่ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำนี้เริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่าตำรวจจะไม่ทำร้ายผู้หญิง และจากนักเคลื่อนไหวหญิงคนสำคัญคือ เท็พ วานนี แม่บ้านวัย 36 ปีที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิในการครอบครองที่ดินในกัมพูชา

    วานนีเริ่มต้นเป็นนักเคลื่อนไหวครั้งแรกเมื่อปี 2008 เมื่อคนราว 3พันคนในชุมชนของเธอบริเวณทะเลสาบบึงกอก ในกรุงพนมเปญ ถูกขับไล่ออกจากที่อยู่

    ความขัดแย้งเรื่องการครอบครองที่ดินเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในกัมพูชาเนื่องจากครอบครัวของชาวบ้านต่างอาศัยอยู่บนที่ดินที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนโดยไม่มีโฉนดเป็นหลักฐานเพราะส่วนใหญ่ถูกทำลายไปในยุคที่เขมรแดงปกครองในช่วงปลายยุค 70

    เพื่อนนักเคลื่อนไหวของวานนีบอกว่าเธอเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ และพูดจาฉะฉานทั้งภาษาเขมรและอังกฤษ พวกเขายังบอกอีกว่าเธอกล้าหาญและไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แม้จะต้องเผชิญกับกำลังตำรวจ เธอมักจะอยู่แนวหน้าถือป้ายประท้วงที่ใหญ่เกินกว่าร่างเล็ก ๆ ของเธอและตะโกนด้วยเสียงดังและโกรธเกรี้ยว

    แม่ของวานนีในวัย 69 ปีบอกกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า “แม้ว่าเธอจะถูกทุบตีตอนประท้วง เธอจะมาร่วมประท้วงอีกในวันถัดมาหากใครเดือดร้อน ลูกสาวฉันจะช่วยเหลือเพื่อความยุติธรรม เธอกล้าหาญเงินไม่สามารถซื้อเธอได้ เธอยืนหยัดและจะไม่ยอมแพ้”

    ขณะนี้ วานนีอยู่ระหว่างต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง ในข้อหายุยงให้เกิดความรุนแรงระหว่างการประท้วงเมื่อปี 2013 บริเวณหน้าบ้านของนายกรัฐมนตรีสมเด็จฮุนเซน ไม่มีการดำเนินการใด ๆ กับเธออยู่หลายปี จนกระทั่งวานนีเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อประท้วงการคุมขังคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน 5 คน เมื่อปี 2016

    “เรารู้ว่าเราจะต้องถูกทุบตี จับกุม ตั้งข้อหา และแม้กระทั่งถูกฆ่า แต่เราจะหาหนทางต่อสู้เพื่อสิทธิของเรา โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้ร้บความยุติธรรม ”

    เท็พ วานนี

    หลังจากถูกตัดสินจำคุก โฆษกเทศบาลกรุงพนมเปญ ออกมาระบุว่า ในที่สุดวานนีก็ได้รับโทษที่เหมาะสมแล้วเนื่องจากการเดินขบวนประท้วงของเธอทำให้เกิดความวุ่นวาย

    "วานนีทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เธอไม่เคยสนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร” โฆษกเทศบาลกรุงพนมเปญ บอกกับหนังสือพิมพ์เดอะ แคมโบเดีย เดลี หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนหลังจากถูกรัฐบาลกดดัน โดยนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการจัดการขั้วตรงข้ามของรัฐบาลอีกหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นการคุมขังนักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญ และสั่งปิดองค์กรสื่อต่าง ๆ

    ในท้ายที่สุด มีการถมที่ทับทะเลสาบบึงกอกและครอบครัวที่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ก็ได้รับค่าชดเชยเพียงเล็กน้อย และนักเคลื่อนไหวหลายคนก็โดนทางการควบคุมตัวเช่นเดียวกับวานนี
    โจเซฟ เบเนดิกต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์สำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า “วานนีถูกคาม ถูกทุบตี ตกเป็นเป้าของทางการโดยถูกตั้งข้อหาในคดีอาญาซึ่งเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง เธอถูกจับกุมอย่างน้อย 5 ครั้ง ตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2013”

    วานนียืนยันว่าเธอจะไม่หยุดสู้เพื่อกลุ่มคนที่ถูกเหยียบย่ำและเพื่อความยุติธรรมแต่การต่อสู้นี้ก็นำมาซึ่งราคาที่วานนีต้องจ่าย

    “ระหว่างการพิจารณาคดีครั้งที่แเล้วลูกสาวฉันร้องไห้จนเป็นลมสลบไป... ฉันเป็นแม่คน แต่ฉันอยู่ในคุก ฉันไม่อาจดูแลลูกได้” วานนีให้สัมภาษณ์กับ วอยซ์ ออฟ อเมริกา เมื่อปีที่แล้ว

    เธอยังบอกกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า “ฉันคิดว่าฉันทำในสิ่งที่ถูกต้องนี่ทำให้ฉันไม่กลัวความตาย”